เรื่องเมาท์ในวงการเพลง จากเจ้าพ่อเพลงป็อปแห่งยุค 70 ไนล์ ร็อดเจอร์ส

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ไนล์ ร็อดเจอร์ส เป็นศิลปิน และโปรดิวเซอร์ เจ้าของผลงานฮิตๆ มากมายในวงการเพลงป็อป โดยสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองมาตั้งแต่กลางยุค 70 มาจนถึงปลายยุค 80 เขาเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ ชิค วงดิสโก้ระดับตำนาน และมีเพลงดังของชิคเพียบที่เขาเป็นผู้ร่วมแต่ง และเล่นกีตาร์อย่าง Le Freak หรือ Good Times รวมไปถึงเพลงที่เขาแต่งให้วงซิสเตอร์ สเลดจ์ We Are Family เชื่อว่าเพลงเหล่านี้แฟนเพลงสากลในยุคเดอะ พาเลซบูมน่าจะคุ้นเคยกันดี

nile rodgers michael jackson

ไมเคิล แจ็คสัน (ซ้าย) กับ ไนล์ ร็อดเจอร์ส

พอชิคยุบวงในปี 1983 ร็อดเจอร์สพาตัวไปอยู่เบื้องหลัง กลายเป็นยอดโปรดิวเซอร์ในแนวทางป็อป ทำงานให้กับศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ ในอัลบั้มระดับตำนานของพวกเขาเช่น Let’s Dance ของเดวิด โบวี่, Like a Virgin ของมาดอนนา และ Notorious ของ ดูแรน ดูแรน แล้วก็ยังมีเพลงฮิตอีกหลายต่อหลายเพลงของ ธอมป์สัน ทวินส์, เดอะ บีฟิฟตี้ทูว์ เป็นต้น

ยุค 90 ร็อดเจอร์สเจอกับช่วงเวลาตกต่ำ เมื่อติดยา จนกระทั่งในช่วงปีที่ผ่านมา ร็อดเจอร์สกลับมาได้รับการยกย่องอีกครั้ง ในฐานะตัวพ่อผู้ก่อตั้งแนวทางดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ แดนซ์ ที่มีคนรักมากที่สุด แค่เวลาเพียงปีครึ่ง เขาได้ทำงานกับศิลปินตัวเจ๋งๆ ในแนวทางนี้เป็นว่าเล่น เริ่มจาก ดาฟท์ พังค์กับเพลง Get Lucky และ Lose Yourself to Dance, อาวีซี ในเพลง Lay Me Down แล้วก็ยังมีงานที่ทำร่วมกับเดวิด เก็ตตา, ดิสโคลเชอร์ และโปรดิวเซอร์เพลงเต้นรำระดับหัวแถวในยุคนี้อีกมากมาย

และรับรู้ถึงความสำคัญของผู้ชายคนนี้แล้ว ดนตรีมีเหตุจะพาไปรับรู้เรื่องราวในวงการเพลงจากไนล์ ร็อคเจอร์ ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานานกว่า 4 ทศวรรษ ผ่านการทำงานกับซูเปอร์สตาร์เพียบ และหนึ่งในนั้นก็คือ ไมเคิล แจ็คสัน กับอัลบั้ม HIStory ในปี 1995

ตอนทำงานชุดนี้ ร็อดเจอร์สกำลังอยู่ในช่วงที่บำบัดอาการติดยาอยู่ด้วย “งานส่วนของผมในอัลบั้มของไมเคิล แจ็คสัน จริงๆ แล้วมันกินเวลาไม่กี่นาที ภายในไม่กี่นาที เขาก็โอเคกับมัน เขาพูดออกมาทำนองว่า “เจ๋งมาก’ ตอนที่ผมกำลังจะเดินออกจากห้องอัด เขาก็ก็หยุดผมไว้ แล้วพูดว่า ‘ไนล์ ผมพอจะคุยกับคุณสักพักได้ไหม?’ เราคุยกันนานเป็นชั่วโมง ผมบอกเขาว่าทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะไม่อยากยา แล้วก็พูดถึงเรื่องโปรแกรมในแต่ละวัน ที่ผมต้องปฏิบัติ เขาคงไม่เคยได้ยินเรื่องโปรแกรมนี้ เลยพูดออกมางงๆ ผมเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน จนเข้ารับการบำบัดนั่นแหละ ผมต้องอธิบายให้เขาฟังว่า โปรแกรมในแต่ละวันทำงานกันยังไง ผมช็อคนะที่จู่ๆ เขาก็มาสนใจเรื่องการบำบัดยาเสพติด แล้วก็เรื่องพวกนี้ ผมไม่รู้ว่าไมเคิลเป็นอะไร ยังไง แต่ลักษณะแบบนี้ทำให้เขาเหมือนเป็นพวภูตตัวเล็กๆ อยากรู้ อยากเห็น

“เวลามองโลกผ่านดวงตาของเขา ผมว่าเขาห่วงเรื่องวิธีการที่สื่อนำเสนอ หรือตีความเขาผิดๆ มากจนเกินเหตุ โลกดูเหมือนจะต่อต้านเขา และผมก็เสนอให้เขาพัก ‘มาที่บ้านผมในคอนเน็คติคัทซิ ไม่มีคนสนใจอะไรพวกนี้หรอก’ แล้วผมก็ได้ใบหน้าของเขาราวกับจะแสดงออกมาว่า ‘ผมไม่ต้องการให้ไม่มีคนสนใจ’ ผมเลยตอบไปว่า ‘เอ่อ… ไมเคิล คนพวกนั้นไม่สามารถพูดเรื่องดีๆ ได้หรอก เพราะพวกเรามันเพี้ยน!!! เราเป็นพวกคนเพี้ยน ที่มาทำอะไรบ้าๆ บอๆ แล้วก็เปิดให้วิพากษ์วิจารณ์ เข้าใจนะไอ้น้อง!’ เขาเป็นคนดังตั้งแต่ยังเด็ก เขาเลยรู้จักแต่โลกของมายา และรู้เพียงคนในโลกรักเขา แต่เมื่อคนมาทำอะไรบ้าๆ ใส่เขา เขาจะไม่เข้าใจมัน”

พอล ไซมอน (ขวา) กับอาร์ต การ์ฟังเกล

เริ่มจากพอล ไซมอน ที่ร็อดเจอร์สได้เล่นกีตาร์ให้ในอัลบั้ม Hearts and Bones เมื่อปี 1983 ซึ่งเขาเล่นได้เยี่ยมยอดมากๆ ‘พอลแทบจะทำให้ผมคลั่ง คลั่งจริงๆ นะ ผมบอกเขาไป ‘ผมไม่สามารถทำงานแบบนี้ได้ พอล… รู้ไหมเพื่อน เรามีเทคเจ๋งๆ ให้ได้ใช้ตั้ง 90 เทคเข้าไปแล้วนะ! แล้วไอ้การที่คุณรู้ความแตกต่างระหว่างแต่ละเทค ใน 90 เทคเนี่ย มันบ้า! คุณบ้าไปแล้วพอล!’ แต่นั่นคือสิ่งที่คุณต้องรัก สำหรับการทำงานกับคนในระดับอัจฉริยะอย่างเขา นั่นละพอล ไซมอน”

การทำงานกับมาดอนนา ในอัลบั้ม Like A Virgin เมื่อปี 1984 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่เขื่อหรือไม่ว่า เขาไม่เคยกลับไปทำงานกับเธออีกเลยนับตั้งแต่นั้น “มีอยู่ 2 เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ซึ่งไปถามเธอ เธออาจปฏิเสธก็ได้นะ แต่มันคือความจริง เธอไม่อยากออกทัวร์ โดยไม่มีผมในฐานะมิวสิค ไดเรคเตอร์ติดสอยห้อยตามไปด้วย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะผมต้องทำงานเพลงอื่นๆ อีก ดังนั้น… บางทีในมุมมองแปลกๆ เธอรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะใส่ใจ หรือถูกทรยศก็เป็นได้ นั่นเป็นอะไรเล็กๆ ที่เกิดขึ้น

“เธอเพิ่งแต่งงานกับฌอน เพ็นน์ แล้วเพ็นน์ ก็มีปัญหากับแฟนของผมในตอนนั้น ถึงแม้ในตอนหมั้นกัน ทั้งคู่หมั้นกันแล้ว ก็ไปอยู่ด้วยกันที่อพาร์ทเมนท์ของเธอ แล้วก็อะไรอีกหลายอย่าง แต่บางครั้งอะไรแบบนั้นมันก็ส่งผลในทางตรงกันข้ามกับคุณ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วแทบไม่มีอะไรจะจัดการได้ด้วย ตอนนั้นเธอฟังฌอน เพ็นน์มาก นี่คือทุกอย่างที่ไม่มีใครเคยนึกถึง ไม่มีใครยอมรับ แต่มันคือเรื่องโคตรจะจริง

มาดอนนา (ซ้าย) กับร็อดเจอร์ส

“ต่อจากนั้น บางทีอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ข้อตกลงเรื่องค่าตัวของผม ซึ่งเป็นเงินก้อนโต แถมรับประกันด้วยว่าอัลบั้มต่อไป ก็จะยังคงเหมือนเดิม ถ้าคิดจากมุมมองของผม ผมสมควรได้รับมัน และไม่มีเหตุผลจะต้องอ่อนข้อให้ ‘ผมทำอัลบั้มที่ขายได้ถึง 20 ล้านอะไรก็ช่างให้คุณ!!! แล้วทำไมผมจะต้องได้น้อยลงด้วยละ?’ แต่ทำไมเธอควรจะต้องจ่ายมากขึ้น ตอนนี้… เธอมีอัลบั้มขายได้ 20 ล้านอะไรก็ช่างแล้วหรือยังล่ะ? ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าเลย

“พอเอาทุกอย่างมารวมกัน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เธอและผมไม่เคยคุยกันถึงเรื่องนี้เลย เพราะผมรู้ดีว่าตัวเองต้องยืนกรานตามเดิม ผมได้คุยกับหลายๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ พวกเขาบอกผมว่า ‘โธ่ ไนล์ แค่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิมหน่อย’ และผมก็ตอบ ‘เพื่อน มันเป็นเรื่องทางเทคนิค คุณต้องดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย’ ในตอนนั้น ไม่มีใครเชื่อในตัวเธอยกเว้นผมกับอีก 2-3 คน ผมอยากทำงานกับมาดอนนาอีกครั้ง แต่ผมคงต้องบอกเธอด้วยว่า ‘นี่คือสัญญา มันตกลงกันไปเรียบร้อยแล้วนะ มาทำงานกัน’ แล้วเธอก็คงตอบว่า ไม่ ผมเข้าใจได้ ผมรับรองได้เลยว่า เธอไม่เคยจ่ายอะไรแบบนี้อีกเลยนับตั้งแต่นั้น แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะกัน เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ผมไม่เคยเสียใจที่ไม่ได้ทำงานกับมาดอนนาอีกเลย ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ จนกระทั่งใครๆ ก็พูดถึงมัน”

บ็อบ ดีแลน

ในปี 1996 ไนล์ ร็อดเจอร์สโปรดิวซ์เพลง Ring of Fire ซึ่งเอามาทำใหม่ให้หนัง Feeling Minnesota โดยมีบ็อบ ดีแลนเป็นคนร้อง “นึกภาพคนที่เป็นตำนานจริงๆ อย่าง บ็อบ ดีแลน นั่งอยู่ตรงนี้ ในอพาร์ทเมนท์ของผมอยู่ราวๆ 2-3 วัน แล้วก็พูดถึงแต่เรื่องของ คอนเซ็ปท์ ซึ่งงานที่เราทำคือ แค่เอาเพลง Ring of Fire มาทำใหม่! ผมบอกเขาไป “บ็อบให้ผมคิดถึงการเรียบเรียงเถอะ เราได้ดูหนัง แล้วเรียบเรียงออกมาได้ มันเท่มากๆ’ เขาจะโทรหาผมทุกๆ วัน ‘คุณคิดว่าเสียงร้องออกมาดีไหม?’ ผมตอบ ‘บ็อบ… มันเจ๋งแล้ว มันเป็นงานในหนัง เป็นเพลงแค่เพลงๆ เดียว ไม่มีปัญหาอะไรหรอก’ เขาจะห่วงโน่น ห่วงนี่ไปหมด เขาอยากให้ผมทำประตูหลังห้องอัด ซึ่งเขาจริงจังกับมันมากๆ “ไนล์ คุณคิดว่าเราจะทำประตูหลังได้ไหม? ผมบอก ‘เอ่อ… ทำไมหรือบ็อบ?’ เขาตอบ ‘เพราะเรากำลังเดินเข้ามาในห้องอัดบนถนนสาย 48’ ผมแย้งกลับ ‘แต่บ็อบ ถ้าเราทำประตูหลัง จะกลายเป็นว่าเราเดินเข้ามาในห้องบนถนนสายที่ 47 แทน เราไม่มีซอยในนิว ยอร์คเลยนะ’ แล้วเขาก็ ‘เออ… ใช่ ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ในมุมนี้เลย”

แล้วกับศิลปินรุ่นใหม่ ร็อดเจอร์สได้ทำเพลง Lay Me Down ร่วมกับอาวีซี ดีเจระดับท็อป เจ้าของเพลง Wake Me Up และอดัม แลมเบิร์ทอีกหนึ่งศิลปินจากเวทีอเมริกัน ไอดอล “อาวีซีและผมเริ่มทำงานเพลงนี้กันในช่วงบ่ายๆ ของวันหนึ่ง แล้วพอราวๆ สี่ทุ่ม เขาก็หมดแรง ผมกับเขาจบได้แค่ท่อนคอรัส และเขาก็ชอบมันมาก ‘ว้าว… นี่ออกมาเยี่ยมมากๆ เรามีเพลงๆ หนึ่งละ แล้วก็มีท่อนคอรัส ผมคิดว่าเราน่าจะจบเพลงนี้ได้สักวันหนึ่งนะ’ นั่นเพราะเขาเพิ่งจบการแสดงที่เวกัสมา แล้วก็รู้สึก ‘เอ่อ… ผมอยากกลับบ้าน’ ส่วนผมก็อยากนอนน้อยมาก ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ‘ผมหยุดแค่ตอน 4 ทุ่มไม่ได้ – นายกำลังหลอกฉันหรือเปล่า?’ ผมเลยนั่งทำงานต่อ โดยใช้ท่อนคอรัสเจ๋งๆ ที่ว่ายืนพื้น แล้วบันทึกเสียงมันโดยไม่มีเสียงร้องนำ

“ผมโทรหาอดัม แลมเบิร์ท ที่ขลุกอยู่กับผมเมื่อคืนก่อน ผมจำได้เลาๆ ว่าเพื่อนของเขาจัดปาร์ตี้วันเกิด ซึ่งเขาน่าจะจุดไฟติดแล้วละ ตอนมาถึงเขาดูรั่วๆ ได้ที่ ผมบอกเขาไป ‘อดัม ผมต้องการคุณ เพราะต้องมีใครสักคนที่ร้องเพลงนี้’ แล้วเขาก็ ‘โอ… ม่ายยย ผมร้องม่ายด้ายหรอก’ ผมย้ำ ‘อดัม เถอะน่า คุณเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมรู้ว่าทำได้นะ’ เขาตอบ ‘ได้ๆๆ ขอเวลาผมสัก 2-3 ชั่วโมง ผมจะจัดการโม่มันออกมาให้ได้

“เขามานั่งข้างๆ ผม พยายามเชื่อมเนื้อร้องเข้ากับชีวิตของตัวเอง สิ่งที่เขารู้สึกในตอนนี้ ผมบอก ‘อดัมร้องใส่ไมค์เลย จัดการมันเดี๋ยวนี้’ เขาก็เดินออกไปร้อง จบมันในไม่กี่เทค แล้วผมก็ส่งไปให้อาวีซี เขาตื่นมาตอน 8 โมงเช้าเปิดอีเมล์ของผม สัก 8.05 ผมก็ได้โทรศัพท์จากเขา ‘ไนล์นี่มันเพลงฮิตชัดๆ'”

แล้วก็มีเรื่องตลกอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่ร็อดเจอร์สกับเบอร์นาร์ด เอ็ดเวิร์ดส์ มือเบสของชิค ไปได้ยินวงเดอะ บีจีส์นินทางพวกเขาในงานมอบรางวัล งานหนึ่งในยุค 70 “เรายืนอยู่ข้างๆ พวกบีจีส์ในห้องน้ำ พวกเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เลยพูดถึงพวกเรา ‘พวกที่ได้รางวัลชนะเรามันเป็นใคร?’ ผมเลยบอกไป ‘อ่อ… นั่นคือพวกเรานะ ยินดีที่ได้รู้จัก’ แล้วมันก็กลายเป็นมุขเด็ดมาตลอด โรบิน กิบบ์กับผมเพิ่งหัวร่องอหายกับเรื่องนี้ ตอนไปให้สัมภาษณ์กับบีบีซีหลังไมเคิล แจ็คสัน เสียชีวิต ‘จำครั้งแรกที่เราเจอกันได้ไหม ในห้องน้ำใช่หรือเปล่า?’”

จากเรื่อง เรื่องราวน่ารู้ในวงการจากเจ้าพ่อเพลงป็อปกลางยุค 70 ไนล์ ร็อดเจอร์ส 2 โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 15-16 ตุลาคม 2556

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On