อีกครั้งกับความเปิ่นของบริดเจ็ท โจนส์ ในหนังรอม-คอมขวัญใจคนทั้งโลก Bridget Jones’s Diary

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เมื่อ 15 ปีก่อน ชารอน แม็กไกวร์ เพื่อนผู้ชอบสบถของนักเขียนชื่อดัง เฮเลน ฟิลดิง กลายเป็นผู้กำกับเปิดซิง ด้วยการนำเอาชีวิตของบริดเจ็ท โจนส์ขึ้นจอให้ได้ชม โดยเรเน เซลล์วีเกอร์ รับบทเป็นบริดเจ็ท สาวโสดที่พยายามนำพาชีวิตการทำงาน, มิตรภาพ และเซ็กส์ ให้เดินทางไปได้ด้วยดีในวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลขสามสิบ โดยมีโคลิน เฟิร์ธ และฮิวจ์ แกรนท์ มาต่อสู้ช่วงชิงหัวใจเธอ

หนังเรื่องนี้กลายเป็นความน่าประหลาดใจ เมื่อฮิตแบบถล่มทะลายไม่ใช่แค่ฮิต อีกสามปีต่อมา ในปี 2004 กับภาคต่อที่พ่วงด้วยคำว่า The Edge of Reason แม้จะได้รับความสำเร็จในบ็อกซ์ ออฟฟิศ แต่นักวิจารณ์ก็เล่นซะเจ็บ ซึ่งหลายๆ คนคิดถึงสัมผัสบางอย่างที่หายไป เมื่อผู้กำกับไม่ใช่แม็กไกวร์ และช่วงเวลาสิบปีหลังจากที่เธอมีลูก เฟิร์ธคว้าออสการ์มาครองได้ ขณะที่เซลล์วีเกอร์หายหน้าไปจากจอภาพยนตร์นานถึง 6 ปี ตอนนี้กับการได้แพทริค เดมป์ซีย์เพิ่มเข้ามาในบทแจ็ค ชายหนุ่มที่ทำให้ความโรแมนติกครั้งใหม่วุ่นวาย ซับซ้อน ทดแทนการขาดหายไปของแดเนียล คลีฟเวอร์ตัวป่วนจากสองภาคแรก และการกลับมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้งของแม็กไกวร์ สาวบริดเจ็ทกลับมาแล้ว

โลกอาจจะเปลี่ยนไป เธออายุสี่สิบกว่า ในตอนนี้ แล้วก็นั่งจิ้มไอแพดแทนที่จะเขียนไดอารีเหมือนเมื่อก่อน แต่จากใบหน้าที่เลอะเทอะเปรอะโคลน และสถานการณ์แบบใครกันน๊า คือพ่อของเด็กในท้อง ดูเหมือนว่าเธอยังคงเป็นบริดเจ็ทคนเก่า และนี่คือความเป็นมาและเป็นไปในการกลับมาของเธอ

bridget_jones_baby-sadaos_story-03

ชารอน แม็กไกวร์ ผู้กำกับ

 

@ บทหนังในตำนาน (ที่มากกว่าหนึ่ง)
ชารอน แม็กไกวร์: “หนังเรื่องที่สาม ถูกพัฒนาด้วยเวลาราวๆ 11 ปี มีบทเยอะมากที่มาแล้วก็ไป พอเรามีบทที่ใช้ได้ นักแสดงบางคนก็ไม่พร้อมจะกลับมาอีก มันก็ถูกเลื่อนไป แล้วก็ถูกดึงกลับมาทำอีก ก่อนจะพักเอาไว้ก่อนซ้ำ ฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังจนกระทั่งปี 2014 ซึ่งฉันย้ายจากแอลเอ กลับไปอยู่ที่ลอนดอน แล้วมันก็โผล่เข้ามาในกล่องข้อความของฉัน ฉันคิด… ‘ว้าว! มันน่าสนใจดีนะเนี่ย’”
โคลิน เฟิร์ธ: “หนังเรื่องนี้เกิดขึ้น ดับไปและพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปนับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมเคยคุยกับเฮเลน ฟิลดิงว่า มันน่าจะไปทางไหนดี แล้วก็เคยคุยกับฮิวจ์ จากนั้นก็เรเน เรามีการแลกเปลี่ยนความคิดกัน โดยไม่มีบทฉบับไหนที่ไม่เกี่ยวพันกับบางไอเดียจากในอดีตเลย และบทฉบับนี้ ก็เป็นอีกบทหนึ่งที่ผ่านกระบวนการทางความคิดมายาวนาน เรามีโครงเรื่อง มีฉากสำคัญๆ และบางอย่างที่ผมคิดว่าน่าจะใช้ได้ มันเป็นการตั้งคำถามว่า คุณจะรักใครบางคน ที่จริงๆ แล้วก็เป็นคนเดิมๆ ได้หรือไม่ ผมโอเคกับบทร่าง โดยมีสิ่งที่โดนใจผมมากที่สุดก็คือ ผมจำผู้ชายคนนั้นได้ ผู้ชายคนที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหนังที่เราทำกัน”

@ การเดินไปบทถนนสายความทรงจำ
ชารอน แม็กไกวร์: “ฉันว่าหนังเรื่องแรกถูกคาดหวังว่า น่าจะเป็นงานอินดีๆ มันไม่ได้ถูกมองว่าจะประสบความสำเร็จในแบบที่ทำได้เลย ฉันจำได้เลาๆ ว่า เอริค เฟลล์เนอร์ (ผู้อำนวยการสร้าง และประธานร่วมของบริษัทเวิร์คกิง ไทเทิล) บอกฉันว่า ‘ตกลง… คุณทำหนังเรื่องนี้ได้ แต่อย่าให้มันห่วยล่ะ’ ในตอนนั้นฮิวจ์ แกรนท์ เซ็นสัญญาเล่นแล้ว จากนั้นก็เป็นโคลิน แล้วก็เรเน หนังเริ่มบวมขึ้นๆ จนกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้ พอให้มองย้อนกลับไป การที่พวกเขามีผู้กำกับหน้าใหม่, สาวเท็กซัสมารับบทเป็นสาวอังกฤษที่ใครๆ ก็รัก… พวกเขาคงต้องมีคืนที่นอนไม่หลับกันบ้าง เพราะมันเพี้ยนเอามากๆ”
โคลิน เฟิร์ธ: “ผมไม่เคยดูหนังทั้งสองเรื่องก่อน จนถึงวันฉายรอบปฐมทัศน์นั่นแหละ ผมสนุกกับการได้เล่นนะ แต่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นวางกลุ่มเป้าหมายเป็นคนดูหนังโรแมนติก-คอมดี้เลย หลายๆ คนอาจจะประหลาดใจ เมื่อมองดูว่าผมเล่นหนังพวกนี้มากี่เรื่องแล้ว!!! ตอนที่ผมรับเล่น ผมจะดูว่า มันจะออกมาเป็นหนังได้ดีขนาดไหน ไม่เคยสนว่ามันเป็นแนวอะไร ผมแค่ชอบเรื่องของมัน และชอบความเป็นหนังของมัน ผมคิดว่า มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างสวยงาม และมันได้รับการตัดสินเป็นอย่างดี”
ชารอน แม็กไกวร์: “ตอนที่เรากำลังเตรียมตัวทำหนังเรื่องนี้ ก็อกเกิลบ็อกซ์ (Gogglebox – รายการเรียลิตี โชว์ ของอังกฤษที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องสี่) ออกอากาศ และหนังเรื่องแรกก็ไปอยู่ในรายการ มันเป็นฉากที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เมื่อตัวละครสองคนลอยผ่านหน้าต่างในฉากที่ต้องต่อสู้กัน ชายคนหนึ่งในรายการบอกว่า ‘นี่คือส่วนที่ดีที่สุดในหนัง พวกเขาน่าจะเอาฉากนี้ไปอยู่ตอนต้นเรื่อง แล้วก็โปรยเครดิตเลย! (หัวเราะ)’ และหลายๆ คนก็ชอบมันมาก แต่ฉันไม่รู้สึกอะไรกับมันนะ ฉันแค่ ‘โอ้ว!’”
เรเน เซลล์วีเกอร์: “เป็นเรื่องน่าผิดหวังนะ (ที่แม็กไกวร์ ไม่กำกับหนังภาคที่สอง) เพราะฉันมองหาโอกาสที่จะได้แชร์ประสบการณ์กับเธออีก แต่ฉันเข้าใจว่าเธออยากลองทำอย่างอื่นๆ ดูบ้าง และก็กำลังวุ่นๆ กับอะไรเหล่านั้นอยู่”
ชารอน แม็กไกวร์: “มันมีสองเรื่องที่เกิดขึ้น อย่างแรกฉันกำลังมีเด็ก เพราะทุกอย่างมันดูสายเกินการณ์ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน และทุกอย่างที่นอกเหนือไปจากนั้น และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ฉันกำลังทำงานอย่างอื่น ซึ่งในที่สุดมันก็ไม่เกิดขึ้น”

@ ช่วงเวลาที่หายไป
ชารอน แม็กไกวร์: “ตอนที่ฉันมีลูกคนต่อมา ฉันย้ายไปอยู่แอลเอราวๆ 4 ปี เพราะสามีฉันไปทำงานที่นั่นกับดรีมเวิร์คส์ มันเป็นเรื่องของความฝันที่เป็นจริง เหมือนกับมีคนบอกว่า ‘โอเค… คุณยกเท้าออกจากคันเร่งการทำงาน ลงจากรถไฟสายด่วนทางอาชีพ แล้วไปใช้ชีวิต เลี้ยงลูกของคุณ หัดเล่นกระดานโต้คลื่นที่มาลิบู ได้แล้ว’ ฉันกำลังเขียนบทอยู่ แต่มันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ ที่ไม่ต้องเขียนอีก เพราะฉันกลายเป็นคุณแม่ไปแล้ว”
เรเน เซลล์วีเกอร์: “ฉันไม่เคยใช้ชีวิตแบบมั่งมีศรีสุขเลย ฉันไม่เคยทำงานตลอดเวลา ฉันแค่ทำงาน มันเป็นเรื่องของการรับผิดชอบ การเล่นภาพยนตร์มันมีหลายเฟส หลายช่วงเวลา บางช่วงคุณไม่ต้องทำอะไร บางช่วงคุณต้องเล่นมันไปให้จบ มันจะเป็นยังไงนะเหรอ ถ้าคุณทำแบบนั้นสักปีหรือสองปี วงจรจะเริ่มต้นแล้วก็จบลงในตัวเอง โดยไม่มีเวลาให้กับชีวิตจริงๆ ฉันอยู่ในวัยที่ตัวเองต้องการการเติบโต และไม่ใช่เป็นแค่การค้นคว้าสำรวจตรวจค้น ที่ฉันอาจจะทำกับตัวละครที่ฉันเล่น ฉันอยากจะมีตัวเลือกสำหรับการทำงานอื่นๆ ซึ่งอาจะทำให้ได้รับการยอมรับในเรื่องนั้นด้วย และมันก็ต้องการเวลา ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉัน คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จ หรือมีความคิดสร้างสรรค์ได้ ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิต และประสบการณ์การใช้ชีวิตของฉัน มันคือการแสแสร้ง”
โคลิน เฟิร์ธ: “ผมคิดว่าการปล่อยให้เวลาผ่านไปบ้าง บางทีน่าจะช่วยได้ ถ้าเราทิ้งช่วงห่างไปสัก 5-6 ปี มันอาจจะรู้สึกนานเกินไป แต่เมื่อปล่อยเวลาให้ผ่านไปเกิน 10 ปี มันจะไม่มีการตั้งคำถามว่านานเกินไปหรือเปล่าแล้ว มันแทบจะเป็นความรู้สึกถวิลหาอดีต หรือเรื่องย้อนยุคไปละ”

@ การกลับมารวมตัวกันของแก๊งก๊วนซิงเกิลตัน
ชารอน แม็กไกวร์: “บอกตรงๆ ฉันไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ฉันกับสามีกลับมาที่อังกฤษเพื่อเริ่มทำบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ แล้ว Bridget ก็แว้บเข้ามา”
โคลิน เฟิร์ธ: “ผมเปิดรับเสมอนะ แต่มันต้องรู้สึกถึงความคุ้มค่า ความคิดในการทำภาคที่สาม อาจเป็นไอเดียพิลิึกๆ มันดูไม่ค่อยชัดเจน เราต้องคิดให้ออกว่า มันจะออกมาเป็นยังไง และมีเหตุผลในการทำออกมา ไม่ใช่แค่ทำหนังอีกเรื่องที่ใช้ตัวละครเดิมๆ”
ชารอน แม็กไกวร์: “ในตอนที่เรเนได้ยินเรื่องที่เรากำลังพัฒนากัน มันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่ทำกัน รวมไปถึงการที่ตัวบทเดินหน้าไป”
เรเน เซลล์วีเกอร์: “เหตุผลที่ดีกว่า ก็คือการได้กลับไปร่วมงานอันแสนสุข กับเพื่อนๆ ที่ลอนดอน กับตัวละครที่เรารักอยากจะเล่น ไม่ใช่เหรอ?”
ชารอน แม็กไกวร์: “ตอนที่ฉันเข้ามาจับงาน ตัวละครของฮิวจ์ไม่ได้มีส่วนกับเรื่อง นี่เป็นเรื่องราวเฉพาะที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกต่อไปแล้ว ฉันรักฮิวจ์นะ เขาเป็นคนที่สนุกมาก”
โคลิน เฟิร์ธ: “ไม่เคยมีการการันตีเลยว่า พวกเราจะกลับมา มันเป็นคำถามที่ล่องลอยอยู่ในอากาศมากกว่า มีการพูดคุยถกเถียงกันเยอะแยะ ว่าหนังควรจะออกมาเป็นยังไง แบบไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีขอบเขตกว้างไกลเกินกว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวละครเพียงตัวเดียว ในท้ายที่สุดผมก็คิดได้ว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดก็คือตัวบริดเจ็ทเอง คุณสามารถพาเธอไปไหนต่อไหนในชีวิตก็ได้ แล้วก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของเธอโดยไม่ต้องมีแดเนียล คลีฟเวอร์ หรือมาร์ค ดาร์ซี ก็ยังได้
แพทริค เดมป์ซีย์: “ฮิวจ์ แกรนท์ เป็นส่วนสำคัญสำหรับความสำเร็จของหนังสองเรื่องแรก ตัวละครที่เขาเล่า บุคลิกของเขา จังหวะการปล่อยมุขของเขา รวมไปถึงความเป็นอัจฉริยะในเรื่องเหล่านั้น มันทำให้เกิดความกังวลเสมอ เพราะคุณกำลังทำบางสิ่งที่มีการลงหลักปักฐานเอาไว้เป็นอย่างดี คุณสามารถหาทางเดินของตัวเองได้ไหม? แล้วคนดูจะรักตัวละครตัวนี้ด้วยหรือเปล่า?”

@ หน้าใหม่ในหนัง
แพทริค เดมป์ซีย์: “แจ็คประสบความสำเร็จอย่างมากกับธุรกิจบริการหาคู่ออนไลน์ ได้เงินมาเยอะ แล้วก็ตัดสินใจให้คืนกับชุมชน ในรูปแบบของการกุศล เขามีเป้าหมายในชีวิตว่าจะต้องอยู่เพียงลำพังไปอีกนาน ความสัมพันธ์กับบริดเจ็ทเลยกลายเป็นเรื่องประหลาดใจสำหรับเขา รวมไปถึงสิ่งที่เธอทำเพื่อเขาด้วย”
ชารอน แม็กไกวร์: “ฉันไม่มองว่านี่เป็นการแทนที่ฮิวจ์นะ เขาเป็นตัวละครที่แตกต่างออกไป แพทริคทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นคนอเมริกันอีกคนที่ก้าวเข้ามาในโลกใบนี้ แล้วก็พบว่ามันน่าสนใจ แล้วทุกๆ คนก็มองเห็นความกระตือรือร้นในตัวเขา เขาเป็นสนุกแล้วมีรอยยิ้มพิมพ์ใจมากๆ”
โคลิน เฟิร์ธ: “มันไม่ใช่การพยายามแทนที่แดเนียล คลีฟเวอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่าเขาเป็นตัวละครที่มหัศจรรย์มากๆ แล้วฮิวจ์ก็สร้างลักษณะเฉพาะเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แจ็คดูน่ารัก แต่ในตัวก็มีบางอย่างที่ดูคุกคามอยู่ในที เป็นคนที่น่าไว้ใจและมีลักษณะที่เหมาะกับบริดเจ็ท ข้อเสียเปรียบของมาร์คก็คือ เขารู้สึกเหมือนถูกลบออก กลายเป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็น และเลือนหายไป แต่ผู้ชายคนนี้เต็มไปด้วยพลัง และมองโลกในแง่ดี นั่นคือความแตกต่างกันระหว่างเราทั้งสองคน
แพทริค เดมป์ซีย์: “ผมรู้สึกว่าพวกเขาเหมือนกลางวันกับกลางคืน ซึ่งผมคิดว่ามันน่าสนใจ ความแตกต่างที่ชัดเจนของผู้ชายสองคน มันเหมือนแอปเปิลกับส้มยังไงยังงั้น”

bridget_jones_baby-sadaos_story-07

แพทริค เดมป์ซีย์ หน้าใหม่ในหนัง

@ เรื่องราวครั้งใหม่
ชารอน แม็กไกวร์: “การอ่านบทครั้งแรก ที่พวกเราทุกคนต้องมานั่งรวมกัน โดยไม่มีอะไรเลยในห้องเป็นเวลานานๆ มันน่ากลัวนะ ฉันว่าฉันพูดออกไป ‘ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไง แต่ฉันโคตรจะเกร็งเลย! เอาละ มาทำงานกัน พยายามและทำความเข้าใจกับมัน แล้วค่อยมาดูกันว่ามันใช้ได้หรือเปล่า’ บางทีเรเนก็เป็นอีกคนที่ดูหวั่นๆ ฉันจำตอนที่เธออ่านบทครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อนได้ โดยไม่มีใครรู้เลยว่ามันจะใช้ได้ไหม หรือฉันอาจจะโดนไล่ออกตั้งแต่อาทิตย์แรกเลยหรือเปล่า… ทุกคนรอฟังเสียงที่จะเปล่งออกมา และเธอก็ไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นๆ ในห้องมาก่อน เธอเอ่ยขึ้น ด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย เราแทบจะไม่ได้ยินกันเลย ทุกๆ คนถึงกับต้องขอร้องอย่างสุภาพว่า ‘ที่รัก ช่วยพูดให้ดังขึ้นอีกนิดได้ไหม?’ แล้วเราก็มาที่เวลาในอีก 15 ปีต่อมา เธอเข้ามานั่ง แล้วพูดออกมาเสียงดัง เป็นคนที่แตกต่างไปจากเดิมมากๆ เล่าเรื่องตลกแล้วก็หัวเราะเอิ้กอ้าก เธอแสดงออกมาด้วยความมั่นใจ เสียงดังฟังชัด และสำเนียงเป๊ะ แล้วเราก็มารอดูกันว่าแพทริคจะทำได้ขนาดไหน และจะใช้ได้หรือเปล่า พระเจ้า… เขาทำได้”
เรเน เซลล์วีเกอร์: “สำเนียงพูดฉันเริ่มเข้าที่ก็ตอนเดือนสิงหา จนกระทั่งเราถ่ายทำกันเสร็จเรียบร้อยเมื่อคริสต์มาสที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น หากฉันเริ่มทำงานก่อนที่พวกเราจะเริ่ม แล้วก็มาถึงตอนที่เราซ้อมบท ฉันไม่คิดถึงเรื่องที่ว่าจะต้องพูดออกมายังไง แบบไหนอีกแล้ว ขอฉันบอกอะไรในวันนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราอยากบอกสักนิดหนึ่ง มันเป็นวันที่น่าเบื่อมาก!!! จริงๆ นะ หากลองย้อนกลับไปคิดถึงมัน ฉันไม่อยากทำอะไรแบบนั้นทุกวันแน่ๆ เพราะงั้นเลยต้องมีลูกตุกติกบ้างในตอนที่เริ่มงานกัน”
ชารอน แม็กไกวร์: “กับช่องว่างที่มี ฉันสามารถมองเห็นว่า อะไรบ้างที่ควรให้ความสำคัญ กับตัวละครตัวนี้ ชีวิตแบบนี้ ฉันรู้ว่าอะไรใช่ และอะไรไม่ใช่ได้ยังไง? มันคือสัญชาตญาณ ฉันต้องอาศัยตัวละครและเรเนก็ทำงานได้ดี ครั้งแรกที่ฉันกับเรเน มาคลำหาการตีความคำพูดและการแสดงออกของตัวละครในบท เราไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คิดกันมันใช้ได้หรือเปล่า ไม่รู้เลยว่าอารมณ์ขันมันจะโดนไหม มันไม่เคยมีการทดสอบ หรือลองทำกันมาก่อน แต่หนนี้ เราอายุมากขึ้นและฉลาดขึ้น แล้วก็มีประสบการณ์มากขึ้น ฉันกังวลน้อยกว่าเดิมในเรื่องของการทำทุกอย่างให้ทันเวลา และเป็นไปตามงบที่ได้ แต่ก็ห่วงๆ เรื่องของกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น”

bridget_jones_baby-sadaos_story-01

เอ็มมา ธอมป์สัน มาเล่น และร่วมเขียนบท

@ เราทุกคนล้วนเป็นบริดเจ็ท
ขารอน แม็กไกวร์: “ฉันเป็นเด็กหญิงชนชั้นกลาง จากย่านอุตสาหกรรมในมิดแลนด์ เรเนเป็นหญิงสาวจากเท็กซัส เฮเลน (ฟิลดิง) เป็นชนชั้นกลางจากยอร์คเชียร์ บริดเจ็ทเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมและชนชั้น คนจำนวนมากเข้าถึงเธอได้ มีบางอย่างร่วมกันกับเธอ และเข้าใจในสิ่งที่เธอเป็น นั่นคือสิ่งที่ทุกคนมีร่วมกัน เธอเป็นการผสมผสานของการเชื่อมั่นตัวเองแบบผิดๆ กับการรังเกียจตัวเองจนเกินเหตุ ฉันเชื่อว่าทุกคนสัมผัสได้ถึงเรื่องแบบนี้”
เรเน เซลล์วีเกอร์: “เธอมีความเป็นมนุษย์ในตัว เป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ จับต้องได้ รั่ว เฟอะฟะ แต่ไม่ทำให้กลายเป็นอุปสรรคในชีวิต เธอสามารถพามันไปด้วยได้ เธอโคตรจะอังกฤษเลย”

จากเรื่อง อีกครั้งกับความเปิ่นของบริดเจ็ท โจนส์ ในหนังรอม-คอมขวัญใจคนทั้งโลก Bridget Jones’s Diary โดย ฉัตรเกล้า นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1215 ปักษ์แรกกันยายน 2559

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On