เรื่องเล่าชาวร็อค ชีวิตของโทนี แม็คแคร์รอลล์ หลังจาก Oasis

SHARE THIS
  • 186
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    186
    Shares

แม้จะเป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Oasis วงร็อคจากเกาะอังกฤษ ที่จะว่าไปแล้วมาก่อนเลียม กัลลาเกอร์ด้วยซ้ำ เมื่อเขากับพอล แม็คกิวแกน และโบนเฮด ร่วมกันตั้งวง The Rain ที่มีคริส ฮัตตันเป็นนักร้องนำในปี 1991 ก่อนจะดึงเลียม กัลลาเกอร์มาแทน และเปลี่ยนชื่อเป็นโอเอซิส แต่โทนี แม็คแคร์รอลล์ก็ไม่ได้อยู่ชื่นชมความสำเร็จของวงได้นานนัก เพราะเดือนเมษายน 1995 เขาก็ถูกเขี่ยออกจากวง หลังเป็นมือกลองในอัลบัมชุดแรกของวง Definitely Maybe และในเพลง “Some Might Say” ซิงเกิลอันดับ 1 ของโอเอซิสจากอัลบัมชุดที่สอง (What’s the Story) Morning Glory?

 

แม็คแคร์รอล สมัยอยู่กับ โอเอซิส (ซ้าย) กับภาพในปัจจุบัน

และนี่คือเรื่องราวชีวิตของเขาหลังจากนั้น ที่จอห์น แชมมาส แห่งแมนเชสเตอร์ อีฟนิง นิวส์ เอามาเล่าให้ฟัง หลังได้พบกับโทนีในงานเปิดตัวหนังสารคดี Supersonic ของวงเมื่อปี 2016 ซึ่งทำให้เขาได้เจอกับเลียม กัลลาเกอร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาได้เห็นภาพของร็อคสตาร์, เพื่อนในวัยเด็ก แค่จากโทรทัศน์ หรือตามหน้านิตยสาร, หนังสือพิมพ์ต่างๆ ในช่วงเวลาที่โอเอซิสกำลังครองโลก

โทนีมางานนี้กับไบรอัน แคนนอน กราฟิค ดีไซเนอร์ ที่ออกแบบปกอัลบัม Definitely Maybe งานชุดแรกและหนึ่งในอัลบัมที่เยี่ยมที่สุดของวง หลังได้รับคำเชิญจากไบรอันให้มาร่วมปาร์ตีหลังงานจบ โทนีรู้สึกลังเลอยู่พักใหญ่ “ผมคงไปร่วมงานไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันเป็นการเริ่มต้นทุกอย่างขึ้นมาอีก?” แต่ก็อย่างที่เขาบอกในเวลาต่อมา “เราทุกคนดื่มกันจนปลิ้น แล้วผมก็คิด… ช่างมันเถอะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมเดินดิ่งตรงเข้าไป แล้วถามใครสักคนหนึ่ง… ‘เลียมอยู่ไหน?’ จากนั้นก็เดินไปที่เขาแล้วเอ่ยทักทาย ‘ไง’” ซึ่งในตอนนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ในปี 1995 โทนีที่เป็นมือกลองของโอเอซิส ต้องเจอกับเรื่องขมขื่น เมื่อต้องแยกทางกับวงก่อนหน้าที่พวกเขาจะเข้าห้องอัดทำอัลบัม What’s the Story Morning Glory? ในตอนนั้นความสัมพันธ์ของเขากับโนลกำลังแตกร้าว และมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ที่แย่ไปกว่าก็คือ เขาพบว่าสถานภาพของตัวเองในวงคือ ‘ว่างเปล่า’ โทนียังจำได้ดีว่าเขาวิ่งอย่างบ้าคลั่งไปตามผับแถวๆ ฮีตัน มัวร์ เพื่อหาว่าวงนั่งกันอยู่ที่ไหน พยายามจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและหาทางออก หรืออย่างน้อยก็ได้รับคำอธิบาย

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนหลายปีผ่านไป เรื่องราวต่างๆ ถูกเล่าออกมา ‘ทั้งหมด’ ในหนังสือ รวมไปถึงการที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นจอมระเบิดอารมณ์ แต่ในงานปาร์ตีที่โรงแรมกอแธม ในแมนเชสเตอร์คืนนั้น กลับกลายเป็นคืนที่ทำให้โทนีสามารถมองย้อนกลับไปได้อย่างมีความสุข

“มันเป็นการสวมกอด แล้วก็หอมแก้ม ‘ตายห่- นายเป็นไงบ้าง?’ แล้วทุกอย่างก็…” โทนีเล่า “เขาปลีกตัวออกมา ส่วนเด็บบี แฟนของเขาก็หาโต๊ะให้เรา จะได้นั่งคุยกัน ‘แม่นายเป็นไงบ้าง? เรื่องนั้นล่ะ? เรื่องนี้ล่ะ?’ ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้ง หรือจริงจังไปกว่านั้น มันก็แค่ได้เจอกับเลียมที่ผมเคยเจอมาก่อน มันผ่อนคลายจริงๆ”

โทนี แม็คแคร์รอลล์ (ขวาสุด) ถ่ายกับสมาชิกในวง หลังเวทีที่ เดอะ คิง ทุท ในกลาสโกว์ เดือนพฤษภาคม 1993 ก่อนขึ้นไปเล่นโชว์ที่ทำให้วงได้เซ็นสัญญาอัดแผ่นเสียง

เป็นความผ่อนคลายที่โทนีในวัยจะห้าสิบปี ได้รับหลังออกจาก.. ไม่ใช่แค่วงดนตรีวงหนึ่ง แต่เป็นวงโอเอซิส หนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกนับตั้งแต่ The Beatles ซึ่งเป็นการรวมตัวของเพื่อนๆ จากโบสถ์แคธอลิคแถวบ้าน และพวกชนชั้นแรงงานในแมนเชสเตอร์ โดยการแสดงสุดท้ายของเขากับวง ก็คือการเล่นเพลง “Some Might Say” ในรายการ Top of the Pops

แต่อะไรล่ะ ที่ทำให้เขาต้องออกจากวง เรื่องนี้มันอยู่ที่ว่าใครพูด โนล กัลลาเกอร์ บอกว่า เขาไม่ดีพอสำหรับสำหรับเพลงฮิตทั้งหลายที่ตัวเองแต่งในอัลบัมที่สองของวง ซึ่งก็รวมไปถึง “Don’t Look Back In Anger” และ “Wonderwall”

ส่วนโทนีอ้างว่า เขาโดนไล่ออกจากวงเพราะไปต่อต้านความเป็นเผด็จการในวงของโนลหลายต่อหลายครั้ง

ไม่ว่าจะเชื่อใครก็ตาม สิ่งที่ตามมาก็คือ การดำเนินคดีในศาล เมื่อโทนีพยายามฟ้องโอเอซิสเรียกเงินถึง 18 ล้านปอนด์ โดยอ้างว่าเขามีส่วนในสัญญาที่วงเซ็นกับครีเอชัน เรคอร์ดส์รวมห้าชุด

ท้ายที่สุดทุกอย่างจบลงที่นอกศาลด้วยตัวเลข 6 หลัก ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ควรจบลงแบบนี้

โทนีโตมากับคนอื่นๆ ในวง เล่นฟุตบอลด้วยกัน ใช้ชีวิตในละแวกบ้านที่ห่างกันไม่เกิน 2 ไมล์ “แม่พวกเราเคยทำบิสกิตด้วยกันที่แม็ควิตีส์เลยด้วยซ้ำ” แต่ท้ายที่สุดเขากับโอเอซิสก็จบลงอย่างที่เห็น และโทนีก็อยากหนีไปให้พ้นๆ “ผมไม่กล้าพาตัวเองออกมาจากกระเป๋าเสื้อผ้าไปตั้ง 2-3 ปี” เขากล่าว “ผมอยากหนีวงที่ผมเคยไปเที่ยว ไปออกทัวร์ด้วยกัน วงก็ดังขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขา แต่ผมอยากพ้นๆ จากเรื่องพวกนี้ทั้งหมด ผมเลยไม่ใส่ใจแล้วก็เมินเฉยกับสิ่งต่งๆ กันตัวเองออกไป ผมไปอเมริกา, เตเนริเฟ จริงๆ ผมดื่มหัวราน้ำอยู่ร่วมๆ 3 ปี แต่ในเวลาเดียวกัน คดีในศาลก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ผมยิ่งพยายามหนีให้พ้นๆ แต่ก็ต้องมาคุยกับทนายตามนัด ซึ่งนั่นไม่ใช่ผม ผมเป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผมไม่เคยชื่นชอบหรือสนใจเรื่องกฎหมายหรือคดีความ และโกรธมากที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ มันดึง มันลาก มันทึ้งผม มันควรเป็นการตกลงกันในวิธีการที่ดีกว่านี้

“พอคดีตกลงกันได้ ก็เหมือนปลดเปลื้องอะไรได้บ้าง มันรู้สึกแบบ… ‘โอเค นายไปอยู่ในที่ปลอดภัยสักพักนะ’ ซึ่งก็ดี แต่ผมไม่เคยอยากอยู่ในสถานะแบบนั้น มันก็ต้องทน ถ้าคุณถามว่า ผมกลับมาอยู่ในสภาพปกติตอนไหน บางทีคงไม่เลย มันมีอะไรที่ทำให้นึกถึงวันห่วยๆ ในโอเอซิสทุกวัน

“ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ, เพื่อนๆ ใครบางคนที่ทำงานด้วย ผมไม่เคยห่างจากการเป็นมือกลองดั้งเดิมของโอเอซิส ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจำเป็นต้องเชิดหน้ารับมัน”

โทนี ในวันที่ 4 มีนาคม 1999 ซึ่งเป็นวันที่สามารถตกลงกับวงได้นอกศาล

ท้ายที่สุด เมื่อคดีจบสิ้นจริงๆ โทนีก็ยอมรับว่าเขาไม่อยากปรับตัวไปสู่ชีวิตปกติ เลยตัดสินใจเปิดสตูดิโอดนตรีที่เดนตัน, เทมไซด์ ให้เด็กๆ ที่อยู่บ้านโดยไม่มีใครดูแลมาใช้ สนับสนุนให้พวกเขาเล่นดนตรี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านบวกให้ชีวิต โดยโทนีจะให้ทิศทางการทำงานกับพวกเขาบ้าง ซึ่งก็เป็นแบบเดียวกับที่ The Real People วงจากลิเวอร์พูล นำทางให้โอเอซิสในช่วงแรกๆ ของการทำงาน ในตอนที่ทางวงอัดเดโมเพลงฮิตในอนาคตอย่าง “Colombia”

เขาสอนทั้งกลองและกีตาร์ แล้วก็ให้คำแนะนำกับเด็กๆ ชีวิตของโทนีในวันนี้กลับมาสู่ ‘การทำงานตามปกติ’ ซึ่งเขาบอกว่า ทำให้ตัวเองสภาพจิตใจปกติด้วยเช่นกัน และทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี แต่เมื่อถามถึงวันอันแสนมหัศจรรย์ในการออกอัลบัม Definitely Maybe ซึ่งกำลังจะครบ 25 ปีในเดือนสิงหาคมนี้ ความทรงจำในอดีตก็พรั่งพรูอย่างน่าตื่นเต้น ออกมาจากปากของโทนี

“มันมีความมั่นใจ ความมั่นใจแบบโคตรมั่นใจว่า พวกเราจะไม่ล้มเหลว” เขาเล่า “ห้องซ้อมดนตรีที่เดอะ บอร์ดวอล์ค คือฟองสบู่น้อยๆ ของพวกเรา เราออกมาจากประตูของที่นั่น ก้าวไปสู่โลกกว้าง รู้สึกอย่างกับเดินออกจากยานอวกาศเลยให้ตายซิ มันเหมือนเรามองกันและกันแล้วก็คิดว่า ‘เกิดบ้าอะไรขึ้นในนั้นวะ?’ มีเพื่อนๆ ที่ซ้อมดนตรีอยู่ในห้องอื่นๆ มาหาผมแล้วบอกว่า ‘พระเจ้า นั่นมันอะไรวะ?​ ฟังดูแล้วมันเจ๋งมาก’ ไม่มีใครสักคนในกลุ่มของพวกเขา ที่คิดถึงการเป็นซูเปอร์สตาร์ หรือว่าเงิน มันเป็นเรื่องของการพยายามดิ้นรนออกจากชีวิตปกติและงานที่ทำอยู่ทุกวันมากกว่า”

ท้ายที่สุด โอเอซิสก็เดินออกจากห้องเล็กๆ ที่ เดอะ บอร์ดวอล์ค ไปได้ไกลถึงเน็บเวิร์ธ

“มันเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ด้วย” โทนีพูดถึงการเดินทางจากห้องซ้อมและกลายเป็นวงที่เล่นต่อหน้าคนเป็นแสนที่เน็บเวิร์ธ “นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เวลามองย้อนกลับไปจากวันนี้ ทำให้ผมรู้สึกขมขื่น ใช่… ผมผิดหวังแน่ๆ กับการที่มันจบแบบนั้น แต่มันก็ยังมีความภูมิใจไม่น้อย”

และน้ำเสียงของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ เมื่อถูกถามถึงว่า เพลงที่เริ่มต้นทุกอย่างของวง “Supersonic” ถูกสร้างขึ้นมายังไง?

ตอนนั้นวงไปจองห้องอัดเพื่อบันทึกเสียงเพลง “Bring It On Down” ซึ่งวางไว้ว่าจะเป็นซิงเกิลแรก แต่โทนีบอกว่่า “มันไม่น่าจะทำให้เกิดอะไรขึ้นหรือไปด้วยกันได้” – “แล้วพอผมเริ่มเล่นกลอง ทำซาวนด์เช็คขึ้นมา ประตูห้องก็ถูกเปิดออก แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นในเดี๋ยวนั้น มีใครสักคนตะโกนว่า ‘เล่นต่อไป เล่นต่อไปเรื่อยๆ’ และในเวลาไม่กี่นาที เราก็ได้เพลง “Supersonic” ซึ่งคุณคิดว่ามันใช่เลย ‘พระเจ้า นั่นมันโคตรเจ๋งเลย’”

ความผิดหวังที่โทนีรู้สึกจากการถูกทิ้งโดยเพื่อนๆ ถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด ผ่านหนังสือ Oasis: The Truth: My Life as Oasis’s Drummer เมื่อปี 2010 ซึ่งบอกว่า โนลกุมอำนาจในวงแล้วมือกลองกลายเป็นเพียงคนข้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ยังไง โดยคนหนึ่งที่ตกเป็นเป้าอารมณ์โกรธของโทนีในหนังสือก็คือ พอล แม็คกวิแกน หรือ กวิกซี – มือเบส การเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเด็กๆ เตะบอล เล่นด้วยกัน ทำให้การถูกเขี่ยออกมาขณะที่วงโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ สร้างความเจ็บปวดให้เขามากขึ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ โทนียินดีลบเรื่องร้ายๆ ออกไป

“ผมอยากไปหาเขา” โทนีบอก “ผมรู้จักเขามานานที่สุดในวง แล้วเขาก็เปลี่ยนไปจากการเป็นคนดัง คุณก็เป็น มันเกิดขึ้นแบบนั้นแหละ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยที่คุณไม่ทันได้มองตากันด้วยซ้ำ มีหลายอย่างที่ผมเคยบอกว่าว่า คงจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ในหนังสือ… บางทีผมก็แรงไปหน่อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมเอาคืนกลับบ้าง แต่ผมอยากเจอเขานะ”

กับวาระครบรอบของอัลบัม Definitely Maybe โทนีจะเดินสายทั่วเกาะอังกฤษและไอร์แลนด์ จัดกิจกรรมถาม-ตอบและเป็นดีเจให้กับแฟนๆ ซึ่งจัดโดยบริษัท เอเอ็มเอ มิวสิค เอเจนซี ทำให้มือกลอง ที่ปัจจุบันใช้ชีวิตในแทรฟฟอร์ด ต้องเตรียมตัวสำหรับการรำลึกถึงอัลบัมที่มีความหมายสำหรับแฟนๆ และตัวเอง แต่เขาก็บอกออกมาว่า ไม่รู้สึกเบื่อ หรือเหนื่อยอะไร

“คุณแค่เปิดมัน แล้วก็พูด ‘ตายห่- นี่มันพิเศษสุดจริงๆ’

“ในตอนนั้นเราจะได้รับรู้ถึงคุณค่าของเพลงเหล่านี้ ได้รู้ว่ามันเยี่ยมแค่ไหน “Live Forever”, “Slide Away”, “Supersonic” มันเป็นเพลงร็อคจัดเต็ม แล้วก็เป็นเพลงรัก มันเป็นการเอาสิ่งที่ดีที่สุดมารวมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดได้จากความวิเศษสุดๆ เราทุกคนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร กำแพงเสียงที่เกิดขึ้นจากผม, กวิกซี และโบนเฮด เต็มไปด้วยพลัง ทุกอย่างมันอยู่ตรงนั้น แล้วเลียมกับโนลก็ก้าวเข้ามา อะไรที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

แล้วสิ่งดีๆ ทุกอย่างก็มาถึงจุดจบ แต่ไม่ใช่แค่สำหรับโทนี กับเลียม, โนล, โบนเฮด และกวิกซี ด้วย วงแยกทางกันในปี 2009 เลียมกับโนลต่างก็ไปเป็นศิลปินเดี่ยว ถึงกระนั้นทั้งคู่ก็ยังทะเลาะเบาะแว้งกันผ่านสื่อ และดูมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้อีกครั้ง

โดย นพปฎล พลศิลป์ จากเรื่อง เรื่องเล่าชาวร็อค ชีวิตของโทนี แม็คแคร์รอลล์ หลังจาก Oasis คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 15-17 พฤษภาคม 2562

 


SHARE THIS
  • 186
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    186
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On