เบื้องลึกเบื้องลับของ The Dark Knight Trilogy จากคำให้การของคริสโตเฟอร์ โนแลน

SHARE THIS
  • 38
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    38
    Shares

ถึงมาร์เวล สตูดิโอส์ จะกลายเป็นจุดสนใจในช่วงเวลานี้ แต่ชื่อของผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน คือชื่อหนึ่งที่มีผลต่อหนังซูเปอร์ฮีโรในศตวรรษที่ 21 อย่างไม่ต้องสงสัย และยังคงเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเริ่มต้นด้วย Batman Begins ที่โนแลนวางรากฐานและรีบูทหนังชุด Batman ได้อย่างเยี่ยมยอด สร้างมาตรฐานใหม่ให้หนังแนวนี้ ที่เป็นการดัดแปลงนิยายภาพมาขึ้นจอ ด้วยความซีเรียส, ดรามา และสมจริง

แม้จะทิ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองกอแธมเอาไว้เบื้องหลังเรียบร้อยแล้ว แต่กับการปรากฏตัวในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ ที่เขาเปิดให้มีการพูดคุยซักถามกันยาวๆ ถึง 2 ชั่วโมงเต็มๆ โนแลนให้เวลากับหนังซูเปอร์ฮีโรไตรภาคเรื่องนี้เป็นพิเศษกันเลยทีเดียว

“สำหรับผม หนังแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันในเรื่องแนวทาง” โนแลนพูดถึงหนังที่ตัวเอกของเรื่องรับบทโดยคริสเตียน เบล “พวกมันเหมือนถูกจำกัดความโดยตัวร้ายของเรื่อง”

โนแลนอธิบายต่อว่า เขามองว่า Batman Begins ในปี 2005 เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยจุดกำเนิดของตัวละครอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม “ตัวร้ายในเรื่อง (เลียม นีสัน รับบทเป็นเฮนรี ดูคาร์ด) เป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสม” โนแลนกล่าว “เขาคืออาจารย์ที่กลายมาเป็นศัตรู”

ต่อจากนั้นก็เป็นหนังเรื่องที่สอง ที่ออกฉายในปี 2008 ซึ่งตัวร้ายรับบทโดยฮีธ เล็ดเจอร์ “สำหรับผม The Dark Knight คือหนังดรามา-อาชญากรรม ในแบบหนังของไมเคิล แมนน์ โจกเกอร์คือผู้ก่อการร้าย เป็นคนที่ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย สร้างความสั่นคลอนให้เกิดขึ้น”

ส่วนหนังเรื่องสุดท้าย ที่เป็นการปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ The Dark Knight Rises ในปี 2012 ที่ตัวร้ายบนจอรับบทโดยทอม ฮาร์ดี โนแลนมองว่า “นี่เป็นหนังมหากาพย์อิงประวัติศาสตร์ เบน ตัวร้ายที่เป็นพวกทหารผู้กล้าช่วยให้หนังออกมาเป็นแบบที่เห็น”

The Dark Knight Rises เป็นหนังมหากาพย์อิงประวัติศาสตร์? สิ่งที่ทำให้เป็นแบบนั้น น่าจะเป็นเพราะสโคปของหนัง แม้ในความเป็นงานอิงประวัติศาสตร์อย่าง Braveheart และ Ben-Hur อาจจะหาจุดเชื่อมโยงกับ The Dark Knight Rises ยังไม่เจอก็ตามที ที่น่าสนใจก็คือ โนแลนไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคนเปิดทางให้หนังภาคต่อชุด Batman เมื่อเขาเข้ามารับงานนี้ที่วอร์เนอร์ บราเธอร์สเมื่อ 13 ปีก่อน “เราไม่มีแผนที่จะทำภาคต่อ” โนแลนเล่า “ดังนั้นการปรับเปลี่ยนแนวทางหนังและธรรมชาติของตัวร้าย จะพาผู้ชมออกเดินทางและรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบรูซ เวยน์ที่แตกต่างออกไป”

โนแลนยอมรับว่า ตัวเองนำเสนอโลกของนิยายภาพผ่านสายตาที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ เขามองมันว่าเป็นงานหนังนัวร์, ระทึกขวัญ และหนังจากนิยายภาพไม่เคยมีเสน่ห์ดึงดูดเขามาก่อนก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่ในที่สุด Batman ก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจ “ใช่ ที่มันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร แต่มันอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกผิด-ชอบ, ความหวาดกลัว ซึ่งบรรดาตัวละครมีการกระตุ้นที่แข็งแรงมากๆ ในเรื่องเหล่านี้” โนแลนบอก “บรูซ เวย์น ไม่มีพลังพิเศษอื่นใดนอกเหนือไปจากความร่ำรวยเกินธรรมดา ที่จริงแล้วเขาเป็นแค่คนที่ถูกผลักดันอย่างมาก การเป็นคนแบบนี้ ทำให้เขาเป็นคนที่เข้าถึงง่ายและมีความเป็นมนุษย์ ผมคิดว่านั่นละ คือสาเหตุที่ทำให้เขามีความดึงดูดสำหรับผม”

เมื่อถูกถามว่าหนัง Batman ของเขา คือการแสดงความคารวะต่อหนัง James Bond ใช่ไหม โนแลนยอมรับถึงความเชื่อมโยงที่ว่า “เราฉกฉวยมาแง่มุมบางอย่างจากหนัง James Bond แบบหน้าด้านๆ” โนแลนกล่าว แล้วก็เสริมด้วยว่ามีความต้องการให้มนุษย์ค้างคาว มีความน่าสนใจพอๆ กับสายลับ 007 เขาบอกอีกว่า ลูเซียส ฟ็อกซ์ นักประดิษฐ์คิดค้นของกอแธม ก็เหมือนๆ กับเจ้าหน้าที่คิวในหนังบอนด์ ที่เต็มไปด้วยของเล่นมากมาย “แต่ผมคิดว่า ถ้าผมสร้างหนัง James Bond ในแบบของผม Inception น่าจะมีตราบาปมากกว่า The Dark Knight” โนแลนเผย

โนแลนเคยพูดมาแล้วเกี่ยวกับการกำกับหนัง James Bond โดยยอมรับว่าเขาสนใจ แต่ก็ต้องเป็นการรีบูทหนังชุดนี้ขึ้นมาใหม่ เพราะไม่อยากจะก้าวเข้าไปในโลกที่คนอื่นสร้างเอาไว้แล้ว

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ โนแลนเพิ่งเดินทางมาร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นครั้งแรกในปีนี้ เพื่อมาร่วมงานรอบปฐมทัศน์หนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ของสแตนลีย์ คูบริค ฉบับ 70 มิลลิเมตร ซึ่งเขาจะเป็นคนแนะนำภาพยนตร์เรื่องนี้ ร่วมกับแคเธอรินา ลูกสาวของคูบริค, แจน ฮาร์แลน ลุงของเธอ และ เคียร์ ดูลเลีย นักแสดงจากหนัง “ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นในระบบอนาล็อก หากเป็นไปได้ก็ควรจะถูกฉายในระบบอนาล็อก” โนแลนกล่าว

และเขาก็ให้เวลามากมายกับการบอกเล่าเหตุผลว่า ทำไมเขาถึงชื่นชอบการถ่ายทำด้วยฟิล์มมากกว่าดิจิตอล “ฟิล์มนำเสนอภาพต่างๆ ที่ดีที่สุดสำหรับการมองเห็นของสายตามนุษย์” เขากล่าว “ส่วนตัวผม ผมพบว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่มีอารมณ์และน่าดื่มด่ำที่สุด สำหรับการพาคนดูเข้าไปในเรื่องราวต่างๆ” นอกจากนี้โนแลนยังไม่ชอบใช้อุปกรณ์ที่ใช้กันทั่วๆ ไปในฮอลลีวูด “ผมไม่ใช้มอนิเตอร์ในกองถ่าย “ผมจะอยู่ข้างๆ กล้อง ผมอยากเห็นภาพต่างๆ ในมุมมองแบบสามมิติ”

โนแลนได้ดู 2001: A Space Odyssey ครั้งแรกตอนอายุแค่ 7 ขวบที่ลอนดอนกับพ่อ ซึ่งเป็นการนำออกฉายอีกครั้งบนจอใหญ่หลังความสำเร็จของหนัง Star Wars ในปี 1977 “ผมคิดว่าประสบการณ์อะไรก็ตามที่ผมได้มาจากตอนนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับหนังของผมก็คือ ความรู้สึกที่ว่าภาพยนตร์สามารถทำอะไรก็ได้” โนแลนกล่าว “สิ่งที่คูบริคทำในปี 1968 การปฏิเสธแบบง่ายๆ ที่จะยอมรับว่ามีกฎที่คุณต้องทำตามในการเล่าเรื่อง”

นั่นคือบทเรียนที่โนแลนพกไปด้วยตลอดการทำงาน “มันเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะผลักดันขอบเขตอะไรก็ตามออกไปเท่าที่เราสามารถทำได้ และไม่ต้องไปรู้สึกเป็นหนี้อะไรกับกฎเกณฑ์ ทฤษฎีสารพัด”

และงานหนังอินดีเปิดตัวของโนแลนเมื่อปี 2000 Memento ก็พิสูจน์ถึงความเชื่อนี้เป็นอย่างดี “มันมักถูกอ้างถึงว่าเป็นหนังที่การเล่าเรื่องไม่เป็นเส้นตรง และมันไม่ใช่” โนแลนเผย “มันเป็นหนังการเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงเอามากๆ แต่มันเล่าย้อนกลับ ด้วยเหตุนี้คุณถึงไม่สามารถแยกออกมาเป็นฉากๆ ได้ คุณไม่สามารถเปลี่ยนลำดับได้ ซึ่งผมต้องทำแบบนั้นในตอนที่เขียนบท”

โนแลนให้เครดิตกับภรรยา เอ็มมา โธมัส ที่ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้หนังของเขาทุกเรื่อง “เอ็มมาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดและทำงานกันมายาวนานที่สุดของผม” เขาบอก เป็นเรื่องเยี่ยมมากที่สามารถทำงานกับคนที่ไม่คิดอะไรมาก นอกจากช่วยกันทำหนังให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็น่าประหลาดใจด้วย ที่ความยากลำบากมันหล่อหลอมความสัมพันธ์เหล่านั้นไปด้วย”

อีกคนในครอบครัวที่เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงานของโนแลนก็คือ โจนาธาน น้องชาย ทั้งคู่ช่วยกันเขียนบทหนังชุด The Dark Knight Trilogy ร่วมกันเป็นส่วนใหญ่ในห้อง หรือ “ในเบาะหลังรถ, บนเรือ, เครื่องบิน” ด้วยกัน “Interstellar คือโปรเจ็คท์ที่โจนาธานเขียนให้กับสตีเวน สปีลเบิร์ก เมื่อหลายปีก่อนหน้า” โนแลนเล่า “ผมใช้บทฉบับนั้นแล้วก็ผสมผสานกับไอเดียของตัวเอง ขณะที่เขาไปทำงานอื่น”

โนแลนโตมาพร้อมกับความอยากเป็นผู้กำกับ แต่วิชาเอกของเขาในมหาวิทยาลัยกลับเป็นวิชาอื่น “ผมเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมันเป็นวิชาที่ผมทำได้ดีที่สุด” โนแลนอธิบาย “แล้วที่ผมพบตอนที่เรียนก็คือ มันให้ความรู้ในเรื่องกระบวนการทำหนัง, กระบวนการเขียนบทของผมเยอะมาก ผมเริ่มรู้สึกสบายๆ กับการวิพากษ์วิจารณ์คอนเส็ปท์ของงานประพันธ์” โดยตอนยังเป็นเด็กๆ โนแลนต้องพยายามอย่างหนักกับการทำความเข้าใจคอนเส็ปท์ที่ผู้เขียนตั้งใจนำเสนอ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามการตีความของคนอ่าน “การเรียนวรรณกรรมอังกฤษ บรรดานักเล่าเรื่องจะใช้สัญลักษณ์ที่ทำให้นึกถึงสิ่งต่างๆ” โนแลนเล่า “พวกเขามี… อะไรล่ะ… ระดับของความซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากเรียนรู้และทำความเข้าใจไปกับมัน”

ในเรื่องของการทำงานในฐานะผู้กำกับของตัวเอง โนแลนบอกว่าเขาเป็นพวกที่ไม่ชอบใช้ผู้กำกับกองสองเพราะชอบการได้ถ่ายทุกฉากด้วยตัวเองมากกว่า ต่อให้เป็นภาพสั้นๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่น ภาพมือของตัวละคร “มีการแสดงอยู่ในท่าทางเหล่านั้น” เขาบอก แล้วกับเรื่องที่เขาต้องซอยแบ่งฉากต่างๆ “มันเป็นเรื่องที่จะมากวนใจผมหลังจากนั้น” เขากล่าว “ถ้าผมเป็นผู้กำกับ ผมต้องถ่ายทุกช็อตที่อยู่ในหนัง”

คนที่ทำให้โนแลนมีความเชื่อมั่นมากพอที่จะทำแบบนั้น ก็ไม่ใช่ใครอื่นๆ ผู้กำกับของหนังที่เขามาแนะนำในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์นี่เอง “ผมคิดว่าเป็นสแตนลีย์ คูบริคนะ ที่บอกว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ว่าภาพยนตร์สร้างกันยังไง ก็คือสร้างภาพยนตร์” เขาเล่า “ผมไม่ได้ไปเรียนโรงเรียนภาพยนตร์ และชอบทำหนังของตัวเองเสมอ แล้วเมื่อคุณทำหนังกับเพื่อนๆ โดยมีเงินแค่หยิบมือ คุณก็ต้องสามารถทำงานทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง กับหนังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ผมรู้ดีว่างานทุกอย่างในกองถ่ายสามารถสร้างปัญหาให้กับทุกคนได้ทั้งนั้นแหละ”

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง เบื้องลึกเบื้องลับของ The Dark Knight Trilogy จากคำให้การของคริสโตเฟอร์ โนแลน นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1257 ปักษ์แรก มิถุนายน 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 38
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    38
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On