อัลบั้มตำนาน Nevermind จาก Nirvana กับสิ่งที่อาจไม่มีใครรู้

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

24 กันยายน 1991 อัลบั้ม Nevermind ของเนอร์วานา วงดนตรีโนเนมในตอนนั้น ออกวางจำหน่าย และกลายเป็นอัลบั้มชุดสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีไปตลอดกาล เพราะไม่เพียงทำให้วงดนตรีเล็กๆ จากซีแอตเติลวงนี้แจ้งเกิดได้อย่างยิ่งใหญ่ Nevermind ยังนำทางให้ดนตรีกรันจ์ และอัลเทอร์เนถีฟร็อค กลายเป็นกระแสหลัก ครองทั้งคลื่นวิทยุและสถานีโทรทัศน์ดนตรี ยิ่งไปกว่านั้นกับตัวเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความแปลกแยกในแบบพังค์ ยังส่งให้เคิร์ท โคเบนกลายเป็นกระบอกเสียงแห่งยุคสมัย ที่อาจเป็นตัวก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมกับตัวเขาในอีกสามปีต่อมา

การพุ่งสู่ความนิยมอย่างรวดเร็ว ผสมผสานกับความระแวดระวังการมีชื่อเสียงของโคเบน ส่งให้มีเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับอัลบั้มมากมาย ตั้งแต่การบันทึกเสียงที่เริ่มเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้ากับโปรดิวเซอร์บุทช์ วิก ที่วิสคอนซิน และลอส แองเจลีส และนี่คือบางส่วนที่บางอย่างอาจจะรู้กันแล้ว และบางสิ่งก็ยังไม่มีใครรู้

เนอร์วานาเริ่มบันทึกเสียงงานชุดนี้ในปี 1990 กับบุทช์ วิก เพื่อเป็นอัลบั้มชุดที่สอง ที่ออกกับสังกัดซับ ป็อป โดยอัลบั้มชุดแรกก็คือ Bleach จริงๆ แล้วพวกเขาใช้เวลาทำงานมากกว่าหนึ่งปี ก่อนที่อัลบั้มจะออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หลังได้ติดต่อกับวิก ผ่านทางบรูซ พาวิทท์ ผู้ก่อตั้งค่ายซับ ป็อป ทางวงได้อัดเสียงเพลง 6 เพลงกับเขา เพื่อใส่ในงานชุดที่สองกับค่ายเพลงอิสระค่ายนี้ แต่เพราะความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นของวง หลังออกทัวร์ร่วมกับวง Sonic Youth ทำให้ซับ ป็อปตัดสินใจที่จะเซ็นสัญญาจัดจำหน่ายกับค่ายเพลงใหญ่ๆ ขณะที่พวกเขาอยู่ที่วิสคอนซินกับวิก บันทึกเสียงเพลง Lithium และ Polly ฉบับแรกๆ เอาไว้หลายๆ แบบ ซึ่งท้ายที่สุดทั้งสองเพลงก็บรรจุในงานชุดนี้ แต่เป็นฉบับที่ไปปิดงานกันที่ห้องอัด ซาวนด์ ซิตี้ ในลอส แองเจลีส หลังได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่

sonic_youthโซนิค ยูธ

โซนิค ยูธ เป็นวงที่กระตุ้นให้สังกัดดีจีซี เซ็นสัญญากับเนอร์วานา โดยใน Heavier Than Heaven หนังสืออัตชีวประวัติเคิร์ท โคเบน ของชาร์ลส์ เอส. ครอสส์ เขียนเอาไว้ว่า เคิร์ท โคเบน มองคิม กอร์ดอน และเธิร์สตัน มัวร์ สามี-ภรรยาสมาชิกคนสำคัญของโซนิค ยูธ ว่า มีปัญหาเรื่องค่าลิขสิทธิ์ และกับการเป็นแฟนพันธุ์แท้ของโซนิค ยูธ เขารู้สึกเป็นเกียรติมากที่เนอร์วานาได้เป็นวงเปิดให้ทัวร์ช่วงหน้าร้อนปี 1991 ของพวกเขา ด้วยความเคารพและความชื่นชม ทำให้สองผัวเมียวงอาร์ต-ร็อควงนี้ เป็นแรงกระตุ้นหลายๆ อย่างให้กับเนอร์วานา ไม่ใช่แค่เซ็นสัญญากับโกลด์ เมานท์เทน บริษัทดูแลจัดการศิลปินของพวกเขา แต่ยังรวมไปถึงการเซ็นสัญญากับดีจีซีด้วย

nirvana-sheep

ชื่อในตอนแรกของ Nevermind คือ Sheep หลังจากที่เนอร์วานากลายเป็นที่รู้จัก โคเบนพยายามจะรักษาวิถีแบบพังค์เอาไว้ แล้วก็พอมองออกว่า วงมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเล่นกับความคิดนี้ ทำให้เขาตั้งชื่ออัลบั้มเอาไว้ในตอนแรกว่า Sheep ซึ่งมีที่มาจากเรื่องตลกวงใน เกี่ยวกับการทำให้คนจำนวนมากๆ มาซื้ออัลบั้มของพวกเขา แถมยังทำโฆษณาหลอกๆ ขึ้นมาล้อ ด้วยการใช้สโลแกนว่า “เพราะว่าคุณต้องการจะปฏิเสธ แต่คนอื่นไม่” แล้วยังทำประวัติปลอมๆ ของวงขึ้นมา โดยอ้างว่า พวกเขาได้ขึ้นปกนิตยสาร โบว์ลิง สโตนด์ (Bowling Stoned ล้อนิตยสาร Rolling Stone) ถึงสองครั้ง ได้รับการยกย่อง ชื่นชมในฐานะวงต้นแบบ ที่ปลุกเร้าความคิด และเป็นวงสำคัญแห่งทศวรรษโดยนิตยสาร ไธม์ (Thyme ล้อนิตยสาร Time) และ นิวสวีค (Newsweak ล้อนิตยสาร Newsweek)

เดฟ โกรห์ล ไม่ใช่มือกลองเพียงคนเดียวในอัลบั้มชุดนี้ เพราะตอนที่เนอร์วานาเริ่มทำงานที่สมาร์ท สตูดิโอ กับบุทช์ วิก – โปรดิวเซอร์ แชด แชนนิงมือกลองที่ทำงานส่วนใหญ่ใน Bleach อัลบั้มชุดแรกที่ออกกับซับ ป็อปเมื่อปี 1989 ยังอยู่ในวง เสียงกลองในเพลง Polly ที่อยู่ในอัลบั้มก็เป็นเขาตี แม้จะไม่ได้รับเครดิตในอัลบั้มฉบับแรกๆ ขณะที่โกรห์ลคือมือกลองคนที่ 5 และเป็นคนสุดท้ายของวง

บุทช์ วิกเป็นคนที่กล่อมให้โคเบน อัดเสียงเบิ้ลเสียงร้องของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า เพราะ “จอห์น เล็นนอน เคยทำมาแล้ว” ถึงแม้ซาวนด์ของงานจะฟังดูหยาบๆ แต่ Nevermind คืองานที่ประดิดประดอย, มีอารมณ์ความรู้สึกที่สัมผัสได้ การอัดเสียงร้องแบบดับเบิ้ลของโคเบนเป็นหนึ่งตัวอย่าง ซึ่งเป็นการเติมความโดดเด่นให้กับเพลง และทำให้เสียงร้องโหยหวนที่ฟังแกว่งไปแกว่งมา ไม่มั่นคงยิ่งขึ้น โดยการตัดสินใจอัดเสียงร้องเบิ้ลลงไปของวิก ได้แรงบันดาลใจจากการทำงานของจอร์จ มาร์ติน โปรดิวเซอร์ที่เสียชีวิตไปแล้วของ The Beatles และการที่จอห์น เล็นนอนก็ใช้เทคนิคแบบนี้ ทำให้โคเบนรู้สึกสบายใจที่จะทำแบบเดียวกัน “เขาลังเลที่จะทำ เพราะคิดว่าซาวนด์ที่ออกมามันจะดูหลอกๆ” วิกเล่าถึงเรื่องนี้เอาไว้ เพื่อเป็นการยกย่องมาร์ติน หลังการจากไปของเขาเมื่อต้นปี พอเขาเอามาโยงกับเล็นนอน โคเบน “อัดเสียงเบิ้ลเสียงร้องของตัวเองแทบทุกเพลง หลังจากนั้น”

เพลงซ่อนที่ชื่อ Endless, Nameless เป็นเพลงที่ถูกยกทิ้ง โดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนปั้มแผ่นในช่วงแรกๆ เพลงนี้เกิดจากการบันทึกเสียงที่น่าผิดหวังของเพลง Lithium ซึ่งโคเบนพยายามเล่นกีตาร์ออกมาให้เป๊ะ และท้ายที่สุด วิกตัดสินใจเก็บเพลงที่ฟังรกๆ ก้าวร้าวนี้เอาไว้ และทางวงคิดจะเอาไปใส่ในตอนท้ายของอัลบั้ม เป็นเพลงซ่อนต่อจากความเงียบร่วมๆ 10 นาที หลังเพลงบัลลาด Something in the Way ที่เป็นเพลงสุดท้ายจบลง โฮวี ไวน์เบิร์ก เอ็นจิเนียร์ที่เป็นคนทำมาสเตอร์อัลบั้มชุดนี้ เล่าว่า การตัดสินใจเพิ่มเพลง Endless, Nameless เป็นเพียงการพูดกันเฉยๆ และสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจผิดก็คือ การที่เพลงนี้ถูกใส่เข้ามาภายหลัง

โคเบน รู้สึกอายกับเสียงที่ได้จากการมิกซ์ครั้งสุดท้ายของอัลบั้ม โดย Nevermind ถูกนำไปให้แอนดี วอลเลซ ที่เคยทำงานกับวง Slayer เพื่อผสมเสียงครั้งสุดท้าย จากที่วอลเลซและวิกว่าเอาไว้ ทางวงไม่ได้แสดงอะไรออกมาเลย นอกจากคำชื่นชม และแสดงความรักต่องานที่วอลเลซทำ ตั้งแต่ได้ยินเพลงฉบับที่มิกซ์ครั้งสุดท้ายครั้งแรกๆ แต่แล้วโคเบนก็เปลี่ยนไป ทำดรามาซะงั้น เมื่อยอดขายของอัลบั้มพุ่งทะยานเป็นจรวด และแสดงออกถึงความละอายกับงานที่ได้ยินกัน ขณะที่ให้สัมภาษณ์กับไมเคิล อาเซอร์ราด นักเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ “มันเป็นการผสมผสานระหว่างความสะอาด และความมุ้งมิ้ง เป็นผลงานที่หน่อมแหน้มโคตรๆ บางทีมันอาจจะเป็นงานที่สุดขั้วมากๆ สำหรับบางคนที่ไม่คุ้นเคยกับเพลงแบบนี้ แต่ผมคิดว่า มันง่อยมากๆ เลยว่ะ!”

ตัวปกอัลบั้ม ได้แรงบันดาลใจมาจากเคิร์ท โคเบน ที่ชื่นชอบเรื่องการคลอด และการตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก ซึ่งเห็นได้จากสิ่งที่เขาเขียนไว้ในปกอัลบั้ม และชื่ออัลบั้มชุดสุดท้ายของวงก็ใช้ชื่อ In Utero ที่แปลว่าอยู่ในมดลูด หลังนั่งดูสารคดีเกี่ยวกับการคลอดในน้ำร่วมกับโกรห์ล เขาก็อยากได้ภาพการคลอดในน้ำเป็นปกอัลบั้ม อย่างไรก็ตาม ภาพที่ออกมาเป็นภาพที่ถูกจัดการโดยต้นสังกัด แทนที่พวกเขา ซึ่งควรไปที่สระน้ำเพื่อเด็กๆ กับตากล้อง – เคิร์ค แวดเดิล ที่เป็นคนจับภาพของสเปนเซอร์ เอลเดน ลูกชายของเพื่อน ว่ายตรงไปหาแบงค์ดอลลาร์ ที่เกี่ยวอยู่กับเบ็ด นอกจากนี้โคเบนยังไม่ประนีประนอมกับความคิดที่ว่า จะลบอวัยวะน้อยๆ ของเอลเดนในวัยสี่เดือนออกไปตามคำขอของร้านขายแผ่นเสียง, ซีดี บางแห่งอีกด้วย

nevermind_10_things-sadaos_pix

โคเบน อ้างว่าเขาซ่อนรูปของวง Kiss เอาไว้ในปกหลัง โดยถัดจากรายชื่อเพลงบนปกหลังของอัลบั้ม Nevermind จะเป็นภาพลิงยางอยู่หน้าภาพคอลลาจแปลกๆ ที่โคเบนออกแบบเอง โดยภาพคอลลาจเหล่านี้ มีภาพของอวัยวะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อ จากหนังสือรวมภาพเกี่ยวกับการแพทย์ที่เขาเก็บไว้ แล้วก็มีภาพวาด ที่แสดงให้เห็นภาพจากขุมนรก (Inferno) ของดังเต แล้วจากที่โคเบนเล่าเอาไว้ เขาบอกว่า “ถ้าคุณมองเข้ามาใกล้จริงๆ จะมีภาพของวงคิสส์อยู่ที่หลังปก เป็นภาพของพวกเขา กำลังยืนอยู่บนกองเนื้อ”

nevermind_10_things-sadaos_pix-00

Nevermind คว่ำอัลบั้ม Dangerous ของไมเคิล แจ็คสัน หล่นจากอันดับ 1 ในชาร์ท การขึ้นครองวงการของเนอร์วานา มาถึงจุดพีคใหม่ เมื่อพวกเขาน็อคอัลบั้ม Dangerous ของราชาเพลงป็อปหล่นจากอันดับหนึ่งบนชาร์ทอัลบั้มช่วงต้นปี 1992 ตลอดการทำงานของวง เสียงร้องของเนอร์วานา จะอยู่ขั้วตรงข้ามกับเสียงร้องฟรุ้งฟริ้งสไตล์ 80 และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับศิลปินป็อปคนสำคัญเช่น แจ็คสัน อย่างชัดเจน การขึ้นครองชาร์ทของวง ก็คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า การปฏิวัติของพวกเขา ได้บังเกิดขึ้นแล้ว

(แปลเรียบเรียงจาก บทความเรื่อง Nirvana’s ‘Nevermind’: 10 Things You Didn’t Know ของ บริททานีย์ สปานอส www.rollingstone.com)

จากเรื่อง อัลบั้มตำนาน Nevermind จาก Nirvana กับสิ่งที่อาจไม่มีใครรู้ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ โดย นพปฎล พลศิลป์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 29-30 กันยายน และ 4 ตุลาคม 2559

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On