เพลงปาฏิหาริย์ เดินทางไปสุดสายที่ปลายรุ้งกับ Over The Rainbow

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

จากเรื่อง Someday I’ll wish upon a star and wake up where the clouds are far, Behind me. ที่สุดปลายสายรุ้ง โดย เผ่าจ้าว กำลังใจดี คอลัมน์ The Miracle Songs

เคยมีคนถามว่าเพลงที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยควรมีองค์ประกอบอย่างไร เนื้อร้องดี ดนตรีเยี่ยม ทำนองเสนาะ บันทึกเสียงไพเราะ ฯลฯ อย่างนั้นหรือเปล่า?- ก็อาจจะจริง แต่ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะหลายๆ เพลงก็เข้าข่ายเงื่อนไขขององค์ประกอบเพลงดีเหล่านั้น แต่ก็ประสบความสำเร็จแค่ชั่ววูบแล้วก็จางหายไปในสายลมแห่งกาลเวลา

หรือบางที, คำตอบอาจโรแมนติกกว่านั้น เพลงที่สร้างปาฏิหาริย์ติดตรึงอยู่ในใจของผู้คนทุกยุคทุกสมัยอาจไม่มีอะไรมากกว่าแค่การเป็นเพลงที่ทำให้ผู้ฟังยังคงฝันหาสิ่งที่ดีกว่า เพลงที่ทำให้พวกเขาเชื่อว่าแม้ในช่วงเวลาเลวร้ายของชีวิต ความฝันอันสวยงามนั้น (น่าจะ) มีอยู่จริง ถ้าเพียงเราหาพื้นที่ปลอดภัยที่ไหนสักแห่ง พื้นที่อันเป็นป้อมปราการป้องกันความผิดหวังไม่ให้รุกล้ำเข้ามานั้นเจอ- ทุกครั้งที่ได้ฟัง

judy garland dorothyเหตุนี้เองที่ทำให้ “Over The Rainbow” ของจูดี้ การ์แลนด์ ยังคงความเป็นเพลงอมตะมาจนทุกวันนี้ แม้อายุอานามของเพลงนี้จะมีอายุถึง 70 กว่าปีแล้วก็ตาม

“Over The Rainbow” เขียนขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1939 เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “The Wizard of OZ” (ซึ่งสร้างจากนวนิยายเอกของโลกเขียนโดย แฟรงค์ แอล.โบม) โดยแฮโรลด์ อัลเลน และอี วาย.ฮาร์เบิร์ก จูดี้ การ์แลนด์ (ซึ่งในตอนนั้นมีอายุเพียง 15 ปี) รับบทเป็นโดโรธี เกลเด็กสาวอเมริกันผู้กำพร้าพ่อ-แม่ และอาศัยอยู่กับลุงและป้าในแคนซัส เธอหนีออกจากบ้านพร้อมกับโตโต้ – หมาแสนรู้ แต่ไปเจอศาสตราจารย์ที่ดูลูกแก้วทำนายว่าป้าและลุงของเธอกำลังป่วย เกลจึงตัดสินใจกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านเธอพบว่าลมพายุได้หอบหมุนให้บ้านเธอลอยคว้าง และหน้าต่างลอยมากระแทกจนเธอสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอจึงพบว่าตัวเองและโตโต้ ได้เข้ามาอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ของพ่อมดแห่งออซ (ที่ซึ่งเธอมีเพื่อนประหลาดเป็นสิงโตขี้ขลาด, หุ่นไล่กาโง่ๆ และมนุษย์กระป๋องดีบุกผู้ไม่มีหัวใจ!!) ขณะที่เธอกำลังเสียใจเรื่องป้าอีกทั้งยังหาทางกลับบ้านไม่ได้นั้น เกลก็นึกถึงคำสอนของป้าเอล์ม ที่ว่า “จงหาที่ที่เธอจะไม่นำความทุกข์ใจใดๆ เข้ามาด้วย” เธอมองท้องฟ้าแล้วก็ร้องเพลงที่ขึ้นต้นด้วยท่อนที่ว่า “Somewhere over the rainbow…” นี้ขึ้นมา

เพลง “Over The Rainbow” ได้รับการกล่าวขวัญชื่นชมอย่างมากว่าไพเราะงดงาม และยิ่งไพเราะงดงามมากขึ้นอีกเมื่อมันปรากฏอยู่ในฉากดังกล่าว จนกลายเป็นฉากอมตะ เป็นซีนแห่งความทรงจำของวงการภาพยนตร์อเมริกาอีกฉากหนึ่ง ขณะที่ทั้งภาพยนตร์และนวนิยายก็ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้จะถูกคอนขอดว่าตื้นเขิน นำเสนอความฝันกลวงๆ ของคนอเมริกัน เทียบไม่ได้กับนิทานสำหรับเด็กของอังกฤษและฝรั่งเศสอย่าง “Alice in Wonderland” และ “The Little Prince” ตามลำดับที่ซับซ้อนซุกซ่อนนัยยะต่างๆ ไว้มากกว่าก็ตาม

แต่ความเรียบง่ายของ “พ่อมดแห่งออซ” และความตรงไปตรงมาของเพลง “Over The Rainbow” นี้เองที่กลับสะกดผู้ชมผู้ฟังทุกคนให้ตราตรึงและซาบซึ้งไม่รู้ลืม จนคว้ารางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ในปีนั้นไปในที่สุด

frank l baum

แฟรงค์ แอล บอม

มีการตีความไปต่างๆ นาๆ ว่าผู้แต่งเพลงอย่าง อัลเลนและฮาร์เบิร์กซุกซ่อนนัยยะใดๆ ในไว้ในเพลง “Over The Rainbow” นี้หรือไม่ ทั้งคู่อธิบายว่าไม่มีนัยยะใดๆ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับบทบาทของอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สองไว้ในเพลงนี้เลย เขาแต่งไปตามเนื้อหาของหนัง สายรุ้งของเขา (และของโดโรธี เกล) เป็นสายรุ้งที่ทอดผ่านโค้งไปยังอีกขอบฟ้า ที่ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นดินแดนที่สวยงาม ปราศจากความทุกข์ร้อนใดๆ การถามหาดินแดนที่อาจไม่มีอยู่จริงนี้ก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ฝันกัน

และเพื่อยืนยันเพลงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสงครามโลกแต่อย่างใดทั้งคู่จึงตกลงใจที่จะตัดเนื้อร้องออกสองท่อน นั่นคือท่อนที่ว่า When all the world is a hopeless jumble and the raindrops tumble all around,Heaven opens a magic lane when all the clouds darken up the skyway, There’s a rainbow highway to be found Leading from your window pane To a place behind the sun, Just a step beyond the rain ซึ่งการ์แลนด์ร้องไว้ในเวอร์ชั่นที่ออกอากาศทางวิทยุในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

กับท่อนที่ว่า Someday I’ll wake and rub my eyes And in that land beyond the skies, You’ll find me I’ll be a laughing daffodil And leave the silly cares that fill My mind behind me ซึ่งถูกตัดออกตอนที่เป็นภาพยนตร์ และฌูเอล นำท่อนนี้มาใส่ในเวอร์ชั่นร้องใหม่ในปึ 2009

แต่กระนั้นนักตีความบางคนก็บอกว่าการถามหาดินแดนที่อาจไม่มีอยู่จริงซึ่งปรากฏใน “Over The Rainbow” นี้เองที่สะท้อนความคิดของอเมริกันในภาวะสงครามได้เป็นอย่างดี และมันยังใช้ได้ดีมาจนทุกวันนี้

“Over The Rainbow” กลายเป็นเพลงอันดับหนึ่งของ “เพลงแห่งศตวรรษ” ที่จัดโดย RIAA สมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา (The Recording Industry Association of America) ซึ่งจัดอันดับเพลงที่สร้างความเข้าใจในมรดกทางวัฒนธรรมและเพลงของอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นเพลงอันดับหนึ่งของ “100 เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล” ที่จัดโดยสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน AFI (American Film Institute)

“Over The Rainbow” ยังคงถูกขับขานซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนปัจจุบัน ล่าสุดในปี 2010 ดานิเอลเล่ โฮป ผู้ชนะการประกวดการแสดงความสามารถพิเศษของ BBC ในธีมพ่อมดแหงออซ ได้ออกซิงเกิ้ลนี้อีกครั้ง และได้รับความนิยมไม่แพ้ศิลปินหลายรายที่นำมาขับร้องใหม่ไม่ว่าจะเป็นเลโอนา ลิวอิส หรือในซีรี่ส์ยอดนิยม Glee

ตราบเท่าที่มนุษย์ยังไม่มีความสุข มนุษย์ก็จะยังไม่หยุดฝันหาโลกอันสวยงาม และตราบเท่าที่สายรุ้งยังปรากฏหลังฝนจางลง มนุษย์ก็ยังคงเชื่อว่าที่อีกด้านของปลายสายรุ้งชีวิตจะดีกว่าที่เป็น

และตราบนั้น “Over The Rainbow” ก็จะยังถูกขับขานอีกไม่รู้จบ

Over The Rainbow
Somewhere over the rainbow
Way up high,
There’s a land that I heard of
Once in a lullaby.
Somewhere over the rainbow
Skies are blue,
And the dreams that you dare to dream
Really do come true.
Someday I’ll wish upon a star
And wake up where the clouds are far Behind me.
Where troubles melt like lemon drops
Away above the chimney tops
That’s where you’ll find me.
Somewhere over the rainbow
Bluebirds fly.
Birds fly over the rainbow.
Why then, oh why can’t I?
If happy little bluebirds fly
Beyond the rainbow
Why, oh why can’t I?


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On