เพลงที่ทำให้ชีวิตผ่านช่วงเวลาย่ำแย่ของเดฟ นาวาร์โร

SHARE THIS
  • 15
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    15
    Shares

เดฟ นาวาร์โร เป็นมือกีตาร์ของวง Jane’s Addiction และเคยทำงานกับ Red Hot Chilli Peppers ในช่วงหนึ่ง แต่ที่หลายๆ คนอาจไม่รู้ก็คือ เขาเคยมีปัญหาทางจิต และเมื่อผ่านมาได้ ก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ในสถานภาพเดียวกับที่เขาเคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น จัดคอนเสิร์ตการกุศล Above Ground ที่ลอส แองเจลีส เพื่อหาเงินช่วยผู้ป่วยทางจิตและโครงการต่างๆ เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยสาหตุส่วนหนึ่งของการจัดงานนี้เป็นผลพวงมาจากการเสียชีวิตของ คริส คอร์เนลล์ กับเชสเตอร์ เบนนิงตัน ที่ในงานศพของรายหลัง นาวาร์โรก็ได้แสดงในงานด้วย

“ผมคงช่วยอะไรไม่ได้มาก นอกจากนำช่วงเวลาที่ผมเคยรู้สึกถึงการฆ่าตัวตาย, อ้างว้าง, สิ้นหวัง มานำเสนอ ผมอยากเปลี่ยนความคิดผู้คนที่เจออะไรคล้ายๆ กัน และอยากให้เขารู้ว่า มีทางเลือกรออยู่ และเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการพยายามมองหาความช่วยเหลือ” และสิ่งหนึ่งที่ทำให้นาวาร์โรมีวันนี้ก็คือ เสียงเพลง “เมื่อคุณกำลังพูดถึงปัญหาทางสภาพจิตใจ แต่มีเวลาให้แค่สามนาทีครึ่ง มันไม่มีทางเวิร์คหรอก คุณต้องฟังเป็นอัลบัม” นาวาร์โรพูดถึงการเลือกเพลงที่ทำให้ชีวิตพ้นช่วงเวลาย่ำแย่ ที่เว็บไซต์ revolver.com ให้เขาเลือก และนี่คืองานเหล่านั้น

Symphony No. 7 โดย บีโธเฟน: “เป็นการฟังซ้ำไปซ้ำมา ซิมโฟนีหมายเลข 7 ของบีโธเฟน เป็นอีกเพลงหนึ่งที่มืดหม่นมากๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว, มีเรื่องราว และความสวยงาม ซึ่งแทบจะ… ถ้าคุณใช้วันของคุณอยู่กับบ้าน ฟังมัน มันจะทำให้ทุกอย่างหนักอึ้ง คุณสามารถเดินไปที่ตู้เย็น หยิบน้ำขวดหนึ่งขึ้นมา แล้วรู้สึกว่านี่ละสิ่งที่หนักหนาที่สุดที่คุณเคยทำมาในชีวิต”

อัลบัม The Velvet Underground & Nico โดย The Velvet Underground & Nico: “โดยปกติ ผมฟังเพลงเป็นอัลบัม เพราะงั้นผมคงต้องบอกว่านี่เป็นอีกเพลงที่สะกิดเข้ามาในความถี่ทางอารมณ์อันหลากหลายของผม บางเพลงก็ฟังสุข บางเพลงก็หม่นมืด บางเพลงก็พูดตรงๆ และบางเพลงก็ชวนให้อยากเล่นยา มันเป็นงานที่ครอบคลุมทุกอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

อัลบัม Animals โดย Pink Floyd: “งานชุดไหนของพิงค์ ฟลอยด์ก็ได้ แต่งานชุดนี้เป็นหนึ่งในอัลบัมที่ทำให้ผมรู้สึกหดหู่โคตรๆ มันเป็นซาวนด์แทร็คสำหรับวันอันหม่นมืดที่สมบูรณ์แบบสำหรับผม ยังมีวงอย่าง Burzum ซึ่งผมน่าจะแนะนำงานแบล็ค เมทัลบ้าง แต่มันไม่โดนในสิ่งที่ผมเป็น มันโดนในสิ่งที่คนอื่นเป็นมากกว่า Animals เป็นงานชุดหนึ่งที่ผมค้นพบตอนยังเป็นเด็กๆ มันพาผมย้อนกลับไปสู่ความเดียงสาในวัยเยาว์ และความประหลาดใจว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นยังไง ดนตรีสร้างขึ้นมาได้ยังไง? พวกเขาทำมันขึ้นมาแบบไหน? เป็นงานที่ปั้นผมให้เป็นศิลปิน แล้วในแง่ของเพลงยาวๆ ที่มีหลายเพลง ก็เต็มไปด้วยอารมณ์, ความรู้สึก แล้วก็อากาศมากมาย ที่สามารถสูดได้ด้วยความพึงพอใจ”

อัลบัม Physical Graffiti โดย Led Zeppelin: “พูดถึงเลด เซพเพลิน อัลบัมชุดไหนของพวกเขาก็ได้ แต่ผมคิดว่าอัลบัมชุดนี้ เป็นหนึ่งในงานที่ผมไม่สามารถหยุดเล่นได้ เหมือนฟังมันไม่เพียงพอสักที เป็นงานอีกชุดที่มีหลายชั้นหลายซ้อน แล้วที่ผมชอบก็คือกระบวนการบันทึกเสียงของมัน รวมไปถึงเนื้อหาที่นำเสนอ มีหลายเพลงที่มีความเป็นแฟนตาซี ซึ่งจะพาคุณออกไปจากความเป็นจริงได้บ้าง แต่มันก็ให้โอกาสคุณหลงไปในความรู้สึกที่หลากหลายของมนุษย์ ทำให้รู้สึกถึงขอบเขตต่างๆ

“สำหรับผม ถ้าฟัง Physical Graffiti ด้วยแผ่นเสียงจากหน้าแรก ซึ่งต้องตื่นขึ้นมาเปลี่ยนไปหน้าที่ 2 จากนั้นก็ต้องเปลี่ยนแผ่นไปหน้าที่ 3 แล้วก็หน้าที่ 4 เป็นประสบการณ์แย่มากๆ แต่มันเหมือนกระบวนการบำบัด เป็นการอุทิศเวลาเยียวยาตัวเองด้วยการทำบางสิ่งให้ตัวเองเพลิดเพลิน แถมคุณต้องค้นหามันด้วย คุณอาจจะไม่รู้ว่าทุกอย่างในอัลบัมมันหมายถึงอะไร คุณต้องค้นหา ผมชอบอะไรแบบนั้นนะ ผมชอบความรู้สึกตอนที่ผมไม่รู้อะไรเลยในสิ่งที่พวกเขาพูด แล้วผมก็… ‘นั่นไง’”

อัลบัม Windhand โดย Windhand: “ผมรักอัลบัมนี้ ผมไม่รู้เลยว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นตั้งครึ่งชั่วโมง แต่แล้วมันก็เข้ามาอยู่ในใจผมเป๊ะๆ เป็นหนึ่งในอัลบัมที่ผม.. ‘ผมไม่รู้ว่าคนพวกนี้มาจากไหน แต่มันเจ๋งดีว่ะ’”

อัลบัม The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders From Mars โดย เดวิด โบวี: “ไม่มีช่วงเวลาไหนในชีวิตเลยที่ผมไม่เล่นอัลบัมชุดนี้ นี่คืองานที่ดึงผมขึ้นมาและฉุดผมลงไป การฟังเพลงของเดวิด… ที่จากไปแล้ว และผมฟังมันอีกครั้ง นี่คืองานที่ผมรู้จักตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว ผมต้องฟังว่าเขาพูดอะไร, ทำอะไร และสร้างสรรค์อะไร ใหม่อีกครั้ง

“ผมเคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการเล่นในสนามกีฬา ซึ่งผมสามารถทำโชว์แบบเป็นเรื่องราว มีการเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพยายามใส่อะไรเข้ามาในโชว์ เพราะคนดูจ่ายเงินมาดูคุณแล้วนี่ และเขา (โบวี) ก็เป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลต่อผมจริงๆ เอาละเรื่องภาพลักษณ์ ก่อนหน้านั้นตอนเป็นเด็กๆ ผมเคยมี Kiss การแสดงของพวกเขาก็มีเรื่องมีราว แต่ไม่มีความลึกสักเท่าไหร่ แล้วเราก็มีเดวิด โบวี ซึ่งทำให้เราได้เห็นทั้งการแสดงที่เป็นเรื่องราวและมีความลึก ใช่ไหม? ยังมีเรื่องอื่นๆ เกิดขึ้นอีก อย่าง เขาสร้างบุคลิกภาพที่แตกต่างขึ้นมา เหมือนๆ ที่พอล แม็คคาร์ทนีย์ทำในอัลบัม Sgt. Pepper”

อัลบัม Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band โดย The Beatles: บางทีนี่คืองานที่ชัดเจน และใกล้มือที่สุด คนส่วนใหญ่อาจจะคิดถึงอัลบัม Revolver ถ้าพูดถึงเดอะ บีเทิลส์ ใช่ไหม? แต่ผมคิดถึงงานชุดนี้ เพราะพวกเขาไม่อยากทำมันออกมา! แล้วพอลก็บอกว่า… ‘ทำไมเราไม่ทำเป็นวงอื่นล่ะ? เราอย่าเป็นเดอะ บีเทิลส์ เป็นวง Sgt. Pepper’ นั่นคือคอนเส็ปท์ แต่กับผมมันคือการจินตนาการ แล้วจัดการสร้างเพลงขึ้นมาจากสิ่งที่พวกเขาเคยต่อต้านที่จะทำ ซึ่งเริ่มต้นได้อย่างน่าพิศวง

“มันยังเป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งที่ทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตา เพราะผมกลับไปหาวัยเยาว์ในช่วงเวลาที่ฟังเพลงพวกนี้เป็นครั้งแรก ผมจำตอนที่เพลง “Fool on the Hill” ดังออกมาจากวิทยุได้ ผมนั่งอยู่ในบ้านของพ่อกับแม่ แล้วเพลงนี้ก็ดังขึ้นมา และผมก็รู้สึก… ’นี่เป็นเพลงเศร้าที่สุดที่เคยได้ยิน’ ตอนนั้นผมอายุแค่ 7 ขวบเอง ตอนนี้ผมสามารถย้อนไปฟังแล้วได้ยินความลึกซึ้ง, ความหมาย และรับรู้ถึงคนโง่คนนั้น หรือหนึ่งในคนที่เปลี่ยวเหงาได้”

อัลบัม Tommy โดย The Who, อัลบัม The Wall โดย Pink Floyd: งานสองชุดนี้เป็นเรื่องของความเหงา การละทิ้ง การสูญเสีย อัตตา และความรู้สึกเหมือนสไลด์โชว์ประหลาดๆ การที่คุณไม่น่าจะเข้ากับอะไรได้ แล้วก็ว่าด้วยเรื่องของการพุ่งสู่การเป็นร็อคสตาร์และการร่วงลงมา ซึ่งเป็นผลจากอัตตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่างานสองชุดนี้มีเหมือนกันตั้งแต่ยังเด็กๆ “ผมเสียแม่ตั้งแต่อายุไม่มาก ทอมมีเสียพ่อตอนอายุไม่เยอะ แม่ของพิงค์ต้องอดกลั้น ผมก็เหมือนกัน ถ้าคุณตามเรื่องราวในอัลบัม แล้วยกเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ทิ้ง นี่คือเรื่องของผม งานสองชุดนี้โดนผมเต็มๆ

“โดยเฉพาะ Tommy คุณมีเด็กทึ่มตาบอดหูหนวก ที่เหมือนใครสักคนซึ่งเข้ากับสังคมไม่ได้ และเพราะความบอบช้ำที่มี เขาเลยปิดตัวเองอยู่ในจิตใจ ไม่สามารถมองเห็น, ไม่สามารถพูด, ไม่สามารถได้ยิน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม! แม่ผมถูกฆ่าและผมหมกตัวเองอยู่ข้างใน จากนั้นอัลบัมชุดนี้ก็ออกมา ทำให้ผม ‘ขอบคุณมากๆ พีท ทาวน์เช็นด์ ผมไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกแล้ว’ ทอมมีกลายเป็นหมอสอนศาสนาแล้วก็อัตตาบางอย่าง ที่ทำให้เขาพยายามแสดงวิถีแห่งการรู้แจ้งให้กับคนอื่นๆ แล้วทุกคนก็เปิดรับเขา เพราะเขาคือผู้นำลัทธิ

“ผมเข้าถึงงานทั้งสองชุดได้เยอะมาก เพราะไม่ต่างไปจากการถ่ายภาพสแน็ปช็อตแบบตรงๆ เข้าไปในความหลงตัวเองและความยึดถือตัวเองชนิดสุดโต่ง ของความสิ้นหวัง, ความโดดเดี่ยว, ความสงสัยในตัวเอง และความกลัว ที่อยู่ในภายในอัลบัม เมื่อคุณคิดได้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังฟื้นตัวจากความลุ่มหลง ยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง คุณก็ตระหนักได้ว่า นั่นละคือความตกต่ำของเขา เด็กทึ่มหูหนวกตาบอดน่ะไม่เท่าไหร่ ที่กลายเป็นหายนะของเขาก็คือการยึดมั่นในตัวเอง พิงค์ก็ใช้ได้ แต่ชีวิตต้องดำเนินไป พ่อแม่ต้องดิ้นรน พ่อแม่ต้องตายไป แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งเขาเจอเรื่องต่อต้านชาวยิว การเหยียดผิว และกลายเป็นร็อคสตาร์ จากนั้นภรรยาก็ทิ้งไป เขาต้องทนทุกข์ จมอยู่กับเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะว่าพ่อถูกฆ่า… มันเหมือนเรื่องราวของผมถูกวาดลงไปในอัลบัมสองชุดนี้ชั่วนิรันดร์ โดยผมก็ไม่รู้ว่าทั้งสองอัลบัมนี้ทำให้ผมมีความสุขมากขึ้นหรือรู้สึกสบายใจว่า ไม่ใช่เพียงคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ และผมก็ไม่ได้บ้า เพราะเรื่องต่างๆ เหล่านี้ถูกเขียนขึ้นมากอย่างมากมาย

“มันคล้ายกับเรื่องของผมมากขึ้นเมื่อ… ผมเกลียดตัวเองที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ผมเคยผ่านการแยกทางมาก่อน มันเหมือนตอนที่คนเลิกกันพูดขึ้นมาว่า ‘ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเรื่องยากขนาดนี้ ทำไมคุณต้องเลิกกับฉัน? ฉันรู้สึกใจสลายและสับสน’ แล้วคุณก็มองไปที่พวกเขา… ‘นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เพลงทางวิทยุ พูดถึงแต่เรื่องอกหัก’ เพราะเป็นเรื่องของทุกๆ คน เป็นสิ่งที่เป็นสากล ถ้าคุณฟังเพลงแล้วรู้สึกถึงอะไรชัดเจนแบบนั้น มันก็ต้องมีบางอย่างที่ทำให้คุณลุกขึ้นมาได้

“สำหรับพิงค์กับทอมมี ทั้งคู่เป็นตัวละครที่คิดว่าตัวเองเป็นชิ้นส่วนความห่วยที่แย่ที่สุดในใจกลางจักรวาล เป็นการคิดแบบที่ให้เราเป็นความย่ำที่อยู่ตรงศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งเป็นการหลงตัวเองแบบย้อนกลับ ‘มันเป็นเรื่องของฉัน และฉันเป็นสิ่งที่แย่ที่สุด’ แล้วมันก็ผูกเข้ากับสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งรวมคนอย่างทอมมี, พิงค์ และผมเข้าไปด้วย พอพวกเขามีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ก็คิดว่าจะพยายามแก้ไขมัน หรือหาทางไปให้ถึงสถานภาพที่ ‘โอ… นี่คือสิ่งที่ผมต่อสู้มาทั้งชีวิต’ หรือ ‘นี่คือความรักในแบบที่ฉันอยากได้มาตลอดชีวิต’ นี่ละใช่เลย! จากนั้นพวกเขาก็ตระหนักได้ว่า ‘นี่ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย ตอนนี้ฉันยิ่งแย่หนักเข้าไปใหญ่’ เพราะอะไรก็ตามที่พวกเขาไขว่คว้ามาทั้งชีวิต ไม่ใช่คำตอบ

“พวกเขาทิ้งคำถามเหล่านี้เอาไว้ในตอนจบอัลบัม คุณน่าจะรู้สึกมีความสุขมากขึ้นในตอนนี้ เพราะอดีตคือความเจ็บปวด และอนาคตก็เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นตอนนี้ใช้ชีวิตซะ”

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง เพลงที่ทำให้ชีวิตผ่านช่วงเวลาย่ำแย่ของเดฟ นาวาร์โร คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 26 – 28 มีนาคม 2562


SHARE THIS
  • 15
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    15
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On