เลียวนาร์ด นีมอย – สป็อค จาก Star Trek เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 83 ปี

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เลียวนาร์ด นีมอย เจ้าของวลีอมตะในโลกภาพยนตร์ “ขอให้ยั่งยืน และรุ่งเรือง” (Live long and prosper) และประ่สบความสำเร็จมากมายในการทำงาน ทั้งนักแสดง, ผู้กำกับ, นักเขียน และ ถ่ายภาพ จากไปแล้วเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์​ จากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ด้วยวัย 83 ปี

นีมอยเป็นที่รู้จักดีจากบท นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งวัลแคน – สป็อค จากซีรีส์ไซ-ไฟคลาสสิค Star Trek นอกจากนี้ยังเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จเช่นกันจากหนังเรื่อง Star Trek ตอน The Search for Spock และThe Voyage Home และที่ไม่ใช่งานจาก Star Trek อีกหลายเรื่อง นีมอยยังเป็นนักแสดงละครเวทีที่ได้รับการยอมรับ, นักเขียน และตากล้อง แล้วก็รวมไปถึงการร้องและแต่งเพลงอีกด้วย

แต่ถึงจะมีความสามารถรอบด้าย แต่นีมอยก็มีบทของสป็อคเป็นตราประทับสำคัญโดยเขารับบทนี้ตั้งแต่ในตอนไพล็อตของซีรีส์ Star Trek ในปี 1965 แต่หลังจากสร้างติดต่อกันได้ 3 ปี ซีรีส์ก็ถูกระงับสร้างในปี 1969 หลังจากนั้นนีมอยก็ไปเล่นซีรีส์ Mission: Impossible ปีที่ 4 ในบท ปารีส – เจ้าแห่งการแปลงโฉม รวมไปถึงรับบทในหนังใหญ่อีกหลายเรื่อง อาทิ หนังตะวันตกในปี 1971 เรื่อง Catlow กับ ยูล บรินเนอร์ และริชาร์ด เครนนา, งานรีเมค Invasion of the Body Snatchers ในปี 1978 กับโดนัลด์ ซุเธอร์แลนด์ และเจฟฟรีย์ โกลด์บลัม

สำหรับงานโทรทัศน์นีมอยมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องในยุค ’70s และคว้ารางวัลเอ็มมีมาได้จากบทสามีของโกลดา แมร์ ภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง A Woman Called Golda ในปี 1982 โดยในยุค ’70s นีมอยยังมีผลงานเด่น จากการเป็นเจ้าของเสียงบรรยายในสารคดี In Search of … ซึ่งเป็นสารคดีที่ว่าด้วยเหตุการณ์ที่หาคำอธิบายไม่ได้ หรือเรื่องราวตำนานพื้นบ้านต่างๆ

ในปี 1979 นีมอยกลับมารับบทสป็อคอีกครั้งใน Star Trek: The Motion Picture หนังใหญ่เรื่องแรกของ Star Trek ที่แม้จะได้คำวิจารณ์ที่ไม่ดีนัก แต่ก็ทำรายได้อย่างงดงาม มากพอที่ทางพาราเมาท์จะเปิดไฟเขียวให้ทำต่อ และมีหนังตอนต่อ ตามออกมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงยุค 1990s ได้แก่ The Wrath of Khan (1982), The Search for Spock (1984), The Voyage Home (1986), The Final Frontier (1989) และ The Undiscovered Country (1991) โดยนีมอยยังบทสป็อคในทุกตอน โดยในตอน The Search for Spock เขาปรากฏตัวเพียงไม่กี่ฉาก

นอกจากนี้ นีมอย ยังไปปรากฏตัวในซีรีส์ตอนแยกของ Stra Trek ที่ชื่อ Star Trek: The Next Generation ในบางตอน และเมื่อ เจเจ เอบรามส์ มาทำ Star Trek ใหม่ เขาก็เลือกแซคารี ควินโตมารับบทนี้ โดยที่นีมอยได้ปรากฏตัวในหนังด้วย

สำหรับงานกำกับ หลังได้กำกับงานโทรทัศน์ อย่าง Rod Serling’s Night Gallery และซีรีส์ ที่เพื่อนร่วมจอใน Star Trek – วิลเลียม แชทเนอร์ รับบทนำ T.J. Hooker นีมอยก็ได้กำกับ Star Trek III: The Search for Spock ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทำให้นีมอยได้กำกับ Star Trek ตอนต่อมา รวมไปถึงหนังใหญ่อีก 4 เรื่อง ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ 3 Men and a Baby (1987) ที่นำโดย ทอม เซลเล็ค, เท็ด แดนสัน และสตีฟ กุทเทนเบิร์ก รวมไปถึงหนังที่ไดแอน คีตันเล่นกับเลียม นีสัน The Good Mother (1988)

นีมอยยังเป็นนักแสดงละครเวที ที่ประสบความสำเร็จ ผลงานชิ้นสำคัญๆ ก็ได้แก่ละครบรอดเวย์เรื่อง Full Circle ที่กำกับโดย ออตโต พรีมิงเกอร์ ในปี 1973 และไปแสดงแทนแอนโธนี ฮอพกินส์ ในบทมาร์ติน ไดสาร์ท เรื่อง Equus ในปี 1996 เขากำกับละครเวทีเรื่อง The Apple Doesn’t Fall Far From the Tree รวมทั้งยังแสดงในละครอีกหลายเรื่อง เช่น รับบทแสตนลีย์ โควาสกี ในละครเวทีเรื่อง A Streetcar Named Desire เมื่อปี 1955 ซึ่งเป็นโปรดัคชันทีมนักแสดงแอตแลนตา และได้ทัวร์เล่นในอีกหลายเมือง และเป็นเทฟเยในละคร Fiddler on the Roof ฉบับปี 1971, เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ในละครปี 1976 และวินเซนท์ ฟาน โก๊ะที่เป็นการโชว์เดี่ยวใน Vincent: The Story of a Hero ซึ่งเขาอำนวยการผลิตและกำกับในปี 1978-80

เลียวนาร์ ไซมอน นีมอย เกิดที่บอสตัน ในครอบครัวชาวยิวที่อพยพมาจากยูเครน และสนใจเรื่องการแสดงมาตั้งแต่เด็ก โดยในตอน 8 ขวบ เขาก็เล่นละครเวทีเรื่อง Hansel and Gretel จากนั้นพอโตขึ้นก็เข้าเรียนการแสดงที่ บอสตัน คอลเลจ แล้วก็เดินทางมาทำงานในฮอลลีวูด โดยบทนำบทแรกที่เขาได้รับเป็นบทในหนังเรื่อง Kid Monk Baroni เมื่อปี 1952

ตั้งแต่ปี 1953-55 เขาไปรับราชการทหาร และพอกลับมาก็ได้บทเล็กๆ ในหนังใหญ่หลายต่อหลายเรื่อง แต่กับงานโทรทัศน์นีมอยจะได้บทที่โดดเด่นกว่า เช่นในบางตอนของซีรีส์ Dragnet, Sea Hunt, Bonanza, Wagon Train, Rawhide, The Twilight Zone, The Untouchables, The Outer Limits, The Virginian, Get Smart และ Gunsmoke ก่อนจะโด่งดังจาก Star Trek

ล่าสุดเขาเพิ่งไปรับบทศจ. วิลเลียม เบลล์ ในซีรีส์เรื่อง Fringe และให้เสียงเป็นสป็อคในซีรี่ส์ The Big Bang Theory เมื่อปี 2012 สำหรับการให้เสียงบรรยาย เสียงที่ก้องกังวาน ทรงภูมิของเขาถูกใช้ในสารคดี, งานภาพยนตร์, โปรเจ็คท์ทางโทรทัศน์หลายต่อหลายหน ซึ่งก็รวมไปถึงสารคดีเรื่อง Ancient Mysteries ทางช่องเอแอนด์อีด้วย

นอกจากงานแสดง นีมอยยังเป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องงานเขียน เขามีหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองออกมา 2 เล่ม เล่มแรกคือ I Am Not Spock ในปี 1977 ซึ่งฟังดูเหมือนว่าเขาอยากจะหนีห่างบทนี้ แต่จริงๆ แล้วนีมอยสนุกกับการเล่นเป็นสป็อคมาก ขณะที่เรื่องราวในหนังสือ จริงๆ แล้วก็คือ การพูดถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเขามากกว่า หนังสือเล่มที่ 2 คือ I Am Spock (1995) ซึ่งก็บอกเล่าเรื่องราวที่สืบเนื่องกัน นีมอบยังมีหนังสือรวมบทกวีออกมาอีกหลายเล่ม เช่น You and I, Warmed by Love และ A Lifetime of Love: Poems on the Passages of Life

นีมอยเข้าเรียนทางด้านการถ่ายภาพที่บูซีแอลเอ ในช่วงยุค 70s และงานถ่ายภาพของเขาก็เคยมีการเปิดการแสดงในที่ต่างๆ แล้วกับวงการเพลง นีมอยมีอัลบั้มออกมาทั้งหมด 5 ชุดกับ ด็อท เรคอร์ดส์ โดยอัลบั้มแรก เป็นงานดนตรีเกี่ยวกับอวกาศ และบทพูด ชื่อ Mr. Spock’s Music From Outer Space

นีมอยแต่งงาน 2 ครั้ง ครั้งแรกกับ แซนดรา โซเบอร์ นักแสดงสาว ที่แยกทางกันในปี 1987 เขาแต่งงานใหม่อีกครั้งในปี 1988 กับซูซาน เบย์ ลูกพี่-ลูกน้องกับผู้กำกับไมเคิล เบย์

ก่อนจากไปไม่กี่วัน นีมอย ได้ทวีตข้อความสุดท้าย ผ่านทวิตเตอร์ของตัวเอง ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความหมาย และความงดงาม

Leonard Nimoy Last Tweet

สามารถกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.