เบื้องหลังหนัง THOR: THE DARK WORLD เมื่อเคนเน็ธ บรานาก์ห ปฏิเสธมาร์เวล

SHARE THIS
  • 50
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    50
    Shares

ก่อนที่จะขึ้นจอใหญ่ให้ได้ชมกันเป็นหนึ่งในหนังจากจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลเมื่อปี 2011 หลังประสบความสำเร็จจากหนัง Darkman เมื่อปี 1990 แซม ไรมีก็นำไอเดียที่จะสร้างหนังว่าด้วยเรื่องราวของธอร์ เทพสายฟ้า ไปเสนอทั้งสแตน ลีและทะเว็นตีธ์ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ แต่ลีกับสตูดิโอ ฟ็อกซ์ ไม่เก็ทไอเดียของไรมี ทำให้ Thor ถูกวางไว้เฉย ๆ จนกระทั่งเดือนเมษายน 1997 เมื่อมาร์เวล สตูดิโอส์มีการขยับขยายบริษัทออกไป โดยเฉพาะเมื่อหนัง X-Men ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามเมื่อปี 2000 แต่ Thor ก็ถูกวางไว้ให้เป็นแค่งานสำหรับโทรทัศน์ โดยมี ยูพีเอ็น (United Paramount Network – UPN) มาพูดคุยถึงการออกอากาศผ่านทางสถานีของตัวเอง และไปไกลถึงขั้นวางไทเลอร์ เมนมารับบทธอร์

ในเดือนพฤษภาคม 2000 อาร์ติซาน เอนเตอร์เทนเมนท์ถูกมาร์เวล สตูดิโอส์ดึงเข้ามาร่วมงานกัน เพื่อช่วยในเรื่องการเงิน แต่พอเวลาล่วงเลยมาถึงเดือนมิถุนายน 2004 โปรเจ็คท์ก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน ท้ายที่สุดก็ได้โซนี พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนท์ มาซื้อสิทธิ์ในการสร้างภาพยนตร์ โดยเดือนธันวาฯ ปีเดียวกัน เดวิด เอส. โกเยอร์ ก็เข้ามาเจรจาเพื่อกำกับและเขียนบท แต่ในปี 2005 โกเยอร์ก็ไม่สนใจที่จะทำหนัง Thor อีกต่อไป ถึงกระนั้นหนังก็ถูกวางไว้ว่าจะจัดจำหน่ายผ่านโซนี พิคเจอร์ส

แต่พอมาถึงเดือนเมษายน 2006 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มาร์ค โพรโตเซวิช แฟนหนังสือการ์ตูน Thor ตกลงจะมาเขียนบทหนัง ซึ่งถูกย้ายมาอยู่ในการดูแลของพาราเมานท์ พิคเจอร์ส หลังได้สิทธิ์มาจากโซนี หากการเดินทางของ Thor ก็ยังไม่จบ และกลายเป็นว่าหนังจะถูกสร้างโดยมาร์เวล สตูดิโอส์ ขณะที่โพรโตเซวิชก็ออกมาเผยในเดือนธันวาคม 2007 ว่า หนังเรื่อง Thor จะเป็น “หนังกำเนิดซูเปอร์ฮีโร แต่ไม่ใช่เรื่องแบบมนุษย์ได้พลังพิเศษมาอยู่ในตัว แต่เป็นเทพเจ้าที่ตระหนักรู้ถึงความเป็นไปได้ที่แท้จริงของตัวเอง มันจะเป็นเรื่องของเทพในพระคัมภีร์เก่า ที่กลายเป็นเทพในพระคัมภีร์ใหม่”

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย มาร์เวล สตูดิโอส์ได้แม็ทธิว วอห์น มากำกับ โดยเขาต้องแก้บทของโพรโตเซวิชเพื่อลบงบสร้างให้เหลือราวๆ 150 ล้านเหรียญ โดยหากต้องสร้างกันตามบทร่างแรกของโพรโตเซวิช จะต้องใช้เงินถึงกว่า 300 ล้านเหรียญ และหลังจากหนัง Iron Man ฮิต มาร์เวล สตูดิโอส์เลยมีความมั่นใจมากขึ้น และตั้งใจจะปล่อย Thor ออกฉายในวันที่ 4 มิถุนายน 2010 แล้ววางแผนว่าจะแนะนำตัวละครรายนี้ใน Iron Man 2 ด้วย แต่ท้ายที่สุดวอห์นถอนตัวออกจากหนังในปี 2008 เคนเน็ธ บรานาก์หถูกดึงเข้ามารับงาน ขณะที่กำหนดฉายก็ถูกเลื่อนไปเป็นปี 2011

แม้จะมี Iron Man เป็นงานฮิต แต่หนังของมาร์เวล สตูดิโอส์ก็ไม่ใช่ของตายอย่างที่เป็นไปในทุกวันนี้ เพราะ The Incredible Hulk ที่เปิดตัวฉายตามมาก็ได้รับการตอบรับแค่พออบอุ่น ดังนั้นการเลือกเคนเน็ธ บรานาก์หมารับงาน มันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่เขาจะต้องหาโทนที่เหมาะสม และนักแสดงที่ใช่ให้เจอเป็นอย่างแรก โดยเฉพาะอนาคตของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลจะอยู่หรือไปนั้น ขึ้นอยู่ว่าผู้ชมจะต่อกันติดกับเทพสายฟ้ารายนี้หรือไม่

และในการสัมภาษณ์กับเว็บไซท์ Collider และตามด้วยบทความในเว็บเดียวกัน ที่เขียนโดยทอม ไรแมนน์ บรานาก์หก็เล่าให้ฟังถึงการทำงานในหนัง Thor รวมไปถึงสาเหตุที่ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ไปต่อกับจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ด้วยการไม่กลับมาทำหนังภาคต่อของงานที่เขาเริ่มต้นเอาไว้ ทั้งๆ ที่เขารู้ซึ้งถึงความสำคัญที่ Thor มีต่ออนาคตของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลเป็นอย่างดี

“ไม่ต้องถามกันแล้วว่า โทนของหนัง Thor เป็นเรื่องสำคัญไหม หลังจากความสำเร็จมหาศาลแบบเป็นกอบเป็นกำของหนัง Iron Man จาก (จอน) แฟฟโรว์และโรเบิร์ท (ดาวนีย์ จูเนียร์) ที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แล้วก็ตามด้วยงานที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าในสายตาของพวกเขา The Incredible Hulk ทำให้หนัง Thor กลายเป็นงานเรื่องสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมโทน แล้วก็ต้องมีสะพานสายรุ้งด้วย ระหว่างที่ตัวมันเองก็มีส่วนร่วมกับเรื่องบนโลก, ในอวกาศ และความเป็นแฟนตาซี ของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลมันเอง เลยมีการเชื่อมโยงกันระหว่าง ธอร์, แอสการ์ด, อาณาจักรทั้งเก้า และทุกอย่างที่มันมีความเกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถสร้างเรื่องราวต่างๆ ภายในจักวาลภาพยนตร์มาร์เวลอันใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด รวมไปถึงไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ในหนัง Captain America เพราะว่าองค์ประกอบต่าง ๆ เป็นคนละอย่างกัน นี่คือหนังที่สามารถบอกได้ว่า ‘มีอนาคตที่เหนือจริงเหลือเกินได้ใช่ไหม?’”

ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เควิน ไฟกี ประธานของมาร์เวล สตูดิโอส์ และบริษัท ยังมีแผนที่จะทำ The Avengers โดยตัวเรื่องจะเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างธอร์กับโลกิ ทำให้การเลือกนักแสดงมารับบทเหล่านี้ เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุด ซึ่งบริษัทจะเป็นคนตัดสินใจ โดยไฟกีบอกเรื่องนี้กับบรานาก์หด้วยตัวเอง

“ผมไม่เคยลืมตอนที่เราเลือกเด็กหนุ่มสองคน (คริส เฮมสเวิร์ธ และ ทอม ฮิดเดิลสตัน) มันเหมือนกับเป็นการทำสมาธิหรือบริกรรมคาถา… เควิน ไฟกีจะเดินไปรอบ ๆ โต๊ะยาวรูปไข่ เป็นร้อย ๆ รอบได้มั้ง ในเช้าวันเสาร์นั้น ขณะที่ผมก็เอาแต่พูดประมาณว่า… ‘ผมคิดว่าเราน่าจะโทรหาพวกเขา’, ‘คุณแน่ใจนะ?’, ‘เอาละ… ผมคิดว่าเราควรโทรหาพวกเขา’… และผมก็รู้ซึ้งเลยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มันซีเรียสขนาดไหน เควินถึงกับเอ่ยขึ้นมาว่า ‘เราไม่เคยมีการตัดสินใจในบริษัทนี้ครั้งใด ที่มีความสำคัญไปกว่าที่จะเกิดขึ้นในห้องนี้ ตอน 10.30 น. ของเช้าวันเสาร์ คุณโทรหาคริส เฮมสเวิร์ธ แล้วก็ตามด้วยทอม ฮิดเดิลสตันนะ ซึ่งพวกเขาอาจจะรับงานหรือไม่รับก็ได้นะ… ขอให้โชคดี’”

“เห็นได้ชัดว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ธอร์กับโลกิกลายเป็นตัวละครคนโปรดของแฟน ๆ ซึ่งก็ต้องขอบคุณการแสดงของเฮมสเวิร์ธและฮิดเดิลสตันด้วย พูดจากใจจริงเลยนะ ผมไม่เคยสนใจเลยว่า Thor มีความสำคัญแค่ไหนกับจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล แต่ถ้าหนังเรื่องนี้มันไม่เวิร์ค ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะแนะนำธานอส หรือว่าอัญมณีอินฟินิตี หรือไปทำอะไรที่ดูเพี้ยน ๆ ประหลาด ๆ อย่าง Guardians of the Galaxy และ Doctor Strange”

เดือนเมษายน 2011 ก่อนที่หนังจะเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา ไฟกีก็ออกมายืนยันว่า หลังจากหนัง The Avengers ออกฉายในปี 2012 “ธอร์จะออกผจญภัยครั้งใหม่” บรานาก์หออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า มันเป็นข่าวสำหรับผมนะ สิ่งที่ผมอยากพูดก็คือ ผมตื่นเต้นที่พวกเขามีความเชื่อมั่น ผมคงรอดูว่าผู้ชมจะบอกเราว่า มันควรมีหนังเรื่องที่สองไหม แล้วถ้าการพูดคุยที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเราทุกคนเป็นไปด้วยดี มันก็คงจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นตามมา แต่ผมเป็นพวกมีลางสังหรณ์พิเศษแบบไอริชในตัวมากไปหน่อย ก็เลยคิดเอาเองว่า จะมี Thor 2 แน่ ๆ แต่ถ้ามาร์เวลออกมาพูดขนาดนี้แล้ว ผมคงเดาว่ามันน่าจะมีจริงๆ”

ไฟกีให้คำอธิบายในเวลาต่อมาว่า มาร์เวล สตูดิโอส์ ก็ต้องดูก่อนว่า Thor ทำได้ดีขนาดไหนในบ็อกซ์ ออฟฟิศ ก่อนหน้าจะประกาศสร้างภาคต่อ แต่ย้ำว่า “ดอน เพย์น เป็นเจ้าของไอเดียเรื่องราวของภาคสอง ซึ่งเขากำลังทำงานอยู่ เรามีเงื่อนไขที่หลากหลายให้กับเคน (บรานาก์ห) เพื่อตกลงกันถึงการกลับมา แต่ตอนนี้ทุกอย่างคงพุ่งไปที่หนังเรื่องแรกก่อน ดอนกำลังทำงานอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง เพื่อคิดให้ตกว่าจะพสตัวละครต่าง ๆ ไปไหนต่อดี”

เดือนมิถุนายน 2011 วอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์ บริษัทแม่ของมาร์เวล สตูดิโอส์ วางกำหนดฉายหนังภาคต่อของ Thor เอาไว้ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2013 โดยนักแสดงหลักๆ จะกลับมารับบทเดิม แต่บรานาก์ห ผู้กำกับหนังภาคแรกจะไม่กลับมา มีรายงานว่าเขาจะไปทำงานในส่วนของการอำนวยการสร้าง ขณะที่เดอะ ลอส แองเจลีส ไทม์ส อ้างว่า การทำงานที่ยาวนานในส่วนของการทำเทคนิคพิเศษ ซึ่งจำเป็นมาก ๆ และความกดดันที่ต้องเริ่มการทำงานในเรื่องของบททันที เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บรานาก์หต้องถอนตัว ถึงแม้ว่าในตอนแรก เขาก็ดูกระตือรือร้นดีกับการได้ทำงานภาคต่อ ซึ่งเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า “การทำหนังเรื่องแรกใช้เวลานานมาก และพวกเขาก็เดินหน้าเร็วเกินไปสำหรับผม ในการกลับไปทำหนังอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจนะ และเป็นงานที่ผมภาคภูมิใจ”

ในที่สุดมาร์เวลก็ฉกเพย์นมาเขียนบทหนังภาคต่ออย่างเป็นทางการ โดยเขาเป็นหนึ่งผู้เขียนบทของหนังภาคแรก ส่วนผู้กำกับ มีข่าวว่ามาร์เวลเจราจากับไบรอัน เคิร์ค ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภาคต่อของ Thor จะเป็นการทำหนังทุนสูงเรื่องแรกของเคิร์ค หลังจากผ่านงานกำกับซีรีส์โทรทัศน์ให้เอชบีโอ, โชว์ไทม์ และบีบีซี ซึ่งหนึ่งในงานเหล่านั้นก็คือ Game of Thrones

หลังการเจรจากับเคิร์คล้มเหลว เพราะปัญหาเรื่องข้อกำหนดต่าง ๆ ในสัญญา ที่เกิดขึ้นระหว่างการเจรจา มาร์เวล สตูดิโอส์และดิสนีย์หันมาหาแพ็ตตี เจนคินส์ ผู้กำกับของหนังเรื่อง Monster และตอนนำของซีรีส์เรื่อง The Killing ทางช่องเอเอ็มซี และในวันที่ 13 ตุลาคม 2011 มาร์เวลก็ประกาศว่าเจนคินส์จะเป็นผู้กำกับหนัง Thor ภาคสองที่มีกำหนดฉายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2013

แต่พอมาถึงเดือนธันวาคม เจนคินส์ก็โบกมือลา โดยอ้างเรื่อง ‘ความแตกต่างทางความคิดสร้างสรรค์’ เธอบอกว่า “ฉันมีช่วงเวลาในการทำงานที่ดีกับมาร์เวล เราแยกทางกันด้วยดี และฉันก็ยังมองไปถึงการทำงานร่วมกันกับพวกเขาในวันข้างหน้า” โดยเจนคินส์รู้สึกว่า ตัวเองไม่น่าจะงานที่ดีออกมาได้ “ฉันออกจาก Thor 2 เพราะฉันไม่ใช่ผู้กำกับที่ ‘ใช่’… ฉันคงทำหนัง Thor ที่ดีเยี่ยมออกมาได้ ถ้าฉันได้จับเรื่องที่ตัวเองอยากทำ แต่ฉันไม่คิดว่า ฉันเป็นคนที่สามารถทำหนัง Thor ที่ดีออกมาได้จากเรื่องราวที่พวกเขาอยากทำ” เจนคินส์เผยด้วยว่า เธอตั้งใจจะทำหนังให้ออกมาเป็นงานในแบบ Romeo and Juliet ซึ่งเจนจะติดอยู่บนโลกและธอร์ไม่ได้รับอนุญาตให้มาช่วยเธอ หากในท้ายที่สุดหลังจากธอร์เดินทางมายังโลก เขากับเจนก็พบว่า มาเลไคธ์ “ซ่อนพลังด้านมืดเอาไว้ในโลก เพราะเขารู้ว่า โอดินไม่ได้สนใจโลกใบนี้ เลยใช้ความไม่ใส่ใจของโอดินที่มีต่อโลก มาเล่นหลอกล่อเขา”

หลังเจนคินส์ถอนตัวไปแค่ 3 วัน ก็มีรายงานว่า มาร์เวลพุ่งเป้าไปที่อลัน เทย์เลอร์และแดเนียล มินาแฮน ในการมานั่งเก้าอี้ที่เจนคินส์ปล่อยว่างเอาไว้ และสิ้นเดือนธันวาคม พวกเขาก็ประกาศว่า อลัน เทย์เลอร์ ที่มีงานขึ้นชื่ออย่าง การกำกับซีรีส์ Game of Thrones ให้กับเอชบีโอหลายต่อหลายตอน จะเป็นคนทำ Thor ภาคต่อ โดยไฟกีอ้างว่า งานที่เทย์เลอร์ทำในซีรีส์ Mad Men, Boardwalk Empire และ Game of Thrones คือเหตุผลที่เขาถูกเลือก “กับทิศทางในการทำงานของอลัน เราจะมีความซับซ้อนของสีสัน, องค์ประกอบต่าง และความเป็นจริง ดินแดนสีทองของเรา”

เมื่อถูกถามว่า ทำไมไม่กลับมาทำงานเดิมให้กับ Thor: The Dark World บรานากห์บอกว่า เขาอยาก ‘ชาร์จไฟ’ หลังจากใช้เวลาถึง 3 ปี ไปกับการทำหนังเรื่องแรก

“การที่สิ่งต่าง ๆ มันไปได้ด้วยดี มันจะมีเหตุการณ์ในแบบที่.. บางครั้งกับเรื่องราวเหล่านี้ ผมก็อยากวางแผนให้มันเป็นงานไตรภาค แต่มันกลายเป็นงานที่ยากขึ้นในโลกใบนี้ที่จะทำมันออกมาได้ เพราะว่าเดิมพันมันสูง คุณต้องดูก่อนว่าเรื่องแรกมันเป็นยังไง แล้วพอเรื่องแรกจบ ซึ่งโดยความเป็นจริง มันเป็นสามปีที่แสนหัศจรรย์สุด ๆ ในชีวิตของผมนะ แต่ผมอยากชาร์จไฟให้ตัวเองด้วยการทำงานอย่างอื่น ผมทำงานใกล้ชิดกับมันมากๆ จนผมพูดว่า ไม่ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตผม และเปลี่ยนอาชีพการทำงานของผม ผมรู้สึกถึงความสำคัญของมันอย่างลึกซึ้ง แต่ผมไม่พร้อมที่จะเดินตรงไปทำหนังเรื่องนี้อีกเรื่องในทันที แต่ผมชอบความคิดที่… ผมชอบการวางแผนบางอย่าง แบบงานสามภาคตามความหมายของภาพยนตร์ ซึ่งมันยังไม่เกิดขึ้น แต่บางทีมันกำลังจะมาถึง”

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง เบื้องหลังหนัง THOR: THE DARK WORLD เมื่อเคนเน็ธ บรานาก์ห ปฏิเสธมาร์เวล คอลัมน์ SPECIAL SCOOP นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1307 ปักษ์แรก กรกฎาคม 2563

 


SHARE THIS
  • 50
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    50
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On