แหวกม่านดูรายได้หนังปี 2014 บ็อกซ์ ออฟฟิศปีนี้ หนืด หงืด และ ไม่เฟื่องฟู

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

แกะกล่องดีวีดีฉบับนี้ ขอพักการชมหนังแผ่นชั่วคราว เพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจเอามาฝาก โดยเฉพาะคนที่ชอบและสนใจเรื่องสถิติต่างๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ เน้นเป็นพิเศษที่เรื่องของรายได้ ที่ในปีนี้ หากติดตาม Box Office เป็นประจำ ก็คงรู้กันแล้วว่า รายได้หนังซัมเมอร์ของอเมริกาปีนี้ ถือว่า “เท่งทึง” กันใช้ได้

โดยรายได้ช่วงซัมเมอร์ปีนี้ของฮอลลีวูด ถือว่าแย่ที่สุดในรอบ 8 ปี โดยรายได้คร่าวๆ ตกลงจากเดิมถึง 15-20 % แม้จะมีการส่งหนังลงตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่จุดไฟกันไม่ติด ขนาดหนังของซูเปอร์สตาร์ที่เคยขายได้อย่าง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน หรือทอม ครูส รวมไปถึงคาเมรอน ดิแอซ ก็ยังเน่าสนิท ในแบบที่ไม่ต้องหวังช่วยฮอลลีวูด เพราะแค่ตัวเองยังช่วยไม่ได้ ที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากตัวเลขที่ตกลง และการเป็นซัมเมอร์ที่หนาวที่สุดในรอบ 8 ปีแล้ว รายได้ของหนังในปีต่อปี ก็ยังลดลงเรื่อยๆ อีกต่างหาก

จากปี 2001 ซึ่งเป็นครั้งแรกในช่วงซัมเมอร์ที่ไม่มีหนังเรื่องไหนทำเงินเกิน 300 ล้านเหรียญ และไม่มีเรื่องไหนที่ทำได้ใกล้เคียง เฉพาะรายได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้นั้น ตกลงถึง 30% ทำให้เห็นหนังคว่ำหลั่งไหลเป็นสายธาร ไม่ว่าจะเป็น The Expendables 3 ที่ลงทุนไปถึง 90 ล้านเหรียญ แต่ได้คืนมาแค่ไม่ถึง 30 ล้านเหรียญ ขณะที่ Sex Tape ของดิอาซ ทำเงินได้น้อยกว่า 40 ล้านเหรียญด้วยซ้ำ ที่แย่กว่าก็คือ หายนะของ Sin City: A Dame to Kill For ที่มีดารานำอย่าง เจสสิกา อัลบา, บรูซ วิลลิส และเอวา กรีน ที่ทำรายได้แค่ 12 ล้านเหรียญ น้อยกว่าทุนสร้างถึง 5 เท่า

เอริค โลมิส หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายของเดอะ ไวน์สไตน์ คอมพะนี ซึ่งจัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ บอกว่า “เราไม่ได้เตรียมตัวรับการปฏิเสธจากผู้ชมในระดับนี้เลย มันเหมือนโดนท้าราดถังน้ำแข็งที่ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมา”

ยังดีที่ช่วงเดือนสิงหาคม มีแรงกระตุ้นจากหนัง 2 เรื่องที่กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของฤดูฉายนี้ Teenage Mutant Ninja Turtles และ Guardians of the Galaxy ไม่งั้นก็คงแย่ไปกว่าที่เห็น เพราะกับสัปดาห์สุดท้ายของซัมเมอร์ หนังสายลับของเพียร์ซ บรอสแนน The November Man แป๊กไม่เป็นท่า นั่นหมายความว่า หนังไม่สามารถช่วยสร้างกระแสอะไรได้

ซัมเมอร์ปีนี้ มีหนังที่ทำรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชันภาคต่อ How to Train Your Dragon 2 ซึ่งใช้ทุนสร้างกว่า 145 ล้านเหรียญ หรือหนังเบาสมอง A Million Ways to Die in the West ขณะที่ Edge of Tomorrow หนังไซ-ไฟ มหากาพย์ ของทอม ครูส ที่ใช้งบสร้าง 178 ล้านเหรียญ และมีนักแสดงร่วมจออย่างเอมิลี บลันท์ อาจจะได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ แต่รายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศกลับไปไม่ถึงที่หนังเรื่องก่อนหน้านี้ของครูสทำได้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฮอลลีวูดรับรู้มาตลอดถึงผลกระทบที่ได้รับจากดีวีดี และตอนนี้พวกเขาก็เจอคู่แข่งสำคัญจากการให้บริการชมภาพยนตร์แบบสตรีมมิงผ่านอินเตอร์เน็ทอย่าง เน็ทฟลิกซ์ แถมช่วงหน้าร้อนนี้ยังมีคู่แข่งอย่างการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ถ่ายทอดสดให้ชมกันทางโทรทัศน์ อีกหนึ่งองค์ประกอบที่กลายมาเป็นตัวตัดรายได้ก็คือ ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของวิดีโอ เกม ในกลุ่มของเด็กหนุ่ม และนั่นก็ทำให้ทางสตูดิโอกำลังหันเป้าหมายทางการตลาดไปที่การพยายามขยายกลุ่มคนดูผู้หญิงแทน

ปีที่แล้ว สตีเวน สปีลเบิร์ก ทำนายว่า ภูเขาน้ำแข็งที่ชื่อ ฮอลลีวูด จะละลาย และเจฟฟรีย์ แคทเซนเบิร์ก มหาเศรษฐีที่เป็นเจ้าของค่ายดรีมเวิร์คส์ แอนิเมชัน ก็ออกมาย้ำเมื่อไม่นานมานี้ว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ เป็น “ธุรกิจที่ไม่เติบโต”

ที่ยังดีสำหรับซัมเมอร์นี้ และทำให้แตกต่างไปจากปี 2013 ก็คือ สตูดิโอปล่อยหนังที่ใช้ทุกสร้างน้อยลงกว่าเดิม ทำให้ไม่ได้เห็นหนังคว่ำหนักๆ ที่พังเกินร้อยล้านเหรียญ แต่ก็ขาดหนังทำเงินหนักๆ แบบที่เคยเห็นจาก Iron Man 3 ซึ่งทำเงินไปถึง 409 ล้านเหรียญ แถมดูแล้วก็ยากจะมีหนังทำรายได้ในระดับนั้น

กระทั่ง Guardians of the Galaxy ที่กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของซัมเมอร์นี้ และอาจจะเป็นปีนี้ด้วย ก็ยังห่างไกลจากรายได้ของ Iron Man 3 พอสมควร

แต่หนังส่วนใหญ่ที่เข้าฉายตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ยังมีโอกาสหักลบกลบหนี้กับทุนสร้างได้บ้าง “เราไม่ถึงกับส่งอะไรออกไปก็แป้ก” เจฟฟ์ บล็อค นักวิเคราะห์บ็อกซ์ออฟฟิศกล่าว ที่สำคัญไม่มีหนังอย่าง After Earth, White House Down หรือ The Lone Ranger ซัมเมอร์นี้ไม่มีหนังแบบ R.I.P.D ที่ทำเงินแค่ 78 ล้านเหรียญจากทุน 130 ล้านเหรียญ แต่มี Blended ที่ได้เงิน 93.7 ล้านเหรียญจากทุนสร้าง 40 ล้านเหรียญ มี A Million Ways to Die in the West ที่ทำเงิน 82.2 ล้านเหรียญจากงบ 40 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้เปิดตัว 15 ล้านเหรียญของ Sex Tape ก็ไม่ใช่ว่าดี หากหนังกลุ่มนี้ ก็ถือว่ามีรายได้พอตู๊ๆ กันไปได้ ยังติดตัวแดงแต่ไม่แจ๊ดแจ๋ ไม่เหมือนหนังทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ ที่จอห์นนี เด็ปป์มีนกอยู่บนหัวแน่ๆ

หนังบางเรื่องอาจจะดูเหมือนคว่ำ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วฮิต เช่น Tammy ที่ทำเงินไป 71.2 ล้านเหรียญ ซึ่งมหาศาลมากเมื่อเทียบกับทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญ ส่วน Edge of Tomorrow ที่ทำเงิน 352.6 ล้านเหรียญจากทุนสร้าง 178 ล้านเหรียญ แม้จะไม่เท่าทุน แต่ก็ได้เลือดจากตลาดต่างประเทศมาช่วย บางทีซัมเมอร์นี้อาจจะมีหายนะจริงๆ ให้เห็น หาก Jupiter Ascending เข้าฉาย แต่เมื่อถูกเลื่อนไปปีหน้า ทำให้แชนนิง ทาทัมมีหนังฮิตประจำซัมเมอร์อย่าง 22 Jump Street เพิ่มขึ้น แทนที่จะถูกลืมเพราะหายนะ

แล้วทำไมรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศยังลดลง 6.1% เหตุผลหนึ่งก็คือ มีหนังฮิตระดับกลางๆ อย่าง The Conjuring และ We’re the Millers น้อยไปหน่อย ไม่ใช่แค่เพราะขาดหนังหวังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ในแบบเดียวกับที่ปีก่อนมี Iron Man 3 ขณะที่มีหนังทำเงินผ่าน 300 ล้านเหรียญน้อยมาก หนังที่ทำเงินในระดับ 90 – 120 ล้านเหรียญก็มีไม่มากพอ “สตูดิโอต้องไม่คิดแต่ทำหนังใหญ่ๆ และไม่ผลิดหนังในระดับกลางๆ” ฟิล คอนทริโอ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ของ BoxOffice.com กล่าว “ไม่ใช่ว่า หนังทุกเรื่องจะต้องทำเงินเป็นพันๆ ล้านทั่วโลก เราต้องการความหลากหลายด้วย”

บรรดานักลงทุนอาจจะดีใจ ที่ทางสตูดิโอป้องกันตัวเองจากการสูญรายได้ก้อนโตสำเร็จ แต่โรงหนังไม่ดีใจด้วยแน่ๆ “ตัวเลขผลกำไร เป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นสำหรับสตูดิโอ แต่สำหรับโรงหนัง พวกเขาต้องการแค่สินค้าที่ดี ที่เรียกคนเข้าโรงได้อย่างต่อเนื่อง แบบที่ไม่ต้องมาคิดถึงเรื่องผลกำไร” พอล เดอร์การาบีเดียน นักวิเคราะห์สื่อระดับอาวุโสของเรนแทงค์กล่าว

โรงหนังจะอยู่หรือไป ขึ้นอยู่กับคนที่เดินเข้ามารวมไปถึงยอดขายน้ำอัดลมและข้าวโพดคั่ว มันเป็นการวางเดิมพันที่ปลอดภัย เมื่อมีคนเดินเข้ามาดู White House Down และพวกเขาซื้อน้ำอัดลม

ในรายงานวิเคราะห์ธุรกิจของบริษัทโคเวนแอนด์คอมพานี ระบุว่า คนชมภาพยนตร์ในอเมริกาที่ลดลงนั้นจะเกิดขึ้น “นานๆ ครั้ง” แต่ก็ตั้งข้อสงสัยด้วยว่า “เรากำลังหาคำตอบว่า คนอเมริกันทำอะไรกันในยามพักผ่อน เล่นเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์? หรือออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน?”

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ็อกซ์ออฟฟิศของฮอลลีวูด บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2014 เป็นเพียงแค่การมาถึงวัฏจักรของมัน และในปี 2015 คนดูและโรงภาพยนตร์ จะได้ต้อนรับการมาถึงของหนังทุนสูงที่เข้าแถวรอฉายยาวเป็นหางว่าง ไม่ว่าจะเป็น Jurassic Park ภาคใหม่ หรือว่า Avengers: Age of Ultron

แต่ที่แน่ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ และปีก่อนๆ หน้า ทำให้ฮอลลีวูดหันความสนใจไปที่การหากำรี้กำไรจากตลาดนอกอเมริกามากขึ้น โดยเฉพาะ จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งหนังที่แป้กในอเมริกาอย่าง Edge of Tomorrow ของครูส เป็นตัวอย่าง และเป็นกรณีที่น่าศึกษา เมื่อสามารถทำเงินที่นี่ได้มากกว่าอเมริกาถึง 3 เท่า โดยที่ไม่ต้องไปพูดถึง Transformers: Age of Extinction ที่ทำเงินในบ้านเกิดไม่ถึง 250 ล้านเหรียญ แต่ทำสถิติถล่มทลายที่จีน ด้วยรายได้กว่า 300 ล้านเหรียญ 



จากเรื่อง แหวกม่านดูรายได้หนังปี 2014 โดย นายสะเด่าส์ คอลัมน์ แกะกล่องดีวีดี นิตยสารเอนเตอร์ 1169

ให้กำลังใจด้วยการคลิกไลค์เพจสะเด่าส์ได้ง่ายๆ ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On