เก้าของดีจากเกาะอังกฤษที่วงการดนตรีอเมริกันไม่เข้าใจ

SHARE THIS
  • 283
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    283
    Shares

เป็นคอเพลงเมืองไทย มีอย่างหนึ่งที่ได้เปรียบคนฟังเพลงตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ตรงที่เรารับดนตรีจากสารพัดถิ่น เรียกได้ว่า เรามีโอกาสสัมผัสกับดนตรีหลากหลายรูปแบบมากกว่าคอเพลงในตลาดดนตรีที่ใหญ่ที่สุดด้วยซ้ำ และจอร์แดน บาสเส็ทท์ จาก NME.com ก็คัดเอาศิลปินหัวๆ ของเกาะอังกฤษ 9 ราย ที่พูดให้คนฟังเพลงในดินแดนประชาธิปไตยฟังแล้วอาจจะถูกส่ายหน้าใส่ เพราะไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจความเป็นที่สุดของศิลปินเหล่านี้ มีวงไหน ใครบ้าง มาดูกัน

Dizzee Rascal: Boy In Da Corner งานชุดแรกแสนกระทัดรัดของดิซซี แรสเซิล เป็นงานกัดเซาะรูหู, วนเวียนในความรู้สึก ชุดหนึ่งของปี 2003 แต่กับตลาดเพลงอเมริกันในกระแสหลัก งานชุดนี้ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบเดียวกับบนเกาะอังกฤษได้สำเร็จ แต่อย่างน้อยงานในปี 2013 The Fifth สถานการณ์ก็ดีขึ้น เมื่อความพยายามของเขาเข้าถึงกลุ่มคนฟังอเมริกันได้ ด้วยบีทแบบอิเล็คโทร-เฮาส์แรงๆ และใช้โปรดิวเซอร์ชั้นยอดมาร่วมงาน

ความสำเร็จสูงสุดบนเกาะอังกฤษของดิซซีฯ คือ การมีซิงเกิลอันดับ 1 ถึง 5 เพลง และมีอัลบัม 5 ชุดที่ติดท็อปเทน ขณะที่ความสำเร็จในอเมริกา อยู่ที่มีเพลงติดในชาร์ตเพลงฮิตบิลล์บอร์ด ฮ็อต 100 ครั้งหนึ่ง โดยเป็นเพลง “Loca” ที่ร่วมงานกับชากีรา ซึ่งขึ้นไปถึงอันดับ 32 ในปี 2010

ทำไมงานของพวกเขาถึงไปไม่ได้ไกลในตลาดอเมริกา คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่า ดนตรีไกรม์ของดิซซีฯ ไม่เคยมีคนฟังกลุ่มใหญ่ที่นี่ ถึงแม้เดรคจะพยายามเปิดทางให้ดนตรีแนวนี้ในอเมริกา ดิซซีเลยพยายามหันไปสู่ตลาดใหญ่อย่างป็อป โดยที่รากดนตรีของเขานั้นหยั่งลงลึกไปมากกว่านั้น เพื่อค่อยๆ สร้างตลาดสำหรับดนตรีไกรม์ อย่างการกลับมาพร้อมกับอัลบัม Raskit แสดงให้เห็น

The Kinks: ตัวอย่างสำคัญจากยุค 60 ว่าทำไมวงจากเกาะอังกฤษถึงไม่ประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกัน ทั้งๆ ที่กระแสอังกฤษบุกกำลังแรง แต่ไม่ใช่สำหรับเดอะ คิงค์ส ของพี่น้องเดวีส์

ความสำเร็จในอังกฤษของพวกเขาก็คือ การมีเพลงอันดับ 1 สามเพลง และมีอัลบัมท็อปเทนห้าชุด แต่พอไปดูความสำเร็จในอเมริกา เดอะ คิงค์สมี “You Really Got Me” เป็นเพลงอันดับ 7 ในชาร์ตตอนปี 1964 ส่วน “Lola” ก็คลานต้วมเตี้ยมไปได้แค่อันดับ 9 ในปี 1970

ตอนที่เรย์ เดวีส์ ได้รับการจารึกชื่อลงในหอประกาศเกียรติคุณของนักแต่งเพลงอเมริกันเมื่อปี 2014 เขาบอกว่า มันเป็น “เรื่องใหญ่ เพราะหมายความว่า ในที่สุดอเมริกาก็ยอมรับเดอะ คิงค์สในที่สุด” โดยตอนปี 1965-1969 ช่วงเวลาที่พวกเขาเฟื่องฟูที่สุด เดอะ คิงค์สถูกแบนไม่ให้ทัวร์อเมริกา เนื่องจากชื่อเสียเรื่องการปะทะกันในโชว์ของผู้ชม และกับการให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุไอริช เดวีส์สรุปเรื่องนี้ได้อย่างดี เมื่อมองการถูกแบนว่าเป็น “โชคร้าย, การจัดการที่ไม่ดี และ นิสัยแย่ๆ”

Blur: การออกทัวร์อเมริกาในปี 1992 ของดามอน อัลบาร์นและเพื่อนๆ กลายเป็นหายนะ เมื่อเจอกับโชคไม่ดี ทั้งมีเรื่องมีราว ทั้งความว่างเปล่าของสถานที่แสดง สถานการณ์ไม่ดีขึ้นและแย่ลงเรื่อยๆ จนวงถึงกับต้องหาเรื่องชกต่อยกันสนุกๆ เพื่อผ่อนคลายความซ้ำซากจำเจ

ที่บ้านเกิดเบลอร์ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยเพลงอันดับ 1 สองเพลงและ 6 อัลบัมอันดับหนึ่ง ส่วนที่อเมริกา พวกเขามีเพลงในท็อป 100 แค่สามเพลง “There’s No Other Way” กับ “Girls & Boys” ไปได้แค่อันดับ 59 กับ 82 ตามลำดับ “Song 2” ได้เต็มที่แค่ขึ้นอันดับ 6 ชาร์ตเพลงอัลเทอร์เนถีฟ ซึ่งพอทำให้พวกเขาได้รับความสนใจบ้าง แต่ก็เป็นวงจำกัดและส่งให้พวกเขาเป็นวงแบบเพลงเดียวดังที่นี่

ประสบการณ์ที่เลวร้ายในปี 1992 ทำให้โอกาสที่ดีของพวกเขาหลุดลอยไป และไม่เคยมีความพยายามบุกอเมริกาแบบจริงๆ จังๆ อีกเลยหลังจากนั้น แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ Gorillaz วงดนตรีที่ใช้การ์ตูนเป็นตัวแทนของอัลบาร์น กลับไปได้ดีที่นี่ มีเพลงติดท็อป 20 ในชาร์ตอย่าง “Feel Good Inc.” เมื่อปี 2005 บางทีความสำเร็จอาจเป็นเพราะพวกเขากลายเป็นตัวการ์ตูนก็เป็นได้

Girls Aloud: กลุ่มศิลปินที่ถูกปั้นมาเพื่อประสบความสำเร็จแบบโต้งๆ โดยใช้โทรทัศน์เป็นเครื่องมือ ที่มองว่าได้ว่าเป็นต้นแบบของบอยแบนด์อย่าง One Direction แต่ขณะที่ผู้ตามไปได้สวยในอเมริกา แล้วผู้นำทำอะไรพลาดถึงทำไม่ได้ล่ะ? สาเหตุที่ทำให้หนึ่งในกลุ่มศิลปินป็อปที่ได้รับการจดจำมากที่สุดของเกาะอังกฤษคว้าน้ำเหลวที่อีกฝั่งของแอตแลนติก อาจเพราะพวกเธอ ดู ‘จริง’ เกินไป พวกเธอเกิดมาในช่วงต้นๆ ของการปั้นวงป็อป ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ, ปรากฏตัวด้วยภาพลักษณ์แบบดารา, เพลงก็ฟังเหมือนงานจากเกาะอังกฤษทั่วๆ ไป แถมการทำธุรกิจก็วุ่นวายสับสน เอาง่ายๆ กว่าที่โพลีดอร์ต้นสังกัดจะปล่อยอัลบัมของพวกเธอในอเมริกา ก็คือปี 2015 หลังพวกเธอแตกวงไปแล้ว 2 ปี

เกิร์ลส์ อลาวด์ มีเพลงอันดับ 1 บนเกาะอังกฤษถึง 4 เพลง และอัลบัมอันดับ 1 อีกสองชุด ส่วนที่อเมริกานะเหรอ จบๆ ไปเถอะ

ร็อบบี วิลเลียมส์: เจ้าของฉายามากมายที่หมายความถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นปรากฏการณ์ของเกาะอังกฤษ ที่มีทั้งความเป็นศิลปินคาบาเรต์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากพีท-พ่อ, มีความเป็นนักแสดงที่ได้รับอิทธิพลจากนอร์แมน วิสดอม, มีความเป็นเฟร็ดดี เมอร์คิวรีในตัว ซึ่งทำให้ใครๆ ประหลาดใจไม่น้อยที่ว่า ทำไมถึงไม่มีใครส่งเขาไปอเมริกา บ้านของป็อปสตาร์

ประเด็นก็คือ เขาไม่คิดจะไปที่นั่น โดยใน Feel หนังสืออัตชีวประวัติของเขาที่เขียนโดยคริส ฮีธเมื่อปี 2004 แสดงให้เห็นว่าร็อบบีมีความรู้สึกขัดแย้งกันในตัวเมื่อพูดถึงการบุกอเมริกา เขาน่าจะลองและหาช่องเจาะที่นั่นดู หรือสนุกกับความไม่มีตัวตนที่นั่นก่อนสักพัก หรือว่าใช้ชีวิตที่บ้านเกิดแล้วกลายเป็นขาประจำบนหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ดี ท้ายที่สุดร็อบบีเลือกข้อสุดท้าย ปฏิเสธการไปออกทัวร์ที่ยาวนานและน่าเหนื่อย ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นชื่อสามัญประจำบ้านในอเมริกา ปีที่แล้วร็อบบีให้สัมภาษณ์ว่า “ผมตัดสินใจในปี 2000 ว่าจะไม่ไปโปรโมท ไม่ไปทำงาน หรือทำอะไรก็ตามที่นั่น แค่ไปแล้วก็ใช้ชีวิตพอ ไม่ต้องไปทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียหายแบบนั้น”

นี่คือศิลปินที่มีเพลงอันดับ 1 บนเกาะอังกฤษถึง 7 เพลง มีอัลบัมอันดับ 1 ถึง 12 ชุด ซึ่งจะว่าไปแล้วอัลบัมแทบทุกชุดของเขา รวมทั้งสองอัลบัมรวมฮิตล้วนขึ้นอันดับ 1 มีแค่งานในปี 2009 Reality Killed The Video Star เท่านั้นที่ขึ้นสูงสุดแค่อันดับ 2 แต่มีเพลงติดท็อป 100 ชาร์ตเพลงฮิตบิลล์บอร์ดแค่สองเพลง “Angels” อันดับที่ 53 กับ “Millennium” อันดับที่ 72 ซึ่งต่างเป็นงานที่ถูกนำไปออกซ้ำทั้งคู่

The Stone Roses: วงหลักในเทศกาลดนตรีโคเชลลาเมื่อปี 2013 ซึ่งพอจะบอกได้ว่า พวกเขาก็มีชื่อเสียงในอเมริกาเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงโชว์ของพวกเขามีคนเข้าไปชมน้อยมากจนน่าประหลาดใจ แถมยังมีรายงานออกมาด้วยว่า สามารถเดินไปที่หน้าเวที ผ่านสนามที่ว่างเปล่าได้อย่างสบายใจ ในช่วงพีคๆ เดอะ สโตน โรเซส มีอัลบัมถึง 4 ชุดขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ (ซึ่งหนึ่งในนั้นคืองานรวมฮิตกับอัลบัมชุดแรก) แถมขึ้นชาร์ตไม่ต่ำกว่า 3 หนระหว่างปี 1989 – 2009 ขณะที่ในอเมริกาอัลบัมแรกของพวกเขา The Stone Roses เข้าชาร์ตได้แค่อันดับ 86 ส่วนงานชุดต่อมา The Second Coming ทำได้ดีกว่าเมื่อไปถึงอันดับ 47

การบุกอเมริกาไม่สำเร็จของพวกเขาจะว่าไป ก็เป็นเรื่องการทำลายตัวเอง หรือไม่ก็เป็นความตั้งใจ โดยเอียน บราวน์ นักร้องของวงยืนกรานในตอนนั้นว่า “อเมริกายังไม่คู่ควรกับเรา” แถมยังระบุไว้ในสัญญาเลยว่า เดอะ สโตน โรเซสจะไม่ทัวร์อเมริกาจนกว่าพวกเขาจะสามารถดังจนมีคนเข้าชมการแสดงในเชีย สเตเดียมที่นิวยอร์คทุกที่นั่ง เลยไม่มีการทัวร์โปรโมทอัลบัมแรกที่นี่ ไซมอน สเปนซ์ ผู้เขียนหนังสือ The Stone Roses: War and Peace เคยเล่าไว้ว่า “ตอนอัลบัมที่สอง Second Coming ออกมา หลังงานชุดแรก 5 ปี วงไปที่แอลเอเพื่อโปรโมท ซึ่งการตอบรับออกมาแย่มาก พวกเขาอยากได้ความรักจากอเมริกา แต่กลายเป็นว่า ‘ช่างเถอะ ถ้าพวกแกไม่ชอบเรา’” ซึ่งก็เหมาะดี เพราะพวกเขาไม่ต้องการความชื่นชม

Elastica: ตอนแรกๆ วงของจัสทีน ฟริสช์แมนน์มีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่า เบลอร์ ของดามอน อัลบาร์นที่ตอนนั้นคบกับเธอด้วยซ้ำ “ฉันคิดว่าเป็นเรื่องทำใจยากสำหรับดามอน เมื่ออีลาสติกาเริ่มได้รับความสำเร็จในอเมริกา มันสนุกดีเพราะเราทั้งคู่คิดว่าตัวเองมีพัฒนาอย่างมากในเรื่องการนำเสนอบทบาททางเพศที่ดูคลาสสิก แต่พอมองย้อนกลับไป เขาคิดว่าวงของเขามีความสำคัญมากกว่า และในบางมุมมองฉันก็คิดแบบนั้นกับวงตัวเองเหมือนกัน” อย่างที่เรารู้กัน ท้ายที่สุดดามอนก็ได้รับการยอมรับในอเมริกา จาก Gorillaz! วงดนตรีที่แทนตัวสมาชิกด้วยตัวการ์ตูน

อีลาสติกาประสบความสำเร็จอย่างดีที่บ้านเกิด อัลบัมแรกเปิดตัวด้วยอันดับ 1 ในสัปดาห์แรกที่ออกขายเมื่อปี 1995 แถมเป็นหนึ่งในอัลบัมที่นิยามยุคบริท-ป็อป แล้วก็มีซิงเกิลติดชาร์ตบิลล์บอร์ด ฮ็อต 100 อีกสองเพลงในปีเดียวกันได้แก่ “Connection” กับ “Stutter” ในอันดับ 53 และ 67 ตามลำดับ แต่ก็ไปไม่ถึงไหน เมื่อไม่คิดอยากบุกที่นี่เหมือนๆ The Stone Roses แถมอัลบัมแรกกับ The Menace งานชุดที่สองก็ทิ้งช่วงห่างตั้ง 5 ปี วงแยกทางกันในปี 2001 ฟริสช์แมนน์เลิกทำเพลง กลายเป็นศิลปินด้านภาพที่นิว ยอร์ค ปีที่แล้วเธอบอกว่า “ฉันได้ไปทั่วโลก และมีภาพถ่ายของดาวเคราะห์ดวงนี้ในปี 95, 96 แถมเจอฮีโรของฉันตั้งเยอะ หนึ่งในบทเรียนที่มีค่ามากที่สุดก็คือ การได้รู้ว่าความสำเร็จไม่ได้มีคุณค่าหรือสีสันอะไร พวกเราอยู่ในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับคนดัง และโตมาด้วยความรู้สึกว่าการมีชื่อเสียงมันเจ๋งนะ”

The Libertines: มีซิงเกิลท็อปเทนในอังกฤษ 2 เพลง และอัลบัม The Libertines ของพวกเขาก็ขึ้นอันดับ 1 ในปี 2004 ซึ่งเป็นอัลบัมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอเมริกาของพวกเขาด้วย แต่ไปได้แค่อันดับ 111 เท่านั้นนะ เกิดอะไรขึ้นกับวงนี้เหรอ? ก็เพราะความเชื่อของพีท โดเฮอร์ตี ที่กลายมาเป็นความเชื่อของเดอะ ลิเบอร์ไทน์ส กับการรู้สึกถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัว และไม่พยายามยัดเยียดตัวเองให้กับคนอื่น และไม่อยากให้คนอื่นยัดเยียดตัวเองให้กับเรา ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ลิเบอร์ไทน์สไปไม่ถึงอเมริกา แต่ยังตกฮวบลงมาทันทีในบ้านเกิด

คลิฟฟ์ ริชาร์ด: ศิลปินคนสำคัญของเกาะอังกฤษ เจ้าของเพลงอันดับ 1 ในอังกฤษ 14 เพลง หรือ 68 เพลงสำหรับท็อปเทน แล้วก็มีอัลบัมท็อปเทน 44 ชุด ซึ่ง7 ชุดไปถึงอันดับ 1 เมื่อเทียบกับความสำเร็จในอเมริกา คลิฟฟ์มี 19 เพลงในชาร์ตบิลล์บอร์ดฮ็อต 100 ที่สามเพลงไปได้ไกลถึงท็อปเทน ซึ่งถือว่าไม่เลว หากไม่มองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดตลอดระยะเวลาการทำงานถึง 5 ทศวรรษ

ไม่น่าแปลกใจที่หากถามคนอเมริกัน ส่วนใหญ่จะถามกลับมาว่า “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?” และหากให้นิยามกันตรงๆ คลิฟฟ์ก็คือเอลวิส เพรสลีย์ฉบับอังกฤษ เพราะฉะนั้นพวกเขาจะให้ความสนใจทำไม เมื่ออเมริกันชนทั้งหลายมีเอลวิสอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยคลิฟฟ์ก็มีเพลงฮิตในอเมริกาอย่าง “Living Doll” ในปี 1959 ซึ่งติดอันดับที่ 30 ในชาร์ต แล้วก็มีอีก 2-3 เพลงในช่วงยุค 50-80 ที่เข้าถึงท็อป 40 แม้จะไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้เขาในอเมริกาอย่างจริงๆ จังๆ ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดตัวที่นี่ในช่วงแรกๆ คลิฟฟ์มาพร้อมภาพลักษณ์หนุ่มขบถ ใบหน้าบูดบึ้ง ก่อนที่จะค่อยๆ แสดงให้เห็นความนุ่มนวลมากขึ้นในเวลาต่อๆ มา แต่มันก็สายไปแล้ว และทำให้เขาไม่ต่างไปจากกรวยอันหนึ่งที่อยู่บนถนน เมื่อไม่สามารถขยับเดินไปไหนได้อีกต่อไป

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง เก้าของดีจากเกาะอังกฤษที่วงการดนตรีอเมริกันไม่เข้าใจ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 27-29 พฤศจิกายน

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 283
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    283
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On