เรื่องราวของ Duel of the Fates หนัง Star Wars ที่ไม่มีโอกาสได้สร้าง

SHARE THIS
  • 199
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    199
    Shares

แม้จะทำรายได้ผ่านหลักพันล้านเหรียญทั่วโลก แต่หนัง Star Wars: The Rise of Skywalker ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนัง Star Wars ที่ได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากที่สุด และเป็นหนังที่ทำเงินน้อยที่สุดในไตรภาคสุดท้าย หลังจากที่ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ทั้งมีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับกระทันหันจาก โคลิน เทรโวร์โรว์เป็นเจ.เจ. เอบรามส์ ที่สร้างปัญหาต่อไปถึงการเลื่อนกำหนดถ่ายทำ รวมถึงกำหนดฉาย และตามด้วยการที่นักแสดงหลักคนหนึ่งของเรื่อง แคร์รี ฟิเชอร์ ที่รับบทเป็นเจ้าหญิงเลอา เสียชีวิต

 

เมื่อ 13 มกราคม 2563 ร็อบ เบอร์เน็ทท์ ผู้กำกับหนังเรื่อง Free Enterprise งานรอม-คอมที่ตัวละครมีความเกี่ยวพันกับหนัง Star Trek และเป็นคนทำเนื้อหาพิเศษในบลู-เรย์ของหนังเรื่อง Star Trek: The Next Generation และ Star Trek: Enterprise ได้มอบของขวัญชิ้นสำคัญให้กับทั้งแฟนๆ ของ Star Wars และคอหนัง ด้วยการนำเอาบทหนัง Star Wars ฉบับของโคลิน เทรโวร์โรว์ที่เขียนร่วมกับดีเร็ค คอนนอลลีออกมาเปิดเผย

บทหนังฉบับเทรโวร์โรว์ แม้จะมีส่วนที่คล้ายคลึงกับหนังตอนสุดท้ายของ Star Wars ที่เราได้ชม แต่หลักๆ แล้วบทฉบับที่ถูกเมินจะมีเนื้อหาหลักๆ ทั้งเดินตาม ทั้งเป็นการสร้างสรรค์ต่อจาก The Last Jedi ของไรอัน จอห์นสัน และไม่ใช่แค่บทที่รั่วออกมา อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น ภาพคอนเส็ปท์ อาร์ทของหนังก็ทะยอยตามออกมาให้เห็น ทำให้ The Rise of Skywalker เจอกับสถานการณ์ที่ไม่ต่างไปจากหนัง Justice League ประสบ เมื่อมีหนังทั้งฉบับที่ถูกทิ้งและฉบับที่ฉายในโรงภาพยนตร์

โดยความแตกต่างระหว่างหนังฉบับเทรโวร์โรว์ที่เป็นเพียงบทและคอนเส็ปท์ อาร์ท กับหนังฉบับที่ได้ชมโรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นฝีมือการเขียนบทของเอบรามส์กับคริส เทอร์ริโอ จากเรื่องของ เทรโวร์โรว์, คอนนอลลี และเอบรามส์กับเทอร์ริโอ มีไม่น้อยเลย

ชื่อหนังไม่เหมือนกับฉบับที่ฉายโรง
ชื่อของหนัง Star Wars เรื่องที่เก้า ที่เทรโวร์โรว์กุมบังเหียนก็คือ Duel of the Fates ซึ่งหากเทียบกับของเอบรามส์แล้ว ฟังดูเท่มากกว่า แถมยังพาดพิงถึงเรื่องของเรย์และไคโล เรนที่ถูกวางขนานกันได้อย่างเหมาะเจาะ นอกจากนี้ยังบอกเป็นนัยๆ ถึงตัวเรย์ที่มีความขัดแย้งในตัวเองว่า จะเลือกด้านมืดหรือด้านสว่าง

นอกจากชื่อเรื่องจะไม่เหมือนแล้ว เรื่องราวที่เป็นตัวหนังสือเปิดเรื่องก็แตกต่าง เพราะไคโล เรนจะครอบครองแกแล็กซีเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดรหัสเงียบในกลุ่มดาวเคราะห์ที่ถูกปฐมภาคีปกครอง

โรส ทิโค จะมีบทมากกว่าที่เห็น
ในหนังของเทรโรว์โรว์ โรส ทิโคจะมีบทเด่นกว่าในหนังที่เราได้ชมกัน ใน The Rise of Skywalker บทของเธอแทบไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วยซ้ำ หนังจะเปิดเรื่องด้วยการให้โรส, โพ และหุ่นบีบี-เอ็ท พยายามทำลายอู่เก็บยานของปฐมภาคี แต่แผนการกลับล้มเหลว เรย์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกระบี่แสงสองทาง ทำให้พวกเขาตัดสินใจขโมยยานสตาร์ เดสทรอเยอร์เพื่อหลบหนี

ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นดีไม่น้อย และงานของโรสไม่ได้มีเท่านั้น เธอยังปรากฏตัวบนดาวคอรัสซังท์ร่วมกับฟินน์, ซี-ธรีพีโอ และอาร์ทูว์-ดีทูว์ เพื่อหาทางเปิดไฟสัญญาณเรียกบรรดาพันธมิตรให้มาต่อสู้กับปฐมภาคีร่วมกับกลุ่มต่อต้าน

ทอร์ วาลัม ผู้สยอดสยองจะมาแทนที่พัลพาทีน
เรียกว่าเป็นการเติมช่องว่างที่เกิดขึ้นเพราะการจากไปของสโนค ด้วยตัวร้ายอีกตัวหรือเรียกว่าเป็นการกลับมาก็คงได้ เมื่อ Duel of the Fates จะเปลี่ยนไคโล เรนเป็นตัวร้ายหลัก ถึงแม้ว่าจะไม่มีการฝึกฝนเพิ่มเติมจากที่เห็นกันในตอนแรก แต่เมื่ออยู่บนดาวเรมนิคอร์ เรนได้เรียนรู้การย้ายพลังชีวิตของสิ่งต่างๆ จากทอร์ วาลัม เอเลียนอายุ 7,000 ปีผู้น่าขยะแขยง เขาแสดงให้เห็นลอร์ดซิธหนุ่มรู้วิธีดูดพลังจากผู้คน และเปลี่ยนเขาให้เหมือนพวกแวมไพร์ ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ท้ายที่สุดเรนก็ใช้พลังที่ทอร์ วาลัมสอนให้ ดูดพลังของเขามาเป็นของตัวเองจนหมด

ซึ่งการฝึกไคโลโดยให้ต่อสู้กับเวเดอร์ตัวก็อปปีของทอร์ วาลัม จะคล้ายคลึงกับการฝึกลุคที่ดาวดาโกบาห์ของโยดา

แทบจะไม่ได้เห็นจักรพรรดิพัลพาทีน
ในหนัง
ใน The Rise of Skywalker จะได้เห็นจักรพรรดิพัลพาทีนปรากฏตัวแทบทั้งเรื่อง แถมไม่ได้แค่กลับมารับหน้าที่เป็นตัวร้ายหลักของหนัง กับใช้เวลาพูดด้วยน้ำเสียงโทนเดียวอยู่พักใหญ่เท่านั้น พัลพาทีนยังเป็นตัวละครที่สร้างข้อถกเถียงมากมายอีกต่างหาก แต่ใน Duel of the Fates อะไรที่เราได้เห็นในหนังที่ออกฉายจะไม่มีให้เห็น แม้พัลพาทีนจะปรากฏตัวในบทของเทรโวร์โรว์ แต่แทบไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน เขาจะปรากฏตัวบนดาวมุสตาฟาร์ เมื่อไคโล เรนได้พบข้อความโฮโลแกรมที่พัลพาทีนส่งให้ดาร์ธ เวเดอร์ โดยข้อความระบุว่าให้เวเดอร์พาลุค สกายวอลเกอร์ไปพบกับ ทอร์ วาลัม ปรมาจารย์ของซิธที่เป็นผู้ฝึกพัลพาทีน

ไคโล เรนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ดาวมุสตาฟาร์
ไคไล เรน เดินทางไปที่มุสตาฟาร์เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ใน The Rise of Skywalker แต่ใน Duel of the Fates เขาจะอยู่ที่ดาวเคราะห์ของพวกซิธพักใหญ่เลยทีเดียว เพื่อค้นหาโฮโลครอนซึ่งบรรจุข้อความของจักรพรรดิพัลพาทีน แต่กลับถูกพลังวิญญาณของลุค สกายวอลเกอร์มาหลอกหลอนแทบจะตลอดเวลาที่อยู่บนดาวดวงนี้

ทั้งสองจะโต้เถียงกันถึงเรื่องพลังด้านมืดและด้านสว่าง ซึ่งเป็นไปตามปรัชญาเกี่ยวกับพลัง ที่อยู่ในหนังจอร์จ ลูคัสเป็นผู้สร้างสรรค์ ไคโล เรนยืนยันว่าเขากำลังจะกลายเป็นเจไดที่มีพลังมากที่สุด แต่ลุคผู้มีภูมิปัญญาตอบกลับว่า อำนาจไม่ได้นำไปสู่อะไรเลย นอกจาก “สุสานที่ว่างเปล่า”

ถ้าบาดแผลที่เกิดขึ้นในอัตตาของเขาจากอดีตอาจารย์ยังไม่เลวร้ายมากพอ ไคโลยังเจอกับความทรมานทางร่างกายบนดาวมุสตาฟาร์ด้วย เมื่อโฮโลครอนระเบิดสร้างความน่าหวาดกลัวมากขึ้นสำหรับไคโล ที่ใบหน้าก็ดูน่าหวาดหวั่นอยู่แล้ว

เรย์ยังคงเป็นใครก็ไม่รู้
Duel of the Fates ยังสานต่อต่อสิ่งที่ The Last Jedi วางเอาไว้ ซึ่งเรย์พบว่าพ่อกับแม่ของเธอเป็นคนธรรมดาสามัญ เป็นพวก “พ่อค้าขยะโสโครก” อย่างที่ไคโล เรนบอก แต่บทของเทรโวร์โรว์จะย้ำความเป็นคนไม่สำคัญของเธอมากขึ้นอีก แล้วยังเปิดเผยให้รู้ถึงหน้าที่ของไคโล เรนก่อนหน้า The Force Awakens ด้วย โดยเขาเป็นคนจัดการกับเด็กๆ ที่มีสัมผัสของพลังตามคำสั่งของสโนค เขาแกะรอยตามเรย์อยู่นานหลายปีก่อนหน้านั้น และขณะที่เธอกำลังจะหลบหนี พ่อกับแม่ของเธอกลับไม่มีโชคเช่นที่เรย์มี

ช่วงไคลแม็กซ์ตอนท้าย ไคโล เรนจะบอกกับเรย์ว่า ชื่อเต็มๆ ของเธอคือ เรย์ โซลานา ซึ่งทำให้คนที่ไม่มีความสำคัญอะไร กลายเป็นคนที่มีตัวตนขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีความเชื่อมโยงกับพวกสายเลือดหลักของหนัง Star Wars

เรย์กับไคโล เรนมีฉากต่อสู้กันที่สุดยิ่งใหญ่ในตอนท้าย
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ดีกว่าฉากต่อสู้ระหว่างไคโล เรนกับเรย์ในห้องโถงของสโนคจาก The Last Jedi แต่ฉากต่อสู้ใน Duel of the Fates อาจทำให้ไรอัน จอห์นสันเจอกับคู่แข่งคนสำคัญ ฉากสุดท้ายที่ซับซ้อนของหนังจะเกิดขึ้นที่มอร์ทิส ดาวเคราะห์ที่ได้เห็นกันเป็นครั้งสุดท้ายในแอนิเมชันซีรีส์ Clone Wars ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีอยู่ใน ‘ความจริงเสมือนของพลัง’ ไคโลและเรย์เดินทางมาที่นี่เพื่อหาจุดกำเนิดของพลังชีวิต เมื่อทั้งคู่เจอกัน ฉากดวลกระบี่แสงระดับอลังการก็เกิดขึ้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ระหว่างการดวล ไคโลทำให้เรย์ตาบอดด้วยกระบี่แสงก่อนที่เธอจะป้องกันดวงตาได้ทัน แล้วก็พูดย้ำเรื่องการเข้าสู่ด้านมืดและด้านสว่างของเธอ จากนั้นก็พยายามตัดนิ้ว, กรีดหน้าและทำลายกระบี่แสงของเรย์

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดจบของการต่อสู้ กับการได้เรียนรู้วิธีที่จะดึงพลังชีวิตจากคนอื่น ซึ่งเห็นกันในช่วงต้นเรื่อง ไคโลพยายามใช้โอกาสนี้ดูดพลังจากเรย์ให้หมด แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะเลอา-แม่ของเขาร้องเรียก และขอให้เขากลับบ้าน ไคโลตัดสินใจคืนพลังให้กับเรย์ และดับร่างตัวเอง

เรย์ตายและได้พบกับโอบี-วันกับโยดา
หลังไคโล เรนดับ เรย์เอนตัวลงนอนกับโต๊ะหินซึ่งเป็นตัวแทนจุดกำเนิดพลังชีวิต จากนั้นก็เสียชีวิตไป เธอกลายเป็นพลังบริสุทธิ์และพุ่งขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศสีขาว ได้พบกับโยดา, โอบี-วัน และลุค ซึ่งเธอถามพวกเขาว่า ‘นี่คือความตายใช่ไหม?’

บรรดาพลังวิญญาณอธิบายกับเรย์ว่า เธออยู่ในสถานที่แห่งการหยั่งรู้ และเธอ ‘ประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกเขาล้มเหลว’ ด้วยการค้นพบสมดุลย์ระหว่างด้านมืดและด้านสว่าง ก่อนจะให้เธอเลือกระหว่าง การอยู่ร่วมกับพลังวิญญาณและใช้ชีวิตร่วมกับแกแล็กซี หรือกลับไปดำรงชีวิตตามเดิมซึ่งมีทั้งความทุกข์และความรัก เธอเลือกการกลับไปมีชีวิต ขณะที่พลังวิญญาณค่อยๆ จางหาย โอบี-วันก็บอกว่า “เรย์ เธอคือเจได เรย์ โซลานา แต่เธอจะไม่ใช่คนสุดท้าย”

มีฉากไฮไลท์ ที่แตกต่าง
ฉากชวนช็อคฉากสำคัญใน Duel of the Fates ก็คือฉากที่อาร์ทูว์-ดีทูว์ถูกทำลายจากการต่อสู้นดาวคอรัสซังท์ เขาได้รับความเสียหายอย่างหนักและไม่สามารถกู้มาได้ แต่ในการกลับมาสู้กับจักวรรดิ ชิวเบ็คกาเอาบางส่วนของร่างอาร์ทูผูกติดกับหลัง แล้วเมื่อพวกต่อต้านเอาชนะปฐมภาคีได้ ชิวอีก็เตรียมสร้างเจ้าหุ่นบี้บๆ ขึ้นมาใหม่

ขณะที่ชิวอีจัดการกับร่างของอาร์ทูว์ เลอาก็หยิบเอาไดรฟ์บันทึกความทรงจำของมันไปใส่ไว้ในสมองกล ในฉากที่ทำให้นึกถึงการปรากฏตัวครั้งแรกของเธอใน A New Hope เมื่ออาร์ทูว์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง มันย้อนความทรงจำของตัวเองซึ่งเป็นเรื่องการต่อสู้ของพวกขบถในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมาในมุมมองของมัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ถูกลุคซื้อ, โอบี-วันมอบกระบี่แสงที่เคยเป็นของพ่อลุคให้ลุค และเรื่องราวของฮานกับเลอาบนดาวเอนดอร์ ฯลฯ

เลอาเป็นตัวละครหลัก
บทของเทรโวร์โรว์เขียนขึ้นก่อนหน้าที่แคร์รี ฟิเชอร์จะจากไปในปี 2016 เพราะฉะนั้นไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้กำกับจะเปลี่ยนแผนในการทำงานหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ในฉบับของเขาเลอาจะเป็นตัวละครสำคัญ ในฐานะนายพลที่พวกต่อต้านจำเป็นต้องมี

หนึ่งในฉากเด็ดจากบทก็คือตอนที่อาร์ทูว์ฉายภาพของเลอาไปทั่วแกแล็กซี ซึ่งเธอขอความช่วยเหลือจากทุกคนเพื่อล้มปฐมภาคี โดยบอกว่า “พวกคุณเป็นเพียงความหวังเดียว”

เลอากับโพมีฉากโต้ตอบกันไปมา ซึ่งย้ำความสัมพันธ์แบบชอบถกเถียงกันของทั้งคู่อย่างที่เห็นใน The Force Awakens นอกจากนี้เธอยังใช้พลังเพื่อสื่อสารกับไคโล เรนในตอนท้าย เพื่อทำให้เขาทิ้งความปรารถนาด้านมืด เลอายังอยู่ในฉากสุดท้ายกับบรรดาผู้รอดชีวิต ซึ่งอาร์ทูว์ถูกกู้มาใช้งานได้อีกครั้ง

แต่ท้ายที่สุด ความสำคัญของเลอาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงหาก Duel of the Fates ถูกสร้างขึ้นมาจริงๆ

โรสเป็นคนเชื่อมสายยานอวกาศ ให้มันพุ่งชนดาวเคราะห์จนระเบิด
บทของเทรโวร์โรว์เต็มไปด้วยฉากที่ทำให้นึกถึงหนัง Star Wars ไตรภาคต้นฉบับ เช่นใน Return of the Jedi เมื่อตอนท้ายของ Duel of the Fates จะนำเสนอสามสถานการณ์พร้อมๆ กัน เรย์ดวลกับไคโล, การต่อสู้ในอวกาศ และแผนของโรสที่จะจัดการกับปฐมภาคี

โดยเธอถูกพวกมันจับตัว แล้วพาไปที่ฐานบนดาวคอรัสซังท์เพื่อสอบสวน แต่เธอก็หนีออกมาได้ จากนั้นก็ใช้ความสามารถทางช่างตัดกำลังปฐมภาคี ด้วยการเชื่อมยานสตาร์ เดสทรอเยอร์เข้าสู่ไฮเปอร์ไดรฟ์ และผลลัพธ์ก็คือเมื่อยานพยามยามออกจากคอรัสซังท์ มันกลับพุ่งตรงเข้าชนดาวแทน

พลังวิญญาณของลุคมีบทเด่น
ลุค สกายวอลเกอร์ อาจพบจุดจบอย่างเป็นทางการใน The Last Jedi แต่นี่คือหนัง Star Wars ที่บางครั้งการแตกดับหมายถึงการกลับมาด้วยพลังที่บางทีมากกว่าเคยคิดไว้ และหลายๆ ครั้ง พวกเจไดที่จากไปสามารถกลับมาในรูปแบบของวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใน Duel of the Fates อยู่บ่อยครั้ง แทนที่จะโผล่มาไม่กี่ครั้งอย่างที่เห็นใน The Rise of Skywalker ลุคจะปรากฏตัวแทบจะเป็นปกติในหนังที่ไม่ถูกสร้าง ตอนต้นเขาจะฝึกเรย์ต่อ และที่สำคัญกว่านั้น ด้วยอะไรก็ตามเขาจะสื่อสารกับไคโล เรน อดีตผู้สืบทอดของตัวเอง เพื่อล่อให้เขากลับมาสู่ด้านสว่าง นอกจากนี้ยังมีเสียงก้องของเจไดคนสุดท้ายเกิดขึ้น ในตอนที่เรย์กับเบนพูดถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนธรรมเนียมโบราณในอดีตที่แยกเจไดกับซิธออกจากกัน แต่ที่เป็นไฮไลท์สำคัญก็คือ การพูดถึงพลังของลุคในหนังตอนท้าย

การเล่าเรื่อง
หากเอาบทของเทรโวร์โรว์ มาไล่เป็นเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ในหนังก็เริ่มด้วยตัวหนังสือเปิดเรื่องที่ว่า

“การควบคุมอันเข้มงวดของปฐมภาคี แผ่ไปจนถึงขอบเขตไกลสุดของแกแล็กซี มีเพียงดวงดาวไม่กี่ดวงที่อยู่กระจัดกระจายที่ไม่ถูกยึดครอง ใครที่ทรยศจะถูกลงโทษถึงตาย
“ด้วยความตั้งใจที่จะขัดขวางสถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้น ผู้นำสูงสุดไคโล เรนจัดการทำให้การสื่อสารระหว่างระบบที่อยู่ใกล้เคียงกันเงียบลง
“ภายใต้การนำของนายพลเลอา ออร์กานา ฝ่ายต่อต้านวางแผนปฏิบัติการลับที่จะปกป้องทำลายล้างพวกเขา และหาทางเดินหน้าหาทางไปสู่อิสรภาพ…”

ฉากเปิดเรื่อง: จะเป็นการปฏิบัติภารกิจบนอู่จอดยานบนดาวควอท เพื่อเปิดทางสู่การโจมตีคอรัสซังท์ เป้าหมายของภารกิจคือ หาไฟสัญญาณเจไดที่ถูกซ่อนเอาไว้ที่นี่ ซึ่งจะช่วยให้พวกต่อต้านทำงานง่ายขึ้น บีบี-เอ็ทและโรส จะแทรกซึมเข้าไปบนดวงจันทร์ของดาวควอท ซึ่งปฐมภาคีใช้ทาสสร้างยานอวกาศให้ ที่แถวๆ วงแหวน ด้านใต้ของดวงจันทร์ฟินน์กับโพจะอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีซี-ธรีพีโอ แล้วเรย์ก็เดินทางมาถึง

แผนการที่วางไว้คือ ส่งระเบิดเข้าไปในแกนพลังงาน เพื่อส่งแร่ดิบเข้าไปในวงแหวน แต่แผนเผิดพลาด พวกปฐมภาคีบรรจุระเบิดได้ ผู้บัญชาการวอห์นถึงกับพูดว่า กลยุทธของพวกต่อต้าน “น่าอนาถมาก”

เรย์ปลอมตัวเป็นทัสเคนไรเดอร์ ซึ่งเผยให้เห็นว่าเธอสร้างอาวุธของตัวเองขึ้นมา เป็นกระบี่แสงสองทางที่เอากระบี่ของเธอและของลุคมาเชื่อมต่อกัน เกิดการต่อสู้กันขึ้น โพและฟินน์, โรส, เรย์ และบีบี-เอ็ท ขโมยยานสตาร์ เดสทรอเยอร์มาได้ และใช้เป็นพาหนะในการหลบหนี

ไนฟ์ ไนน์ ยานที่เต็มไปด้วยอัศวินแห่งเรนมาถึงควอท เรนตัดสินใจสังหารผู้การวอห์นที่ทำงานผิดพลาด

ตัดภาพมาที่คอรัสซังท์: ซึ่งไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกต่อไปแล้ว “อาคารใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้นเหนือสิ่งก่อสร้างสุดอลังการจากยุคสาธารณรัฐเก่า” และถูกปกครองโดยปฐมภาคี หากก็ยังมีพระราชวังและป้อมปราการให้เห็น ประชากรกลายเป็นพวกเก็บของเก่า ฮักซ์ที่เป็นเสนาบดีฮักซ์ สั่งประหารบิสค์ โควา คนทรยศที่ช่วยพวกต่อต้านขโมยยานสตาร์ เดสทรอเยอร์ ด้วยการใช้กิโยตินแสง

ฮักซ์กับผู้บัญชาการเซลเล็คประชุมกับนายพลจากดาวต่างๆ ในแบบเดียวกับสภาของจักรวรรดิ เห็นได้ชัดว่าปฐมภาคีก็มีพันธมิตร สภารู้ว่าเรย์กำลังจะเป็นเจไดคนสุดท้าย และอยากรู้ว่าไคโล เรนอยู่ที่ไหน? เมื่อจู่ๆ เขาก็หายตัวไป ฮักซ์รู้แค่ว่า ไคโลพยายามตามหาบางสิ่งที่มีพลังมหาศาล

ตัดมาที่มุสตาฟาร์: ไคโล เรนอยู่ที่นี่เพียงลำพัง หากไม่นับหุ่นในแบบดาร์ธมอล หนวดเคราขึ้นครึ้มหลังทุ่มเทกับการตามหาบางอย่างมานาน เรนถูกหลอกหลอนโดยพลังวิญญาณของลุค “นี่คือสถานที่ด้านมืดนำทางมา สุสานอันว่างเปล่า” ไคโลย้อนตอบ “แล้วเส้นทางของท่านล่ะ นำไปที่ไหน?”

ลุคพยายามทำให้เขากลับไปหาเลอา แต่ไคโลปฏิเสธ “ข้ากำลังจะมีพลังมากกว่าเจไดคนไหน… กระทั่งท่าน”

ในวิหารของเวเดอร์ ไคโลพบโฮโลครอนของซิธ ที่ปรากฏว่ามีโฮโลแกรมของพัลพาทีน ที่ตั้งใจบันทึกไว้ให้เวเดอร์ พัลพาทีนสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าของเวเดอร์ ว่าลุคจะเป็นคนสังหารเขา พัลพาทีนจึงบอกให้เวเดอร์ตามหาอาจารย์ของเขาที่ชื่อว่าทอร์ วาลัม เพื่อฝึกพลังด้านมืดให้เสร็จสมบูรณ์ ไคโลตั้งใจที่จะเดินตามรอยตาม เลยตัดสินใจออกตามหาวาลัม ส่วนโฮโลแกรมหลังส่งข้อความให้ไคโลเรียบร้อยก็เกิดระเบิด ส่งแสงสีแดงออกมาแผดเผาไคโลจนถึงกับร้องครวญคราง

ตัดมาที่ฐานของฝ่ายต่อต้านที่ คอร์-อแลฟ: เลอาแสดงให้เห็นว่า เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นกับเบน ชิวเบ็คกาและผู้กองคอนนิกซ์บอกกับเลอาว่า ทีมปฏิบัติภารกิจที่ควอทกลับมาแล้ว พวกเขาถึงกับตะลึงที่ได้เห็นยานสตาร์ เดสทรอเยอร์มาลงจอดบนดาว แล้วก็มีฉากขำๆ ที่เรย์ใช้ความสามารถทางจิตกับเจ้าหน้าที่ของปฐมภาคีที่ยังอยู่บนยาน

เรย์บอกกับฟินน์ว่า เธอไม่รู้สึกว่ามีอะไรในตัวที่จะทำให้เป็นเจได และไม่สามารถทำอะไรได้อย่างที่คนอื่นๆ คาดหวัง ฟินน์ถามเธอว่ายังรู้สึกถึงไคโลไหม เรย์สารภาพว่าเธอสัมผัสถึงฝันร้าย ฟินน์ถามว่าใช่ไคโลหรือเปล่า เรย์ตอบว่าเธอไม่สามารถอธิบายถึงการเชื่อมต่อของตัวเองกับไคโลได้ “เธอต้องปิดประตูของเขา เขาไม่สามารถเปลี่ยนได้แล้ว มันสายไปแล้ว” ฟินน์บอกกับเรย์ ที่ตอบกลับมาว่า “มันไม่สายที่จะเปลี่ยนแปลง นายบอกฉันเองนะเรื่องนี้”

พวกต่อต้านตระหนักได้ว่า ยานสตาร์ เดสทรอเยอร์มีอาวุธมากมาย แต่มีอย่างหนึ่งที่หายไปก็คือ กองทัพที่จะใช้มัน

เรย์ทำการค้นคว้าข้อความเจไดจากอันช์-โท และพบว่าที่ใต้อารามเจไดในคอรัสซังท์ มีระบบสื่อสารที่เรียกว่า ไฟนำทางแห่งพลัง จากยุคสาธารณรัฐเก่า ซึ่งสามารถส่งสัญญาณให้ดาวเคราะห์ถึง 50 ดวง ทำให้พวกต่อต้านวางแผนใช้หาพันธมิตร เพราะปฐมภาคีไม่สามารถหยุดการทำงานของมันได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิดก่อนเทคโนโลยีของจักรวรรดิ “ความหวังคือทุกอย่างที่เรามีเหลืออยู่” เรย์บอก

พลังวิญญาณของลุคปรากฏตัวขณะที่เรนกำลังฝึก เขาพยายามทำให้พลังของเรย์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะเดียวกันเขาก็พยายามทำให้ไคโลปลดปล่อยเบน

ไคโลกลับมาที่คอรัสซังท์ ในสภาพใบหน้าเสียโฉม เขาจัดการหล่อเกราะแมนดาลอเรียนและใช้มันกับใบหน้าของตัวเอง จากนั้นก็เผชิญหน้ากับฮักซ์และแสดงอาการดูแคลน ด้วยการบอกว่าเขาไม่อยากได้ตำแหน่ง

เรย์พูดกับลุคขณะฝึกว่า “สมดุลย์เหรอ? ความมืดขัดขวางแสงสว่าง แสงทำให้ความมืดเลือนหาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสมดุลย์ในพลังจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
ลุค: “ฉันรู้จักความโกรธนั้น พ่อของฉันก็มี”
เรย์: “อาจารย์ของฉันและอาจารย์ของเขาก็พูดแบบนั้น ปรมาจารย์เป็นพันคนล้วนอยากบอกพวกเราว่าควรมีชีวิตอย่างไร”

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันที่เหลือนับจากนี้ระหว่างเรย์กับลุค ส่วนใหญ่ไม่พ้นเรื่องที่เรย์พยายามหันหลังให้การเป็นเจได เธอถึงกับยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนๆ นั้น ลุคพยายามทำให้เธอเชื่อมั่นในตัวเอง โดยย้ำว่าพลังกำลังพูดกับเธอ

กลับมาที่ไคโล เขากับฮักซ์ยังตั้งแง่ต่อกันและกัน ไคโลบอกว่าเขาจะจากไปอีก แต่ต้องบอกกับฮักซ์ไว้ก่อนว่าพลังที่เขาเจอจะทำลายดวงดาวได้ คำสั่งสุดท้ายที่ไคโลมีต่อฮักซ์ก็คือ “หาพวกต่อต้าน กวาดมันให้เกลี้ยง แล้วปล่อยผู้หญิงคนนั้นให้ฉัน”

ทีมเอ ที่ประกอบด้วย โรส, ฟินน์, อาร์ทูว์ และซี-ธรีพีโอ จะเดินทางไปคอรัสซังท์เพื่อส่งไฟสัญญาณ
ทีมบี ที่ประกอบด้วย เรย์, โพ, ชิวเบ็คกา จะเดินทางไปยังดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง เพื่อตามหาใครบางคนเพื่อช่วยให้เรย์ค้นพบว่า อะไรที่เธออยากจะเป็น
ไคโลเดินทางไปดาวเคราะห์ของพวกซิธ – เรมนิคอร์ โดยก่อนหน้าจะออกจากคอรัสซังท์ เขาพูดกับหน้ากากของเวเดอร์ว่า เขาเข้าใจเวเดอร์แล้วในตอนนี้ “ท่านปล่อยให้ความรักปกคลุมความคิดของตัวเอง” แล้วก็โยนหน้ากากของเวเดอร์จากชั้นบนจนตกมาแตกเป็นเสี่ยงๆ

เลอายังอยู่ที่ฐานเพื่อดูแลกองกำลังของฝ่ายต่อต้าน ก่อนเรย์จะจากไป เธอกับเลอามีโอกาสได้พูดคุยกัน ซึ่งเรย์บอกว่า เธอเชื่อว่ายังคงมีด้านที่ดีในตัวไคโล เลอากลับลังเล โดยเรย์ย้ำว่าเธอเชื่อในการฝึกเจไดของตัวเอง เลอาตอบว่า “เธอไม่เหมือนพ่อหรือพี่ชายของฉัน เธอเป็นคนหน้าใหม่ ไม่ว่าอะไรก็ตามเกิดขึ้น จำไว้ว่าพลังเลือกเธอนะเรย์ เรื่องราวของเธอไม่ควรถูกเขียนโดยบุคคลอื่น”

ส่วนเรื่องราวที่เหลือร็อบ เบอร์เน็ทท์ สรุปเหตุการณ์เอาไว้ว่า
ปฐมภาคีแกะรอยยานสตาร์ เดสทรอเยอร์ที่ถูกขโมยมาจนถึงคอร์-อลาฟ แต่พวกต่อต้านหลบหนีได้ทัน

ทีมเอแทรกซึมเข้าไปในอารามเจไดสำเร็จ เปิดไฟสัญญาณได้ ทำให้สถานที่ต่างๆ ทั่วแกแล็กซีได้รับสัญญาณ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกตัดโดยปฐมภาคี ทำให้ทีมเอหนีไปที่ใต้ดาวคอรัสซังท์

ทีมบีถูกยานไนฟ์ ไนน์ของพวกอัศวินแห่งเรนตามล่า แต่ท้ายที่สุดก็เดินทางไปถึงดาวเคราะห์โบนาดาน

ไคโลมาถึงเรมนิคอร์ และเผชิญหน้ากับ ทอร์ วาลัม เอเลียนอายุ 7,000 ปี ที่ไม่รู้จุดกำเนิด, ตัวผอมสูง, กล้ามเนื้อเต็มไปด้วยพลังแข็งแรง ไคโลเริ่มการฝึกกับวาลัม ได้ต่อสู้อย่างดุดันกับเวเดอร์แต่พ่ายแพ้

ที่ดาวเคราะห์ โบนาดาน: โพพาเรย์ไปหาเดอะ เซียร์ ที่สามารถดึงข้อมูลต่างๆ ออกมาจากความทรงจำได้ เดอะ เซียร์สดึงเอาชาร์ทดวงดาวออกมาจากจิตใจในส่วนที่เป็นการมองเห็นของเธอกับไคโล อัศวินแห่งเรนตามมาถึงและต่อสู้กับเรย์ด้วยกระบี่แสง เรย์เอาชนะได้ทำให้ทีมบีสามารถหลบหนีออกจากโบนาดาน

ในที่สุดทั้งเรย์และไคโลก็เดินทางมาถึงมอร์ทิส

เลอาขอให้แลนโดช่วยรวบรวมพวกนักค้าของเถื่อนเพื่อร่วมต่อต้านปฐมภาคี

โรสถูกจับตัวและถูกทรมานโดยปฐมภาคี แต่เธอก็หนีมาได้

ฟินน์, อาร์ทูว์ และซี-ธรีพีโอ เริ่มปลุกระดมผู้คนในคอรัสซังท์เพื่อก่อการปฏิวัติ โดยมีเป้าที่ป้อมปราการและพระราชวังของปฐมภาคี

เลอานำกองกำลังของเธอมาถึงคอรัสซังท์ ทำให้เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ทั้งในอวกาศ, บนพื้นดิน (แบบเดียวกับใน Return of the Jedi) โดยชิวอีได้ขับเครื่องเอ็กซ์-วิงในการสู้รบครั้งนี้

เรย์กับไคโลต่อสู้กันบนดาวมอร์ทิส มีการใช้พลังดึงพลังของกันและกัน แล้วด้วยอะไรบางอย่างความจริงเรื่องพ่อแม่ของเรย์ก็ถูกเปิดเผย โดยไคโลเป็นคนสังหารทั้งคู่ตามคำสั่งของสโนค ในตอนท้ายพลังวิญญาณของลุค, โอบี-วัน, โยดาปรากฏตัวขึ้น เพื่อช่วยเหลือเบนแต่ก็ไม่สำเร็จ เบนแตกดับไปแล้ว

หากท้ายที่สุด ฝ่ายต่อต้านก็ชนะและปฐมภาคีพ่ายแพ้

ในฉากสุดท้าย ฮัน โซโลปรากฏตัวขึ้นและได้เจอกับไคโลอีกครั้ง

คอนเส็ปท์ อาร์ท
นอกจากจะมีบทที่รั่วออกมาแล้ว Duel of the Fates ก็ยังมีภาพคอนเส็ปท์ อาร์ทหลุดออกมาด้วยเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของโคลิน เทรโวร์โรว์ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความแตกต่างไปจากตัวภาพยนตร์ที่ได้ชมกันจากฝีมือของเจ.เจ. เอบรามส์ ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านของประชาชนที่มีต่อปฐมภาคีในคอรัสซังท์, การปรากฏตัวของโอบี-วัน เคนโนบี, ไคโล เรนเดินทางไปที่อารามของเวเดอร์ รวมไปถึงซิธลอร์ดอายุ 7,000 ปี ทอร์ วาลัม

เทรโรว์โรว์เองก็ยืนยันว่า ภาพคอนเส็ปท์อาร์ทชุดใหญ่ที่หลุดออกมา เป็นภาพจาก Star Wars IX ของเขาจริงๆ พร้อมยอมรับว่าหนังที่เขาเคยถูกวางตัวเอาไว้ในฐานะผู้กำกับ ใช้ชื่อ Duel of the Fates “ใช่ ภาพพวกนี้มาจาก Duel of the Fates แต่ผมไม่เคยฆ่าอาร์ทูว์นะ เขาแค่เจอเล่นงานหนักๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับเราทุกคนนั่นแหละ” เทรโวร์โรว์ทวีทตอบข้อสงสัยของแฟนๆ ที่มีต่อภาพที่หลุดออกมา โดยภาพที่หลุดออกมาเป็นภาพของเลอากำลังคุกเข่าเพื่อใส่ข้อมูลบางอย่างให้กับหุ่นบีบี-เอ็ท ซึ่งเป็นการคารวะฉากในตำนานจากหนัง A New Hope, ภาพของเรย์กับกระบี่แสงสองทาง ที่ถูกสร้างขึ้นจากของที่เธอเคยใช้ตอนอยู่ที่ดาวแจคคู, ภาพของซี-ธรีพีโอโอบอาร์ทูว์ ซึ่งจากที่รู้กันก็คือ เจ้าหุ่นตัวสีฟ้าขาวได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ไม่ถึงกับจากไปอย่างที่แฟนๆ กลัวกัน แล้วก็ภาพสุดท้ายที่แสดงให้เห็นว่าไคโล เรนได้ดวลกับดาร์ธ เวเดอร์

และนี่คือภาพคอนเส็ปท์ อาร์ทบางส่วนที่หลุดออกมา

วิญญาณพลังของลุคคว้ากระบี่แสงของไคโล เรนด้วยมือเปล่า

“ในการศึกที่คอรัสซังท์ อาร์ทูว์ถูกทำลาย ส่วนหัวของเจ้าหุ่นไหม้เกรียม เราจะได้เห็นอารมณ์ที่พรั่งพรูจากซี-ธรีพีโอ ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ฟินน์ถึงกับพูดไม่ออก เขาตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และชิวอีเอาชิ้นส่วนกะโหลกของอาร์ทูว์ผูกติดกับหลังของตัวเองเอาไว้”

 

เรย์ถูกฝึกโดยลุค ที่ดาวโคราเลฟ

 

ไคโลสู้กับเวเดอร์

เรย์ใช้กระบี่แสงสองทางต่อสู้กับไคโล เรน ที่บริเวณยอดโบสถ์ของดาวมอร์ทิส ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นหน้ากากอันใหม่ของไคโลด้วย

เรย์ใช้กระบี่แสงสองทางที่เอากระบี่แสงของเธอกับลุคมาต่อกัน จัดการกับสตอร์มทรูเปอร์บนยานสตาร์ เดสทรอเยอร์

“เมื่อฝ่ายปฐมภาคีพ่ายต่อพวกต่อต้านอย่างราบคาบ ในการศึกที่คอรัสซังท์ ฮักซ์หยิบกระบี่แสงสีม่วงและทำการคว้านท้องตัวเอง”

เลอาส่งข้อความผ่านบีบี-เอ็ท หรืออาจจะให้เจ้าหุ่นอัดข้อความโฮโลแกรมของเธอ ที่ทำให้นึกถึง A New Hope

ซี-ธรีพีโอกับอาร์ทูว์ สำรวจความเสียหายของคอรัสซังท์

ฟัลคอนลงจอดที่โบนาแดน ซึ่งโพเคยใช้ชีวิตที่นี่ร่วมกับปู่ (หรือตา)

ปฐมภาคีคือผู้ปกครองคอรัสซังท์ ก่อนจะแพ้ต่อพวกต่อต้าน

ฟินน์ตะโกนเรียกหาเรย์ ระหว่างการต่อสู้ที่คอรัสซังท์

พวกสตอร์มทรูเปอร์เปลี่ยนข้างและประชาชนแห่งคอรัสซังท์ ส่งเสียงยินดีท่ามกลางเจ้าหุ่นวอล์เกอร์ ที่ถูกแต่งแต้มเป็นของพวกเขา

สตอร์มทรูเปอร์เตรียมตัวสู้ศึกกับประชาชนแห่งคอรัสซังท์

ประชาชนชาวคอรัสซังท์ เตรียมพร้อมสู้กับปฐมภาคี โดยมีการทาสีวอลเกอร์ที่พวกเขายึดมาด้วย

บิสค์ โควา ที่ทรยศพวกปฐมภาคี ถูกประหารโดยกิโยตินแสงที่คอรัสซังท์

โพและเรย์ ขับยานเรเซอร์ไปตามท้องน้ำของดาวโบนาดาน โดนยมีอัศวินแห่งเรนบนยานไนฟ์-ไนน์ ไล่ล่า

หน้าตาของทอร์ วาลัม

โรส, ฟินน์, ซี-ธรีพีโอ และอาร์ทูว์ พยายามที่จะติดเครื่องส่งสัญญาณนำทางที่คอรัสซังท์ เพื่อฉายภาพโฮโลแกรมของเลอาไปทั่วแกแล็กซี

 

เรย์เผชิญหน้ากับตัวประหลาดที่ด้านนอกป่าของดาวมอร์ทิส

 

 

แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสรุปว่า การนำบทที่มีและภาพคอนเส็ปท์ อาร์ทที่สร้างขึ้นไปทำเป็นภาพยนตร์จะดีกว่าหรือแย่กว่า The Rise of Skywalker แต่การเดินรอยตามงานที่ไรอัน จอห์นสันทำไว้ใน The Last Jedi โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นด้านสีเทาของเจได ซึ่งเป็นสิ่งที่ The Rise of Skywalker ไม่หยิบมาใช้เลย รวมไปถึงการให้บทสรุปของหนังไปจบกันที่คอรัสซังท์ ดาวเคราะห์สำคัญของเจไดและซิธ ก็ทำให้เรื่องราวของ Duel of the Fates มีความน่าสนใจไม่น้อย

ถึงหนังของเอบรามส์จะทำได้ดีในการกอบกู้ชื่อเสียงให้กับเบน แต่ในเวลาเดียวกันชะตากรรมของเขาไม่ต่างไปจากเวเดอร์ใน The Return of the Jedi ซึ่งก็รวมไปถึงการให้การรบครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นที่ดาวเอนดอร์เหมือนกันอีกต่างหาก ทำให้หนังไม่ต่างไปจากการทำซ้ำ โดยที่ยังไม่ต้องไปนับเรื่องรู้โหว่ของบทที่มีให้เห็นมากมาย

แต่กับการที่งานของเทรโวร์โรว์ถูกตีตก และงานของเอบรามส์ได้ฉาย ท้ายที่สุดในการดวลกันของโชคชะตาที่ส่งผลต่อเรื่องราวที่เดินหน้ามายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ The Rise of Skywalker คือผูัชนะ แม้จะเต็มไปด้วยบาดแผลทั่วร่างก็ตามที

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง เรื่องราวของ Duel of the Fates หนัง Star Wars ที่ไม่มีโอกาสได้สร้าง คอลัมน์ Special Scoop นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1297 ปักษ์แรกกุมภาพันธ์ 2563


SHARE THIS
  • 199
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    199
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On