เบื้องลึกเพลงเด็ดใน Once Upon a Time in Hollywood หนังใหม่ของเควนติน ทารันทิโน

SHARE THIS
  • 114
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    114
    Shares

นอกจากจะมีสไตล์เล่าเรื่องเฉพาะตัวแล้ว หนังของเควนติน ทารันทิโนยังได้ชื่อว่ามีเพลงประกอบที่ยอดเยี่ยมและมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร และในหนังเรื่องที่เก้าของเขา Once Upon a Time… in Hollywood ที่ว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนปลายยุค ‘60s ทารันทิโนก็ใส่เพลงจากยุคนั้นเข้ามาเต็มเหนี่ยว แถมด้วยจิงเกิลจากรวมไปถึงเสียงจัดรายการของดีเจ ของสถานีเคเอชเจ ในลอส แองเจลีส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิวัติสถานีเพลงป็อปด้วยรูปแบบรายการแบบ บอสส์ เรดิโอ (Boss Radio) ที่เปิดเพลงจากชาร์ทท็อป 40, มีการทำจิงเกิลของสถานี รวมไปถึงดีเจแต่ละคนมีบุคลิกเฉพาะตัว

 

นอกจากนี้ ยังมีการใส่ดนตรีประกอบภาพยนตร์ตะวันตกอเมริกัน, หนังตะวันตกอิตาเลียน (หรือหนังคาวบอย สปาเก็ตตี) และหนังอีกหลายๆ เรื่องในยุคเดียวกัน ซึ่งทำให้ผู้ชมย้อนกลับไปสู่ฮอลลีวูดในปี 1969 ได้ทั้งภาพและเสียง ซึ่งแมรี รามอส ที่ทำงานเป็นปรึกษาด้านดนตรีกับทารันทิโนมานาน ก็เผยความเป็นมาของเพลงสำคัญๆ ในหนังเรื่องนี้ให้เดวิด บราวน์ จากเว็บไซท์ rollingstone.com รู้ ตั้งแต่กระบวนการเลือกเพลงในหนัง ที่เริ่มจากร้านขายแผ่นเสียงซึ่งอยู่ในบ้านที่ฮอลลีวูดของทารันทิโน เป็นห้องแผ่นเสียงของผู้กำกับที่ไม่ต่างไปจากร้านขายแผ่นเสียงเก๋ๆ มีอัลบัมใส่ในลังที่แยกไปตามแนวดนตรี อย่าง โซล, เพลงประกอบภาพยนตร์ “เมื่อก่อน ตอนเราเริ่มเตรียมงานกัน” เธอเล่า “เขาจะตามฉันไปหา แล้วก็พูดคร่าวๆ อย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วระดับหนึ่งไมล์ต่อนาที จากนั้นก็หยุดเพื่อวางเข็มลงบนแผ่นเสียง ทุกอย่างเริ่มต้นในห้องแผ่นเสียงของเขา”

ความแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ของ Once Upon a Time in Hollywood ก็คือกรอบเวลา กับหนังที่เล่าถึงจุดตัดในชีวิตของโรมัน โพลันสกี, ชารอน เทท และกลุ่มของชาร์ลส์ แมนสันขึ้นใหม่ แล้วใส่ตัวละครที่แต่งขึ้นที่รับบทโดยลีโอนาร์โด ดิคาพรีโอ และแบรด พิทท์ ทารันทิโนไม่ต้องการให้เพลงที่ได้ยินในหนังไปไกลกว่าปี 1969 ช่วงเวลาเกิดเหตุในเรื่อง ถึงจะมีศิลปินมากมายเสนอตัวคัฟเวอร์เพลงให้ หรือในกรณีของลานา เดล เรย์จะยกงานของตัวเองให้เลย แต่ทารันทิโนยึดเรื่องเวลาเอาไว้ไม่เปลี่ยน “ไม่มีเพลงไหนที่เกินไปกว่าปี 1969 แต่อาจจะมีบางเพลงที่มาก่อนปีนั้น” รามอส เผย “เขาทำตัวผิดยุคผิดสมัยนิดหน่อยกับหนังเรื่องนี้ เขาต้องการที่จะเกาะอยู่กับช่วงเวลาเป็นพิเศษ”

ซาวนด์แทร็คของหนัง เต็มไปด้วยเพลงร็อคคลาสสิคมากมายหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นจาก the Rolling Stone, บ็อบ ซีเกอร์, นีล ไดมอนด์ แต่นี่คือเพลงเด็ดๆ ที่อยู่ในฉากสำคัญๆ

“Treat Her Right” ของ Roy Head and the Traits (1965): เพลงฮิตสนุกๆ ของศิลปินโซลผิวขาวที่ใช้เปิดหนัง จากที่รามอสเล่า มันอยู่ตรงนั้นด้วยเหตุผลบางอย่าง “มันมีความเกี่ยวพันกับหนังและตัวละครชัดเจน ฉันดีใจมากที่เควนตินเลือกไปใส่ในฉากที่เป็น ในทางดนตรีนี่คือเพลงเปิดเรื่อง มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นหนัง คุณมักจะมองหาเพลงที่จะโดนใจคนดู เริ่มต้นหนังได้ปังๆ แล้วเตรียมคนดูให้พร้อมสำหรับสิ่งที่พวกเขาจะได้เห็น และเพลงนี้ก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

การใช้เพลงนี้มีบทสรุปสวยงามในตัว “หลายๆ ครั้งเควนตินจะปลุกชีวิตการทำงานของใครบางคน ที่ทุกวันนี้ไม่มีอะไรทำขึ้นมา” รามอสเล่า “เขาทำแบบนั้นกับนักแต่งเพลงและศิลปินด้วย หนึ่งในผู้แต่งเพลง “Treat Her Right” (จีน เคิร์ทซ์ มือเบสของวงที่จากไปแล้ว) เป็นคนที่ได้เครดิทในการแต่งเพลงนี้เพียงคนเดียว มันเลยกลายเป็นความซาบซึ้งสุดๆ เมื่อตัวแทนของเขาได้ข้อความที่เราบอกว่าอยากได้เพลงมาใช้ เขาบอกว่า ‘เรื่องนี้มีความหมายมหาศาลกับครอบครัวของเขา’”

“Hungry” ของ Paul Revere and the Raiders (1966): วงจากตะวันตกเฉียงเหนือวงนี้ สร้างความหรรษาให้แฟนเพลงในช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยเสียงออแกนและเรื่องราวการปฏิวัติอเมริกัน ซึ่งทำให้การบุกโลกแห่งเสียงเพลงของดนตรีการาจ-ป็อปอเมริกันเป็นรูปธรรม “มันสมเหตุสมผลดีที่มีเพลงของพวกเขา” รามอสกล่าว “เราได้ยินชารอนพูดว่า ‘อย่าบอกจิม มอร์ริสันนะ ว่าคุณกำลังเต้นกับเพลงของเดอะ เรเดอร์ส!’ พวกเขาไม่เคยเป็นวงที่ดูเท่ เจ๋ง อย่าง the Doors แต่พวกเขาก็เป็นวงป็อปที่ดี”

“Hungry” อยู่ในฉากที่เทท (รับบทโดย มาร์โกท์ ร็อบบี) เจอกับแมนสันเป็นครั้งแรก “มันเป็นเพลงที่เท่ แต่ก็ฟังหลอนๆ” รามอสบอก “มันเข้ากับเหตุการณ์ได้เป๊ะสุดๆ” ยิ่งไปกว่านั้นเพลงของเดอะ เรเดอร์สยังถูกเลือกด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ “เทอร์รี เมลเชอร์ ลูกชายของดอริส เดย์ โปรดิวเซอร์ของวง อาศัยอยู่ที่บ้านในซีเอโล ไดรฟว์ เฮาส์ ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุฆาตกรรม แล้วก็มีความสัมพันธ์กับพวกแมนสัน”

“Son of a Lovin’ Man” ของ The Buchanan Brothers (1969): เพลงที่ได้ยินในฉากปาร์ตีที่คฤหาสน์เพลย์บอล แต่เพลงบับเบิลกัมสำหรับผู้ใหญ่เพลงนี้ จริงๆ แล้วไม่ได้แต่งโดยพี่น้องตระกูลบูคาแนน หากเป็นของวงสามชิ้นนักร้อง-นักแต่งเพลง-โปรดิวเซอร์ ที่สองในสามแยกไปตั้งวงโฟล์ค-ป็อปดูโอ Cashman and West “มันเป็นเพลงเต้นรำที่เจ๋งเพลงหนึ่ง แล้วไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ” รามอสเล่า “และแผ่นนี้ก็มีอยู่ในห้องแผ่นเสียงของเควนติน”

รามอสยังเผยเรื่องการซื้อแผ่นเสียง ที่คุณภาพดีกว่าที่ทารันทิโนมีด้วย “หลายครั้งเลยที่แผ่นของเควนตินไม่ใช่แค่โคตรเก่าน่ะ” เธอหัวเราะ “พอคุณต้องเตรียมเอาไปใช้ในหนัง ก็เลยมีรายชื่อแผ่นที่ต้องหาฉบับดีกว่าที่มีอยู่เพียบเลย”

“The Circle Game” ของ บัฟฟี เซนท์-มารี (1967): เพลงของโจนิ มิทเชลล์ ฉบับที่คัฟเวอร์โดยนักร้องเพลงโฟล์คชาวพื้นเมืองอเมริกันรายนี้ เข้ากับฉากที่แสดงถึงร่าเริง สดใส สบายใจของเททได้เป็นอย่างดี “มันเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับชารอน เทท” รามอสเผย “มาร์โกท์ถ่ายทอดความอ่อนหวาน และความเป็นคนตรงไปตรงมาของเธอออกมา และฉากนี้ (ที่เททรับสาวฮิปปีนักโบกขึ้นรถมาด้วย) ก็แสดงให้เห็นถึงตัวตนของเธอ แล้วก็ความเป็นคนอ่อนหวานของชารอน มีหลายเพลงที่เราพยายามเอามาใช้กับฉากนี้ แต่เพลงนี้มันโดนสุดๆ ไม่ใช่เพราะเนื้อหา แต่เป็นเรื่องเสียงที่ได้ยิน”

“California Dreamin’” ของ โฮเซ เฟลิเซียโน (1968): เวอร์ชันของ The Mamas and the Papas กับของวงสี่ชิ้น Laurel Canyon ทำให้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยแสงแดดสดใสของยุคสมัยกลายเป็นรูปธรรม ถึงความเป็นไปในวงจะสับสนวุ่นวาย เพลงนี้กลับมาโดดเด่นในหนังอีกครั้ง ในฉากที่ตัวละครหลักๆ ต่างแสดงถึงความตรงไปตรงมาของตัวเอง แล้วก็ยังมีนักแสดงอื่นๆ ในบทของ มิเชลล์ ฟิลลิปส์ และคาสส์ เอลเลียท แต่เป็นฉบับคัฟเวอร์ของนักร้อง-มือกีตาร์ชาวเปอโตริโก-โฮเซ เฟลิเซียโน “มีความน่าสงสาร น่าเห็นใจมากมายในเวอร์ชันนั้น” รามอสบอก “มันยังเป็นเวอร์ชันที่ถูกใช้จนเกร่อ เป็นเหมือนวอลล์เปเปอร์และคุณก็ไม่อยากได้ยินมันอีกแล้ว เราเลยใช้เวอร์ชันนี้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่สวยงามสำหรับการได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง”

“You Keep Me Hangin’ On” ของ Vanilla Fudge (1967): วงดนตรีจากลอง ไอส์แลนด์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำเพลงฮิตของคนอื่น ให้กลายเป็นเพลงที่อึกทึกครึกโครม หลอนๆ ซึ่งไม่มีเพลงไหนเป็นตัวอย่างได้ดีกว่าเพลงฮิตของ the Supremes เวอร์ชันสุดบอบช้ำ และเป็นองค์ประกอบสำคัญในฉากที่รุนแรงเป็นพิเศษของหนัง “เพลงนี้มีความโดดเด่นที่น่าทึ่ง แล้วก็เข้ากับเหตุการณ์” รามอสเล่า “พวกเขาทำเพลงให้ช้าลงแล้วก็ค่อยๆ คืบคลานออกมา การเรียบเรียงแบบนี้มันมีความพิเศษและฟังไม่ปกติ ค่อยๆ พาคนฟังไปสู่ความหนักหน่วงและหลอนจิต เป็นเพลงที่เยี่ยมสุดๆ”

รามอสยังเล่าเรื่องการขอใช้เพลงในหนังที่ไม่ได้รับการอนุมัติอีกด้วย เธอเล่าถึงผู้ดูแลทรัพย์สินของเจมส์ บราวน์ ที่เฉยมากเมื่อผู้กำกับต้องการเพลง “The Payback” มาใช้ในฉากที่เดือดสุดๆ ของ Django Unchained หากท้ายที่สุดผู้ดูแลทรัพย์สินก็รู้สึกมั่นใจ แต่ไม่มีปัญหาแบบเดียวกันนี้กับวานิลลา ฟัดจ์ “พวกเขาไม่ต้องการความเชื่อมั่นมากมาย” เธอเล่า “เรายังต้องคำอนุญาตของพวกเขาเพื่อตัดต่อเพลงด้วย ในหนังจะเป็นฉบับที่เควนตินตัดต่อ ซึ่งค่อยๆ เพิ่มความดังของเพลง ฉันเพิ่งไปกินมื้อกลางวันกับคาร์ไมน์ แอพไพซ์จากวงมา เขาเป็นแฟนหนังของเควนตินด้วยนะ”

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง เบื้องลึกเพลงเด็ดใน Once Upon a Time in Hollywood หนังใหม่ของเควนติน ทารันทิโน คอลัมน์ หรรษา วันจันทร์ – HAPPY MONDAY หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 16 กันยายน 2562


SHARE THIS
  • 114
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    114
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On