อนาคตที่ไม่สดใสของหนัง 3 มิติ กับปีที่ย่ำแย่ของฮอลลีวูด

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างงดงามเมื่อปี 2009 ด้วยหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล Avatar ช่วงเวลาหลังจากนั้นดูเหมือนว่า หนัง 3 มิติคือ แหล่งทำเงินใหม่ของฮอลลีวูด ที่ความสำเร็จจากการฉายในระบบ 3 มิติ ถึงกับทำให้หนังหลายๆ เรื่องหลังจากนั้นที่ถ่ายทำกันไปแล้วแบบธรรมดา ต้องมีการนำกลับไปแปลงเป็น 3 มิติ รวมไปถึงถ่ายทำบางฉากเพิ่มเพื่อสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจในระบบ 3 มิติให้มากขึ้น

แต่ทุกอย่างมีขึ้นก็ต้องมีลง หลังจากประสบความสำเร็จสร้างกระแสระบบการฉายภาพยนตร์อีกรูปแบบหนึ่ง มาถึงตอนนี้ดูเหมือนว่า หนัง 3 มิติกำลังมาถึงขาลง

ซึ่งลอเรน เดวิดสัน จากหนังสือพิมพ์เดอะ เทเลกราฟ ของอังกฤษ ได้เขียนถึงเอาไว้อย่างน่าสนใจถึงการศึกษาล่าสุด ที่แสดงให้เห็นว่าหนัง 3 มิติ มีผลกระทบต่ออารมณ์ตอบสนองของผู้ชมน้อยมาก เมื่อเทียบกับบรรดาหนังธรรมดาทั้งหลาย นี่คือสิ่งผู้ชมรับรู้แล้ว และกับฮอลลีวูดล่ะ พวกเขารับรู้กันหรือยัง?

โดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ของปีนี้ ที่ถือได้ว่าเป็นซัมเมอร์ที่แย่ที่สุดในรอบ 8 ปี

จำนวนหนังที่ออกฉายในประเทศอังกฤษ (สี่เหลี่ยม = ระบบปกติ, วงกลม = 3 มิติ)

จำนวนหนังที่ออกฉายในประเทศอังกฤษ (สี่เหลี่ยม = ระบบปกติ, วงกลม = 3 มิติ)

จากคำโฆษณาที่ว่า หนัง 3 มิตินั้น “ตื่นเต้นและเข้มข้นมากกว่า” นักจิตวิทยาพบว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นแย้งกับคำโฆษณาอย่างชัดเจน เมื่อหนัง 3 มิติไม่ได้ส่งผลต่อการตอบสนองทางอารมณ์ของผู้ชมมากมายอะไรเลย

การค้นคว้าที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ ได้ทำการฉายคลิปภาพยนตร์ 4 เรื่องให้ผู้ชมได้ชม ทั้งระบบปกติและระบบ 3 มิติ เพื่อดูว่าระบบไหนที่สามารถปลุกการตอบสนองทางจิตได้ เช่น เหงื่อซึมทางมือ, หายใจกระชั้น หรือการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น โดยหนังที่ผู้ที่เข้าร่วมการค้นคว้ารวม 408 คนได้ชม ก็คือ My Bloody Valentine เพื่อดูเรื่องความหวาดกลัว, Despicable Me เพื่อดูเรื่องความสนุกสนาน, Tangled เพื่อดูเรื่องความเศร้า และ The Polar Express เพื่อดูความตื่นเต้น

ผลปรากฎว่า ฉากที่น่าตื่นเต้นใน The Polar Express ทำให้ฝ่ามือมีเหงื่อชื้นๆ ได้ แต่ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้พบความแตกต่างในเรื่องปฏิกริยาตอบสนองระหว่างทั้ง 2 รูปแบบการฉาย

“ทั้งระบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ต่างให้ผลกระทบที่พอๆ กันสำหรับการดึงเอาการตอบสนองทางอารมณ์ออกมา ซึ่งนั่นหมายความว่า การจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อทำหนังเป็นระบบ 3 มิติ ไม่ได้สร้างอะไรเกิดขึ้นมากนัก นอกจากความแปลกใหม่” ชีลา ครอเวลล์ ผู้เขียนรายงานเรื่องนี้กล่าว

งานนี้ถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับฮอลลีวูด ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพยายามหันไปหาหนัง 3 มิติ พอๆ กับหนังภาคต่อ เพื่อที่จะอัพราคาตั๋วเข้าชม รวมไปถึงยอดขายตั๋วให้ได้มากๆ

chart(1)

รายได้รวมของภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษ (สี่เหลี่ยม = รายได้ทั้งหมด, วงกลม = รายได้ของหนัง 3 มิติ)

ขณะที่เทคโนโลยีของหนัง 3 มิติก็ไม่ใช่การสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่อะไร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นกระแสของบรรดาสตูดิโอต่างๆ ที่พยายามสร้างความสำเร็จในระดับทุบสถิติแบบเดียวกับ Avatar ขึ้นมาให้ได้อีก สำหรับหนังเรื่องนี้ของเจมส์ คาเมรอนออกฉายช่วงคริสต์มาสของปี 2009 และทำเงินได้ถึง 2.79 พันล้านเหรียญ หรือ 1.71 พันล้านปอนด์ กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลทั่วโลก

แต่บรรดาหนัง 3 มิติเรื่องหลังๆ ไม่ได้สร้างผลกระทบในแบบเดียวกันได้ ตั้งแต่หลัง Avatar ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2010 รายได้ของหนัง 3 มิติค่อยๆ ลดลง ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมาจะมีหนัง 3 มิติออกฉายในอังกฤษเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่รายได้รวมก็ลดลงราวๆ 1.6% และรายได้ของหนัง 3 มิติก็ลดลงไปตามเปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมทั้งหมด

chart(2)

อัตราส่วนของรายได้จากหนัง 3 มิติกับรายได้ทั้งหมดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในแต่ละปีของประเทศอังกฤษ

วอลเตอร์ เมิร์ช ที่โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังที่เสียชีวิตไปแล้ว เคยกล่าวยกย่องว่าเป็น “มือตัดต่อและออกแบบเสียงภาพยนตร์ที่ได้รับการนับถือมากที่สุด” พูดถึงหนัง 3 มิติว่า “ทึม, เล็ก, สว่างวาบๆ เป็นระยะๆ, ชวนให้ปวดหัว, ห่างเหิน และแพง คำถามคือ…” เมิร์ขถามในปี 2011 “อีกนานเท่าไหร่คนถึงจะรู้ และเบื่อ?” คำตอบคือ ไม่นานเลย เห็นได้ชัดจากกราฟที่แสดงให้เห็นว่า มีคนเลือกชมหนัง 3 มิติน้อยลง ถ้ามีหนังระบบปกติในเรื่องเดียวกันให้ชม

chart(3)

อัตราส่วนของผู้ชมที่เลือกชมหนังเรื่องเดียวกันในระบบ 3 มิติมากกว่าระบบปกติของประเทศอังกฤษ

ด้วยเหตุนี้ความใหม่ จึงกลายเป็นความน่าเบื่อ บางทีอาจจะเนื่องจากความไม่สะดวกสบายในการชม เพราะหนัง 3 มิติต้องสวมแว่นชม และราคาตั๋วที่แพงกว่า หรือจากที่การศึกษานี้บอกเอาไว้ การที่ไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นกว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กับความพยายามของบรรดาโรงภาพยนตร์ที่กำลังหาทางสู้กับบริการชมภาพยนตร์ผ่านอินเตอร์เน็ท, การชมรายการโทรทัศน์ตามสั่ง และช่องว่างของเวลาที่สั้นลงสำหรับการปล่อยหนังในสื่ออื่นๆ หลังออกจากโรง

ดูเหมือนว่าหนัง 3 มิติจะไม่ใช่คำตอบสำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้

และนั่นก็ทำให้ความนิยมที่ลดลงของหนัง 3 มิติกลายเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้รายได้หนังโดยรวมในปีนี้ ต้องเจ็บหนักอย่างที่เห็น

ตลอดเวลาที่ผ่านมาของปี 2014 มีหนัง 3 มิติออกฉายไปแล้ว 28 เรื่อง ลดลงจากปีก่อนที่มี 34 เรื่อง และจากปี 2011 ที่ถือว่าเป็นจุดสูงสุด เมื่อมีออกฉายกันถึง 39 เรื่อง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เบนจามิน สวินเบิร์น นักวิเคราะห์จากสถาบันมอร์แกน สแตนลีย์ออกมาบอกว่า เขาคาดว่ารายได้หนังในอเมริกาปีนี้ จะลดลงราวๆ  2%

นอกจากนี้เขายังทำนายด้วยว่า ความสนใจของผู้ชมที่มีต่อหนัง 3 มิตินั้นดูจะ “เย็น” ลง และมองว่า ตัวเลขรายได้ของหนัง 3 มิติจะเป็นอัตราส่วนแต่ 39% ของรายได้รวมทั้งหมด สำหรับหนังที่ออกฉายทั้งในระบบ 3 มิติ และระบบปกติ ซึ่งถือเป็นอัตราส่วนที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี โดยตกมาจาก 42% ในปี 2013 และ 53% ในปี 2012 ทางเครือข่ายโรงภาพยนตร์ที่เบนจามินเข้าไปตรวจสอบนั้น ได้รับความเสียหายจากแนวโน้มที่เกิดขึ้นแบบจังๆ รายจ่ายโดยเฉลี่ยของผู้ชมต่อการเข้าชมภาพยนตร์ ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นแค่ 0.5% ขณะที่ราคาตั๋วเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% เพื่อชดเชยกับยอดขายตั๋วพรีเมียมสำหรับหนัง 3 มิติที่ลดลง

chart(4)

กราฟแสดงจำนวนภาพยนตร์ 3 มิติที่ออกฉายในแต่ละปี (กราฟแท่ง) และอัตราส่วนของรายได้หนัง 3 มิติกับรายได้ทั้งหมดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี (กราฟเส้น) ของสหรัฐ อเมริกา

ขณะที่หนัง 3 มิติ 3 จาก 7 เรื่องของไตรมาสนี้ “พุ่งเป้าไปที่คนดูเด็กๆ แต่ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร ซึ่งล่าสุดก็ต้องรับสภาพกับอัตราส่วนที่ลดลง” สวินเบิร์นกล่าว บางทีทางสตูดิโออาจจะไม่มีหนัง 3 มิติในช่วงต้นปี 2014 ที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับหนัง Oz: The Great And Powerful เมื่อปีกลาย และ “ไม่มีหนังที่เป็นแรงขับจริงๆ จังๆ ในปี 2014” และเมื่อมองย้อนไปถึงตั้งแต่ต้นปี สวินเบิร์นก็พบว่า “เห็นได้ชัดว่า สินทรัพย์ทั้งหลายที่ออกมาสู่ตลาดนั้น คุณภาพต่ำมากๆ”

 
จากเรื่อง อนาคตที่ไม่สดใสของหนัง 3 มิติ กับปีที่ย่ำแย่ของฮอลลีวูด 
โดย ฉัตรเกล้า นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1171 1 พฤศจิกายน 2557

ให้กำลังใจด้วยการคลิกไลค์เพจสะเด่าส์ได้ง่ายๆ ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On