เพลงปาฏิหาริย์ เสรีภาพในจังหวะยกและคร่อม ของบ็อบ มาร์ลีย์

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

จากเรื่อง This songs of freedom… ‘Cause all I ever have…Redemption songs เสรีภาพในจังหวะยกและคร่อม คอลัมน์ The Miracle Songs (เพลงปาฏิหาริย์) โดย เผ่าจ้าว กำลังใจดี

bob-marley-reggae-music-iconรูปของเขาปรากฏอยู่ตามบาร์เบียร์ส่วนใหญ่ในถนนข้าวสาร พัทยา ตามร้านเหล้าปั่นในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่และภูเก็ต หรือไม่ก็ตามชายหาดของเกาะสมุยและเกาะพงันที่บรรดาวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปกิน ดื่ม เต้นรำและรื่นเริงเพื่อฉลองคืนพระจันทร์เต็มดวง

ทรงผมของเขาถูกเรียกกันว่าเดร็ดล็อค มันเพิ่งได้รับความนิยมเมื่อห้าหรือหกปีที่ผ่านมานี้เอง คุณเองก็สามารถเปลี่ยนผมทรงเดิมๆ ไร้เอกลักษณ์และทำให้ไม่มีใครจดจำคุณได้ด้วยการไปถนนข้าวสาร นั่งให้ช่างรุมโทรมศีรษะ ไม่กี่ชั่วโมงให้หลังคุณก็จะมีผมทรงเดร็ดล็อคเหมือนกับเขา (แม้ว่าทำออกมาแล้วจะไม่รับกับใบหน้าของคุณก็ตาม)

เช่นเดียวกับเพลงของเขา มันเรียกว่าเร้กเก้และสกา ปัจจุบันมันกลับมาได้รับความนิยมอย่างมากมาย เป็นปรากฏการณ์ที่นักวิจารณ์เพลงเกาหัวแกรกๆ ด้วยงุนงงว่าเหตุใดวัยรุ่นไทยจึงหันมาสนใจเพลงเร้กเก้ สกาที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 40 ปีอย่างเอาเป็นเอาตายอีกครั้ง

มีคนเอ่ยชื่อเขา ทำผมเหมือนเขา แต่งตัวแบบเขา และร้องเพลงของเขาอยู่มากมาย แต่กลับไม่ค่อยมีใครจดจำหรือระลึกได้ว่าเขาขับขานเพลงเหล่านั้นเพื่ออะไร หรือเขาใช้บทเพลงที่เขียนขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับอะไร

redemption song book - obama

ปกหนังสือ redemption song หนึ่งในแคมเปญของบารัค โอบามา โดย ไนอัลลี สตาเนจ

มันก็คงไม่ต่างกับบุคคลยิ่งใหญ่อย่างมหาตมะ คานธี หรือเช กูวารา ซึ่งถูกโลกในปัจจุบันมองข้ามคุณูปการที่แท้จริงซึ่งทั้งคู่สร้างขึ้นและเห็นเป็นเพียงแค่ไอคอนของแฟชั่นขบถและเป็นข้ออ้างในการต่อสู้เท่านั้นกับเขาเองก็ไม่ต่างกัน คนหนุ่มสาวยังเห็นเขาเป็นแค่ราชาแห่งวงการเพลงเร็กเก ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาคือบ็อบ มาร์ลีย์ นกสันติภาพตัวสุดท้ายแห่งวงการเพลงโลกผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้กับคนผิวสีด้วยเร็กเก… บทเพลงแห่งการยกและคร่อมผ่านแทร็คคลาสสิคอย่าง ‘Redemption Song’ ที่แม้แต่คนอย่างบารัค โอบามายังนำไปใช้เป็นเพลงสนับสนุนแคมเปญหาเสียงในการสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

โรเบิร์ต บ็อบ เนสตา มาร์ลีย์ เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 ในชุมชนคนผิวดำ ที่เมืองเชนต์เเอนน์ ประเทศจาเมกา เขาเติบโตท่ามกลางชุมชนทาสในครอบครัวที่เเตกเเยก ต่อมาแม่พาเขาย้ายไปอยู่ในเขตสลัมในคิงสตัน เมืองหลวงของจาเมกา ขณะที่แวดล้อมไปด้วยผู้คนผิวสีผู้ยากจนและถูกกดขี่จากคนผิวขาว บ๊อบได้รับการอบรมตามความเชื่อดั้งเดิมของคนดำว่าพวกตนเป็นลูกหลานของกษัตริย์โซโลมอน เเละเป็นชนชาวยิวพลัดถิ่นที่รอวันกลับสู่เเผ่นดินเกิด อันเป็นเเหล่งกำเนิดวัฒนธรรมและลัทธิรัสตาฟาเรียนิสม์ (Rastafarianism)

บ็อบเข้าสู้โลกของเสียงเพลงเมื่อเขาได้พบกับโจฮิกก์ส ศาสตราจารย์ข้างถนนที่มีความสามารถทางดนตรี และสอนทุกอย่างที่เขารู้ให้กับเขา ปี 1962 บ็อบก็เริ่มก่อตั้งวงดนตรีกับ บันนี เวลเลอร์ เเละ ปีเตอร์ เเมคอินทอช เพื่อเล่นดนตรีหาเงินเลี้ยงชีพในระหว่างฝึกฝนทักษะดนตรี เเละเริ่มมีเเผ่นเสียงของตนเองออกจำหน่ายในภายหลัง ปีต่อมาเขาก่อตั้งวงดนตรีชื่อ The Wailing Rudeboys (ภายหลังเปลี่ยนเป็น The Wailing Wailers) กับเพื่อนอีก 6 คน

ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองที่เขาค่อยๆ พัฒนาเพลงสกาอันมีรากฐานมาจากดนตรีริธึ่มแอนด์บลูส์อีกทีด้วยการแปรผันจังหวะให้ช้าลงและมีจังหวะการใช้กลองและเบสที่แตกต่างไปจากเพลงร็อค พวกเขาเล่นดนตรีแบบต่างคนต่างเล่นเหมือนไม่ได้ซ้อมร่วมกันมาก่อน และไม่สามารถแยกฟังเฉพาะเครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ ได้ เพราะทุกอย่างมันถูกยกจังหวะขึ้น ทำให้ช้าลง และยังคร่อมจังหวะไปเสียหมด แต่เมื่อฟังรวมกันทุกชิ้นมันกลับได้สำเนียงประหลาด รสชาติเฉพาะตัวที่พวกเขาเรียกมันว่าเร็กเก

uprisingแต่มวลเสียงแห่งการยกและคร่อมของเร็กเกนั้น ไม่ได้เป็นสารัตถะสำคัญที่ทำให้บ็อบ มาร์ลีย์ขับเคลื่อนผู้คนกว่าค่อนโลก (โดยเฉพาะคนผิวสี) หากแต่เป็นเนื้อหาของบทเพลงอันสะท้อนมุมมองชีวิตของลัทธิรัสตาฟาเรียน เเละวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ปราศจากความเสมอภาคระหว่างคนขาวและคนผิวสีอันเป็นปัญหาสำคัญในจาเมกาและอีกหลายๆ แห่งทั่วโลก แน่นอน ‘Redemption Song’ แทร็คสุดท้ายจากอัลบั้ม ‘Uprising’ ของเขาและวงเดอะ เวลเลอร์ส ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพที่ทรงพลังเท่าๆ กับเพลงคลาสสิคอื่นๆ ของเขาไม่ว่าจะเป็น ‘I Shot The Sheriff’ หรือ ‘One Love’

บ็อบแต่งเพลงนี้ในปี 1979 โดยได้แรงบันดาลใจจากสุนทรพจน์ของ มาร์คัส การ์วี่ย์ นักต่อสู้เพื่อคนผิวสีผู้กลายเป็นรัฐบุรุษของชาวจาเมกาที่บอกว่า “We are going to emancipate ourselves from mental slavery because whilst others might free the body, none but ourselves can free the mind. Mind is your only ruler, sovereign. The man who is not able to develop and use his mind is bound to be the slave of the other man who uses his mind” (เรากำลังจะปลดปล่อยพวกเราเองออกจากการตกเป็นทาสในระดับจิตใจ เพราะว่าในขณะที่บางคนสามารถมีร่างกายที่เป็นอิสระก็จริง แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่สามารถปลดปล่อยจิตใจตัวเองให้เป็นอิสระ จิตใจเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดเราสูงสุด คนที่ไม่สามารถพัฒนาจิตใจและยังยิดติดว่าเราเป็นทาส ก็จะเป็นทาสตลอดไป)

ริต้า มาร์ลีย์ ภรรยาของบ็อบ บอกว่าเขาแต่งเพลงนี้ในช่วงเวลาที่พบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง เขาเริ่มคิดถึงความตาย นั่นทำให้เพลงนี้มีแววของความเศร้าหมองและเรียบง่ายแตกต่างไปจากเพลงอื่นๆ ที่เน้นความสนุกสนาน แต่ยิ่งหม่นหมองและเรียบง่ายมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทรงพลังและสร้างความฮึกเหิมมากเท่านั้น

bob-marley-redemption-song‘Redemption Song’ จึงกลายเป็นเพลงที่พุ่งตรงไปยังหูของคนผิวสีทั่วโลกให้ลุกขึ้นเพื่อปลดปล่อยพันธนาการทางจิตใจของตัวเองจากความรู้สึกถูกกดขี่จากคนผิวขาวให้ได้เสียก่อน เมื่อใจพร้อมพวกเขาก็จะรวมพลังปลดปล่อยตัวเองหรือแม้กระทั่งปลดปล่อยผู้คนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามตัวเอง

ก็คงเหมือนกับที่ เนลสัน แมนเดลล่า มหาบุรุษที่ร้อยรัดอแฟริกาทั้งทวีปว่าเอาไว้ว่า เขาไม่ได้ต่อสู้เพียงหวังแค่ปลดปล่อยคนผิวสีแอฟริกันจากการกดขี่ข่มเหงของคนผิวขาวเท่านั้น ในอีกทางหนึ่งเขาก็มุ่งที่จะปลดปล่อยคนผิวขาวออกจากความหวาดหวั่น ความเกรงกลัวภยันอันตรายจากคนผิวสีที่คิดจะแก้แค้น

เนลสัน แมนเดลล่าก็คงคิดไม่ต่างจากบ็อบ มาร์ลีย์ โลกใบนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะมัดตัวเองไว้กับความเกลียดชัง
ปลดปล่อยตัวเองจากความเกลียดชังทั้งปวง และนำอิสรภาพทางจิตใจกลับคืนมา
นี่ต่างหากเสรีภาพที่แท้จริง ไม่ใช่เสรีที่มีแต่ภาพ

REDEMPTION SONG
Old pirates, yes, they rob I; Sold I to the merchant ships,
Minutes after they took I From the bottomless pit.
But my hand was made strong By the ‘and of the Almighty.
We forward in this generation Triumphantly.
Won’t you help to sing This songs of freedom
‘Cause all I ever have: Redemption songs; Redemption songs.
Emancipate yourselves from mental slavery;
None but ourselves can free our minds.
Have no fear for atomic energy,
‘Cause none of them can stop the time.
How long shall they kill our prophets,
While we stand aside and look? Ooh!
Some say it’s just a part of it: We’ve got to fullfil the book.
Won’t you help to sing
This songs of freedom
‘Cause all I ever have: Redemption songs;
Redemption songs, Redemption songs.


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.