ใครว่าระบบดิจิตอลไม่มีวันตาย กับ ปัญหาสำคัญในการอนุรักษ์ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม

SHARE THIS
  • 7
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    7
    Shares

นับตั้งแต่มีกล้องถ่ายภาพในระบบดิจิตอลเกิดขึ้นมาและถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ก็เกิดเรื่องถกเถียงกันมาตลอดว่า ฟิล์มหรือว่าดิจิตอลที่ให้คุณภาพของภาพออกมาดีกว่ากัน และเมื่อดิจิตอลรุกคืบเข้ามาในรงภาพยนตร์ สงครามระหว่างฟิล์มกับดิจิตอลก็ถูกย้ายตามมา จนทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายของคนทำหนัง ระหว่างฝ่ายที่อ้าแขนรับดิจิตอลอย่าง เจมส์ คาเมรอน, สตีเวน สปีลเบิร์ก หรือว่าฝ่ายที่ยังยึดมั่นกับฟิล์ม เช่น คริสโตเฟอร์ โนแลน หรือว่าเควนติน ทารานติโน

และวันนี้การถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างฟิล์มกับดิจิตอล ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะอะไร? ทำไม? เม็ก ชีลด์ส จาก filmschoolrejects.com จะมาเล่าให้ฟัง

เมื่อคราวที่คริสโตเฟอร์ โนแลนเป็นคนแรกๆ ที่ลงทุนลงแรงไปกับการพยายามใช้และอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์ เขาบอกออกมาโต้งๆ ว่า เป็น “ผลจากแรงกระตุ้นอันเห็นแก่ตัวแท้ๆ” เขาถ่ายทำหนังเรื่องแรกของตัวเองด้วยฟิล์ม 16 ม.ม. ที่เก็บไว้ และไม่ได้ย้อนกลับไปมองว่ามันเป็นตัวเลือกระดับกลางๆ ของเขา แล้วเจ้าตัวเองก็กลัวว่า ในอนาคตมันจะกลายเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธ แต่แล้วมุมมองของโนแลนก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป การปกป้องการยุติของระบบอนาล็อก กลายเป็นเรื่องของการเอาตัวรอด, ศักดิ์ศรี หรือกระทั่งรสนิยมเฉพาะ

และกลายเป็นประเด็นร้อนของกาลเวลา

คริสโตเฟอร์ โนแลน

และเวลาก็คือบางสิ่งที่โนแลนน่าจะรู้จักดีกว่าใคร เพราะจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เขาถึงกับเคยบอกว่า มันคือหนึ่งในธีมที่เขาชื่นชอบ ในฐานะของคนทำหนังที่ต้องการขายภาพที่น่าลุ่มหลง ซึ่งไม่ได้หมายถึงเรื่องเดียวกันกับการที่ (อัลเฟร็ด) ฮิทช์ค็อคชอบภาพกระแสน้ำที่ไหลวน หรือทารานติโนนิยมภาพคนที่ลงไปกองกับเท้า ในกรณีของโนแลน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ง่ายกว่านั้น เขาลุ่มหลงเวลาในฐานะท่วงท่าของภาพยนตร์ วิธีที่มันถูกจัดการบนจอ, การที่เวลาสามารถแผ่ออก-บิดเบี้ยว และพับลงบนตัวเองในแบบเดียวกับฉากขอบฟ้าปารีสที่พับลงในหนัง Inception, การที่มันค่อยๆ มาบรรจบกัน, ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น และชักนำแบบผิดๆ

แต่เวลาในความเป็นจริงไม่ได้ถูกโน้มน้าวลงมาในแบบที่เห็นในหนังของโนแลน มันเดินไปข้างหน้า และไปข้างหน้าได้เพียงอย่างเดียวพร้อมๆ กับการกัดเซาะสึกกร่อน ซึ่งเป็นสิ่งไม่เข้ากันที่ทำให้เวลาถูกละเลยได้อย่างง่ายดาย ส่วนเราก็หันไปสนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ อย่าง “ฉันจะจัดการกับปล้องที่คอของชุดค้างคาวยังไงดี?” หรือว่า “ฉันจะหาทางออกจากหาดนี้ได้ยังไง?” มากกว่า มนุษย์เรามักจะแย่ในเรื่องที่ต้องคิดยาวๆ กันเป็นปกติอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าเราไม่มีผลได้ผลเสียโดยตรงกับความคิดเหล่านั้น มันเป็นเรื่องง่ายมาก ที่จะให้ความสำคัญกับอารมณ์ที่เรารู้สึกก่อน จนกระทั่งภาพรวมของสิ่งต่างๆ ปรากฏขึ้นตามมา

จากที่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็น เรื่องทำนองนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับการอนุรักษ์ภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน เมื่อบรรดาภาพยนตร์ในรูปแบบเก่าต้องเจอกับสภาวะขาดการมองการณ์ไกลบ่อยครั้งต่อบ่อยครั้ง จนการอนุรักษ์ภาพยนตร์ตกอยู่ในความวุ่นวาย, ความเศร้าโศกเสียใจ และอันตรธานหายไป เพราะคำสาปอันเกิดจากความไม่รู้ของคนรุ่นก่อนๆ

มาร์ติน สกอร์เซซี

แล้วก็มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง บรรดาสตูดิโอมีทัศนคติที่ว่า ภาพยนตร์ห่วยๆ ที่ไม่มีความเป็นศิลปะไม่มีค่าควรกับการอนุรักษ์ไว้อย่างภาคภูมิใจ จนทำให้เกิดประโยคเด็ดจากมาร์ติน สกอร์เซซีที่ว่า “ใครจะอยากดูหนังพวกนั้น? ปล่อยมันไปเถอะ” ถ้าหากเก็บรักษากันไม่ถูกวิธี ฟิล์มภาพยนตร์ที่ผ่านการล้างมาก็จะเป็นเรื่องไร้สาระได้เช่นกัน จนสตูดิโอที่มองการณ์ไกลถึงกับต้องจัดเก็บฟิล์มเหล่านี้ไว้ในกรุเอาไว้เป็นอย่างดี แต่โชคไม่ดีที่ฟิล์มไนเตรทเป็นพวกที่ปะทุเป็นไฟได้ง่ายไม่ต่างไปจากดินปืน และนั่นก็ทำให้หนังทุกเรื่องที่ทะเว็นตี เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ สร้างขึ้นก่อนปี 1932 เสียหายไปจนหมด เมื่อเกิดไฟไหม้ในห้องจัดเก็บที่ระบบการระบายอากาศไม่ดีพอ แล้วตอนกลางยุค 60 บรรดาหนังเงียบของเอ็มจีเอ็ม ก็สูญหายไปกับควันไฟไม่ต่างกัน

ฟิล์มไนเตรทนอกจากจะมีความสามารถกวาดกรุได้จนเกลี้ยงแล้ว ยังต้องเจอกับศัตรูสำคัญ ซึ่งก็คือสตูดิโอที่เป็นเจ้าของพวกมันนั่นเอง ที่มักจะทำลายฟิล์มภาพยนตร์เก่าๆ เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้กับหนังใหม่ๆ เมื่อพวกเขามองไม่เห็นทางทำเงินจากการเก็บบรรดาหนังเงียบทั้งหลายเอาไว้ โดยเฉพาะหลังจากการมาถึงของหนังเสียง จนคนดังในวงการอย่าง ดีดับเบิลยู กริฟฟิธ, ชาร์ลี แชปลิน และแมรี พิคฟอร์ด ต้องลงเงินเพื่อปกป้องผลงานของพวกเขา

ฟิล์ม ไนเตรท

มีการประเมินกันว่า มีหนังเงียบถึง 3 ใน 4 ที่สร้างขึ้นถูกทำลายทิ้ง ซึ่งมากกว่า 90% เป็นหนังที่สร้างขึ้นก่อนปี 1929 ซึ่งในตอนนั้นภาพยนตร์เป็นเพียงแค่สินค้าที่ใช้แล้วทิ้ง ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์พอที่จะเก็บไว้ “ใครจะอยากดูหนังพวกนั้น? ปล่อยมันไปเถอะ”

อีกหนึ่งร้อยปีต่อมา ภาพยนตร์เปลี่ยนจากภาพคนเดินเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ที่ต้องชมด้วยราคาตั๋ว 5 เซ็นท์ มาเป็นงานศิลปะ ฟิล์มไนเตรทจำนวน 160,000 ม้วนตกอยู่ในความรับผิดชอบชองห้องสมุดแห่งชาติในฐานะสมบัติลำ้ค่าของชาติ ไม่ใช่ของที่เก็บไว้ด้วยความไม่เต็มใจ โดยอยู่ในมือของผู้ดูแลจากทั่วโลก ที่ร่วมกันปกป้องและเก็บฟิล์มภาพยนตร์ยุคแรกๆ ซึ่งถูกละเลยให้กลายเป็นมรดกของชาติอย่างเหมาะสม สตูดิโอไม่ต้องโยนลังฟิล์มภาพยนตร์ลงมหาสมุทรแปซิฟิคอีกต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องเล่นเกมไล่ล่ากับความเสื่อมสภาพและเวลาไม่ต่างไปจากเดิม

ซึ่งทำให้ความไม่เอาใจใส่ หรือความประมาทของเรา ยังก่อให้เกิดความเสียใจหรือผิดหวังเหมือนที่เคยเป็น

ดิจิตอลเข้ามายึดฮอลลีวูดด้วยเหตุผลหลายอย่าง โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสตูดิโอที่พยายามเซฟเงินของตัวเอง ซึ่งทำให้ดิจิตอลไม่ต่างไปจากวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่ครอบครองฮอลลีวูดด้วยการทำให้รายจ่ายด้านโปรดัคชัน, การจัดจำหน่ายลดต่ำลง รวมไปถึงทำให้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ การปล่อยหนังออกฉายทั่วโลกมีต้นทุนที่ต่ำลง และมีความเป็นไปได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ดิจิตอลยังมีความแตกต่างจากฟิล์มตรงที่สามารถก็อปปี และฉายได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องไปสนใจว่าเราต้องใช้งานมันอย่างประณีตหรือละเอียดอ่อนขนาดไหน แต่ถ้าเป็นฟิล์มภาพยนตร์ทุกครั้งที่ถูกฉายคุณภาพของฟิล์มจะลดลงเรื่อยๆ ภาพสามารถเลอะเลือน, มีตำหนิ, ฉีกขาด หรือเป็นรอยได้

และหากเป็นไปตามนี้ ฟิล์มมีอายุขัย แต่ดิจิตอลอยู่ได้ชั่วนิรันดร์

เว้นเสียแต่ว่า มันไม่เป็นไปอย่างนั้น

กล้องวิดีโอ ดิจิตอล

เพราะเอาเข้าจริงๆ ดิจิตอลก็มีวันตายเช่นกัน ไม่มีตัวจัดเก็บข้อมูลดิจิตอล ที่จะอยู่ได้ยืนยาวพอๆ กับตัวเลือกในการจัดเก็บแบบอนาล็อก ตราบเท่าที่คุณสามารถทำให้เครื่องดูดความชื้นและเครื่องทำความเย็นทำงาน คุณสามารถเก็บรักษาฟิล์มจากโพลีเอสเตอร์และสารเคมีได้นานราวๆ อย่างน้อย 400 – 500 ปี แต่ถ้าเป็นดิจิตอลคุณต้องเจอกับเรื่องใหญ่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ (ฮาร์ดแวร์) ที่ไฟล์ดิจิตอลต้องถูกย้ายจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งเป็นประจำ เมื่อเครื่องเก่ากลายเป็นของพ้นสมัย เราได้ดูหนังดิจิตอลและใช้การบันทึกภาพแบบดิจิตอลมาแล้วร่วมๆ 20 ปี และกับช่วงเวลาเพียงแค่นี้ รูปแบบของไฟล์ดิจิตอลมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับมันไปแล้วถึง 30 ครั้ง และกับรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ก็ไม่สามารถใช้กับฮาร์ดแวร์ที่เกิดมาก่อนได้

ที่น่าตลกก็คือจากมุมมองในเรื่องของการอนุรักษ์ ฟิล์มมาถึงจุดจบเรียบร้อยแล้วในระบบอนาล็อก และที่รอดชีวิตไปได้ก็คือดิจิตอล แต่ดิจิตอลไม่ใช่รูปแบบที่เหมาะกับการเก็บรักษาได้ยาวๆ ส่วนความคิดที่ว่าการอนุรักษ์จบลงเมื่อฟิล์มถูกทำเป็นดิจิตอล ก็กลายเป็นความเข้าใจผิดๆ ที่อันตรายมาก

แม้รูปแบบของดิจิตอลจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างที่เห็น ฟิล์มภาพยนตร์ก็ไม่เคยถูกมองโดยให้ความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็น แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ ความใส่ใจที่มีต่อฟิล์มภาพยนตร์ของคนส่วนใหญ่ ที่ห่วงเรื่องความรู้สึกมากกว่าคุณภาพ เมื่อมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของการถวิลหาอดีต มากกว่าการเป็น “วิธีการในการเล่าเรื่อง” อย่างที่โนแลนบอก อุปสรรคสำคัญของฟิล์มในการต่อสู้กับดิจิตอลในแง่ของศิลปะ พาการโต้แย้งมาสู่ทะเลแห่งความรู้สึก และบีบให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่น่ารำคาญออกเป็นสองกลุ่ม การต่อล้อต่อเถียงกันเรื่องของสีและเกรนของภาพ กลายเป็นเรื่องตลก เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้คำถามที่ถูกย้ำมากขึ้น, บ่อยขึ้น และดังขึ้น เราจะอนุรักษ์ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบดิจิตอลได้ยังไง หากฟิล์มภาพยนตร์สูญพันธุ์ไปแล้ว?

กล้องฟิล์ม

พูดให้ชัด การถวิลหาอดีตไม่ใช่ปัญหา และจะว่าไปแล้วโนแลนก็พูดถูก ในเรื่องไม่ต้องใส่ใจกับคนที่ยังนึกถึงวันเก่าๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ง่ายพอๆ กับการเยาะเย้ยความปรารถนาในบางเรื่องของพวกเขา ปัญหาก็คือว่า เสน่ห์ที่ทำให้นึกถึงอดีตของฟิล์มภาพยนตร์ปกคลุมการสนทนาและลักษณะเด่นของฟิล์มที่เป็นรูปแบบของสื่อบันทึกจากอดีต ที่น่าจะเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญสำหรับการเก็บรักษามรดกทางภาพยนตร์เพื่ออนาคตไปจนหมด คนทำหนังพากันสะดุดขาตัวเองกับการยืนหยัดในรูปแบบที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งไม่ช่วยให้ง่ายกับการทำความเข้าใจข้อถกเถียงที่เกิดขึ้น ที่เปลี่ยนเป็นเรื่องรูปแบบสื่อบันทึกโบราณที่โดนเขี่ยทิ้งด้วยความก้าวหน้า จนฟิล์มภาพยนตร์ถูกจับไปวางไว้บนหิ้ง และดึงความสนใจออกไปจากเรื่องความต้องการอนุรักษ์ภาพยนตร์ดิจิตอลที่เร่งด่วนกว่า แล้วทันทีที่ได้รู้ว่าฟิล์มมีบทบาทสำคัญมากๆ ในการอนุรักษ์ภาพยนตร์ดิจิตอล บรรดากูรูทั้งหลายถึงกับแสดงอาการวิตกกังวลทันที กับการที่ดิจิตอลซึ่งเริ่มต้นยุคของตัวเองได้อย่างอลังการ ไปๆ มาๆ กลับมีทีท่าว่าจะ มีอายุไม่ช้าไม่นาน

ไม่ว่าประเด็นที่พูดถึงการหายไปของฟิล์มจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นก็คือ เราไม่เข้าใจผลที่ตามมาจากการจบสิ้นยุคอนาล็อก จนกระทั่งมันสายเกินไป ผลจากการหายไปของมันอาจจะไม่ส่งผลอะไรนานนับทศวรรษ หรือบางทีอาจเป็นศตวรรษก็ได้ จนกระทั่งในอนาคตเกิดมีคอหนังเคราะห์ร้ายบางคน พยายามที่จะจัดฉายหนังเรื่อง Solaris แล้วพบว่ามีเพียงฉบับที่บันทึกไว้ด้วยเทปแม่เหล็กง่อยๆ เนื่องจากไม่มีเงินทุนในการอัพเดทไปสู่รูปแบบที่ดีกว่า

โนแลนไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับบรรดาคอหนังระดับซีเนไฟล์ (Cinephile) ใน Dunkirk เขาถึงกับค้นบรรดาหนังเงียบมาดู เพื่อศึกษาการควบคุมตัวประกอบจำนวนมากๆ ส่วนใน Interstellar เขาก็ดู Close Encounters of the Third Kind และ Jaws ของสตีเวน สปีลเบิร์กซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วยังเผยความเป็นไมเคิล แมนน์ออกมาใน The Dark Knight ส่วนใน Batman Begins เขาก็คือ ริชาร์ด ดอนเนอร์ แต่กับการเป็นคอหนังระดับซีเนไฟล์สุดขั้วก็คือเรื่องหนึ่ง การย้อนกลับไปแล้วตระหนักถึงเวลาที่ไม่มีวันหวนกลับมา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่อดีตในวันนั้น กลายมาเป็นการแสงสว่างของอนาคตไปแล้วในวันนี้

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง ปัญหาสำคัญในการอนุรักษ์ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม คอลัมน์ Special Scoop นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1259 ปักษ์แรกกรกฎาคม 2561


SHARE THIS
  • 7
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    7
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On