10 ปี The Dark Knight หนังซูเปอร์ฮีโรหนึ่งเดียวที่ยากจะเลียนแบบ

SHARE THIS
  • 535
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    535
    Shares

The Dark Knight ออกฉายเป็นครั้งแรกเมื่อ 18 กรกฎาคม 2008 และกลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโรเรื่องสำคัญ ที่นอกจากจะคว้ารางวัลมาได้มากมายแล้ว ยังทำให้คริสโตเฟอร์ โนแลน กลายเป็นเสด็จพ่อโนแลนของคอหนัง รวมถึงเป็นหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโรไม่กี่เรื่องที่ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีสุดๆ เมื่อคะแนนถึง 94% บนเว็บมะเขือเน่า และในวาระครบรอบ 10 ปี โรงภาพยนตร์ไอแมกซ์หลายๆ โรงในสหรัฐอเมริกาตัดสินใจนำหนังกลับมาฉายอีกครั้งเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่ 24 สิงหาคม โดยเปิดขายบัตรล่วงหน้าไปแล้วเมื่อ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา

เมื่อมองดูหนังเรื่องนี้เปรียบเทียบกับหนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนด้วยกัน The Dark Knight ทำในสิ่งที่หนังเหล่านั้นยากที่จะทำได้สำเร็จ นั่นก็คือการคว้ารางวัลสำคัญๆ บนเวทีสำคัญๆ เมื่อฮีธ เล็ดเจอร์ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในบทโจกเกอร์ ขณะที่การพลาดเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของ The Dark Knight ยังถูกลือกันว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อะคาเดมีประกาศเพิ่มรายชื่อหนังเข้าชิงรางวัลนี้เพิ่มเป็น 10 เรื่องในปีต่อมา

The Dark Knight ยังได้ชื่อว่าเป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของหนังซูเปอร์ฮีโร รวมไปถึงธรรมชาติของแฟนๆ หนังสือการ์ตูนไปตลอดกาลพร้อมๆ กัน แล้วกับกระบวนการถ่ายทำ โนแลนถ่ายบางฉากของหนังด้วยฟิล์ม 70 ม.ม. และฉายบนจอไอแมกซ์ที่แค่ฉากเปิดเรื่อง ผู้ชมก็ถึงกับอ้าปากหวอกับความน่าตื่นตะลึงของภาพที่ได้เห็น ขณะที่เสียงมนุษย์ค้างคาวของคริสเตียน เบล อาจฟังดูไม่เป็นผู้ใหญ่นัก แล้วยังติดจะเซื่องซึมด้วยซ้ำ การแสดงของฮีธ เล็ดเจอร์ในบทตัวร้ายรายสำคัญ ยังคงเป็นการแสดงที่น่าตื่นตะลึงมาจนถึงทุกวันนี้ 10 ปีก่อนผู้ชมแสดงปฏิกริยายังไงกับฉากที่โจกเกอร์แสดงกลมหัศจรรย์ด้วยดินสอ 10 ปีต่อมาก็ยังแสดงออกมาแบบนั้น และเขาก็สมควรรับรางวัลออสการ์หลังการจากไปอย่างที่สุด ซึ่งทำให้วาควิน ฟีนิกซ์ต้องเจองานไม่ง่ายเลยกับการรับบทนี้ในหนังนำเดี่ยวของโจกเกอร์ โดยไม่ต้องพูดถึงโจกเกอร์รอยสัก ที่เต็มไปด้วยความพยายามที่ดีของจาเร็ด เลโต

อย่างที่เห็นกัน บรรดาสตูดิโอทั้งหลายชอบก็อปปีความสำเร็จของสตูดิโออื่นๆ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนั้น เรื่องนี้ถึงออกมาเวิร์ค? แต่อย่างน้อยพวกเขาก็หาทางแกะสูตรหรือลักษณะบางอย่างที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นงานของตัวเองได้อีกรอบ เช่นตอน The Avengers สร้างสถิติใหม่ๆ ในปี 2012 สตูดิโอต่างๆ แห่สร้างหนังจักรวาลภาพยนตร์ของตัวเอง แต่ได้แค่งานด้อยคุณภาพหรือล้มเหลวที่จะสานต่ออย่างที่หวัง แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วทำไม 4 ปีก่อนหน้านั้น สตูดิโอเหล่านี้ถึงไม่พยายามเลียนแบบ The The Dark Knight ที่ประสบความสำเร็จทั้งในอันดับหนังทำเงิน และคว้าออสการ์กลับบ้านได้ถึง 2 รางวัลบ้าง?

จากชื่อเสียงและความสำเร็จที่ได้รับ The Dark Knight คือหนังที่มีอิทธิพลมากที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโร ที่ในอีก 10 ปีต่อมาเราก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังกับตัวละครมนุษย์ค้างคาว และบรรดาตัวละครที่อยู่ในจักรวาลเดียวกัน ที่หากไม่มี The Dark Knightก็คงยากที่จะมีใครคิดสร้างหนัง The Joker ขึ้นมา ส่วนหนังซูเปอร์ฮีโรก็แตกแขนงกิ่งก้านออกไปในหลากหลายทิศทาง บางคราวเราก็ได้ดูหนังซูเปอร์ฮีโรซีเรียสๆ อย่าง Logan แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนที่นำแล้วให้คนอื่นไล่ตามก็คือมาร์เวล กระทั่งกับจักรวาลของดีซีเอง หนังที่มีอิทธิพลของ The Dark Knight มากที่สุดก็คือ Man of Steel กับ Batman v Superman: Dawn of Justice ที่ออกฉายในอีก 5 และ 8 ปีต่อมาตามลำดับ

ปัญหาสำคัญของ The Dark Knight อยู่ตรงการเป็นงานที่มีวิสัยทัศน์เฉพาะตัวมากๆ ทั้งจากการเป็นหนังซูเปอร์ฮีโรและจากเรื่องราวที่มันต้องการเล่านี่คืองานที่มีได้เพียงหนึ่งเดียวไม่ว่าจะในแง่ของตัวละคร ตัวเอกและตัวร้ายของเรื่องต่างเป็นที่รู้จักดีหรือว่าสิ่งที่ถูกนำเสนอ ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องสงครามที่ตั้งอยู่บนความหวาดกลัว แล้วเมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปอยู่ในมือของคริสโตเฟอร์ โนแลน คนทำงานผู้เชี่ยวชาญ ประณีต เป๊ะไปหมด เก็บเนี้ยบทุกอย่างในหนังของตัวเอง ก็คงพอจะเดาได้แล้วว่า ทำไมสตูดิโอทั้งหลายถึงไม่มีใครพยายามทำซ้ำ The Dark Knight? ก็เพราะพวกเขาไม่มีทางทำได้!!!

มองดูหนังซูเปอร์ฮีโรที่ออกมาหลังจากกระแสของ The Dark Knight หนังส่วนใหญ่ไม่ได้พยายามหรือตั้งใจจะก็อปปีความสมบูรณ์แบบที่โนแลนสร้างเอาไว้ มาร์เวล สตูดิโอส์ตั้งหน้าตั้งตาเดินตามเส้นทางจักรวาลมาร์เวลที่วางเอาไว้ เกาะติดกับสิ่งที่ตัวละครของพวกเขาต้องการอย่างเหนียวแน่น หนังชุด The X-Men ก็ย้อนเวลากลับไปและทางทำให้อะไรดูเบาๆ มากขึ้นด้วย X-Men: First Class ที่ถือว่าใกล้เคียงที่สุดแต่ก็ห่างไกลหลายปีแสงจาก The Dark Knight ก็คือ The Amazing Spider-Man งานรีบูทไอ้แมงมุมเมื่อปี 2012 ที่พยายามทำให้ซูเปอร์ฮีโรที่คนรู้จักดี ดิบขึ้น, จริงจังมากขึ้น แต่หนังก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเป็นหนังตอนกำเนิด หรือมีใครที่สนใจมนุษย์กิ้งก่าและความพยายามที่จะเปลี่ยนคนให้กลายเป็นกิ้งก่ายักษ์ของมันบ้างล่ะ?

กระทั่งโนแลน ก็ไม่สามารถถอดรหัสพิมพ์เขียวของตัวเอง เมื่อกลับมาจับหนังมนุษย์ค้างคาวอีกครั้งใน The Dark Knight Rises ทั้งๆ ที่มีองค์ประกอบทุกอย่าง อาทิ เรื่องของความไม่เสมอภาค, อีกครั้งที่ตัวร้ายของเรื่องดึงฮีโรไปสู่จุดต่ำสุด แล้วก็มีความคิดฝันถึงอนาคตของก็อแธม แต่การผสมผสานสิ่งต่างๆ ในครั้งนี้ไม่เวิร์ค แทนที่จะกลายเป็นหนังอาชญากรรมระทึกขวัญที่เข้มข้นแบบ The Dark Knight กลับกลายเป็นจับฉ่ายหน้าตาประหลาดๆ ที่ไม่มีอะไรเข้าท่าเข้าทาง บทก็หลุดไปไกลเมื่อมีทั้งทางลัด ทางอ้อมที่นำไปสู่คอนเส็ปท์ที่ว่าด้วยความเสมอภาค ซึ่งเป็นทิศทางของความขัดแย้งที่เห็นกันมาก่อนแล้วใน Batman Begins

The Dark Knight คือหนังเรื่องพิเศษ และกลายเป็นความเยี่ยมยอดได้โดยไม่ต้องสร้างอิทธิพลเป็นตันๆ ให้กับหนังเรื่องอื่นๆ สิบปีก่อนเป็นเรื่องง่ายที่จะมองว่า นี่คือหนังที่เป็นการปฏิวัติหนังซูเปอร์ฮีโร, เป็นงานมาสเตอร์พีซที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของหนังซูเปอร์ฮีโรไปตลอดกาล ด้วยการทำให้หม่นขึ้น, กร้าวขึ้น และมีธีมเกี่ยวพันกับโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่าจะว่ากันไปตามเนื้อหาในหนังสือการ์ตูน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสิบปีต่อมาก็คือ หนังซูเปอร์ฮีโรยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความหลากหลาย แถวหน้าเรามีมาร์เวลกับจักรวาลขนาดใหญ่, มีฮีโรทะลึ่งตึงตังอย่าง Deadpool, ฮีโรดรามาสุดซีเรียสใน Logan, ฮีโรสายสิทธิสตรีแบบ Wonder Woman และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ตรงไหนที่เป็นอิทธิพลของ The Dark Knight ที่หลงเหลืออยู่? ก็คงเป็นเรื่องที่หนังจากหนังสือการ์ตูนเหล่านี้ ไม่ได้ยึดมั่นกับเรื่องราวต้นฉบับ พวกมันสามารถถูกเล่าอย่างอิสระได้ในแนวทางและด้วยชีวิตชีวาในแนวทางต่างๆ ของภาพยนตร์ ถึงอาจจะดูไม่มีอะไรคล้ายคลึงกับ The Dark Knight แต่หากมองกันดีๆ หนังเหล่านี้ไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยคนดีศรีโลกกับบรรดาตุ๊กตุ่นตุ๊กตาอีกต่อไป

ในแง่ของตัวละคร The Dark Knight ทำให้ตัวร้ายอย่างโจกเกอร์ถูกจารึกลงในโลกภาพยนตร์และวัฒนธรรมป็อปได้อย่างลึกซึ้ง มั่นคงและถาวร กว่าที่มันเคยเป็น เพราะก่อนหน้านี้ โจกเกอร์ก็คือหนึ่งในตัวละครคลาสสิคฝ่ายอธรรมในไม่กี่ราย ที่สามารถปรากฏตัวบนสินค้าชนิดต่างๆ ได้ ซึ่งย้อนไปไกลจนถึงยุค 60 ขณะที่เรื่องราวกึ่งๆ การกำเนิดของมันใน Batman: The Killing Joke เมื่อปี 1998 ก็เป็นตัวกระตุ้นให้แฟนๆ ต้องการความหม่นมืดมากขึ้นในการ์ตูน ความเป็นที่สุดของโจกเกอร์ในโลกของหนังสือการ์ตูน ยังแข็งแรงมากพอที่จะล่อให้แจ็ค นิโคลสันมาสวมบทบาทบนจอเงิน หลายทศวรรษที่ผ่านไป ถึงแม้จะมีพฤติกรรมที่เลวร้ายเพียงใด ฆ่าคนไปมากมายขนาดไหน โจกเกอร์ก็ไม่เคยไร้สาวกที่มองเขาว่าเป็นตัวละครในแบบแอนตี-ฮีโรที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน

เมื่อเล็ดเจอร์กับโนแลนก้าวเข้ามาทำให้ตัวละครตัวนี้เกิดความเปลี่ยนแปลง กลายเป็นได้รับความนิยมซึ่งรู้สึกได้ในตลอดสิบปีที่ผ่านมา โจกเกอร์กลายเป็นตัวแทนของความโกลาหล, ความหรูหรา-ความวิกลจริตที่มุ่งประสงค์ร้ายผสมปนเปกัน แต่หากย้อนไปในปี 2008 ความโกลาหลที่เกิดขึ้นใน The Dark Knight คือสิ่งที่อยู่ภายใต้แนวคิดของโนแลนและการตีความของเล็ดเจอร์ จนนำโจกเกอร์ไปไกลและมีอิทธิพลมากกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ โจกเกอร์ของเล็ดเจอร์กลายเป็นตัวละครที่แฟนๆ ลุ่มหลงจากการนำเสนอบนจอได้อย่างมีเสน่ห์โดยลืม (หรือจงใจลืม) ไปว่านี่คือตัวละครที่ถูกวางไว้เป็นตัวร้าย สิบปีหลังจากปรากฏตัวใน The Dark Knight โจกเกอร์กลับมาเกิดใหม่ในฐานะตัวนำโชคของการก่อความวุ่นวายในรูปแบบต่างๆ ที่สร้างผลกระทบจากโรงภาพยนตร์ไปจนถึงทำเนียบขาว เมื่อใดก็ตามที่ตัวร้ายกลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มากจนเกินไป มันไม่ใช่แค่ดึงดูดเฉพาะผู้ชมในโรงภาพยนตร์ แต่มันจะไปได้ไกลกว่านั้น แล้วถ้ามันยังพูดภาษาเดียวกับคนดู ผู้ชมบางคนก็พร้อมจะเอาแนวคิดของมันมาปรับใช้ เพราะอย่าลืมว่าคำสัญญาที่ไม่น่าไว้ใจของคนเลว มักจะดังกว่าคำพูดของเทวดาผู้แสนดีเสมอ และตัวโจกเกอร์ของเล็ดเจอร์ก็มีความตั้งใจที่จะให้เป็นแบบนั้น เพื่อเป็นตัวแทนของความเพ้อฝันในบางด้านของคนดู

โจกเกอร์ฉบับ The Dark Knight ยังปรากฏตัวบนจอได้อย่างน่าตื่นตะลึง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของกิ้งก่าเปลี่ยนสีที่พลังทางประสาทเหมือนจะถูกควบคุมไว้ได้อยู่หมัด สามารถสร้างความพรั่นพรึงที่ยากจะคาดเดาได้ตลอดเวลา พูดจาราวกับว่าตัวเองมีคำตอบให้กับทุกอย่างในโลก เข้าใจมนุษย์ค้างคาวอย่างลึกซึ้ง เป็นสิ่งมีชีวิตยามราตรีที่อยู่ตรงข้ามและพอฟัดพอเหวี่ยงกับทั้งคนที่เขาตั้งใจจะสร้างความพออกพอใจให้ ทั้งกอแธม-เมืองที่เจ้าตัวมองว่าอยู่บนจุดสูงสุดของการเปลี่ยนแปลงที่ยากจะเปลี่ยนแปล ภายใต้การดูแลของอัศวินรัตติกาล แล้วยังเป็นฆาตกรโรคจิตที่มีเสน่ห์ยั่วยวนด้วยสายตาหลังเลนส์ของโนแลนและการปั้นของเล็ดเจอร์ ทั้งสองคนทำให้บุรุษภายใต้เมคอัพหนาเตอะมีความใกล้ชิดและความห่างเหินอยู่ในตัว ตลอดจนมีลักษณะของฮีโรผู้น่าสงสารสำหรับฝูงชนที่หลงผิด เมื่อมาถึงบทสรุปของเรื่อง The Dark Knight ทำให้โจกเกอร์กลายเป็นตัวละครในตำนานที่ฝังรากลึกลงในวัฒนธรรมป็อป ผู้มีทั้งอิทธิพลและความนิยมในตัว

โดยหลักการแล้วโนแลน, เล็ดเจอร์ และทีมงานที่ทำให้โจกเกอร์ขึ้นจอได้อย่างมีชีวิตชีวา สมควรได้รับเครดิตก้อนโตจากสิ่งที่พวกเขาทำ ตัวร้ายเจ๋งๆ ย่อมมีเสน่ห์ที่น่าสนใจ และสามารถสร้างความประทับใจที่ฝังแน่นในความรู้สึกของคนดู และทำให้โลกของฮีโรรวมไปถึงของผู้ชมเป็นสีเทามากกว่าที่เคยเป็น ซึ่งเป็นการนำเสนอที่เยี่ยมยอดสำหรับเวลานั้นใน The Dark Knight เมื่อแสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างคนดีและคนเลวในโลกแห่งความเป็นจริง ช่างพร่าเลือนเหลือเกิน

หนังยังมาถึงในช่วงเวลาที่เป็นจุดสูงสุดของสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสุดกับการแสดงความเหยียดหยามต่อโลก ที่บรรดาผู้มีอำนาจดูเหมือนกำลังทรยศพวกเขา และสารของโจกเกอร์ที่ว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ คือความห่วยแตก, ความบ้าคลั่งจะถ่ายทอดออกไปทั่วโลก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไร้ความหมาย ความคิดของมันที่ว่า เมื่อเรือจมลงแล้วไฟดับสนิทผู้คนจะ “กินกันเอง” ถือเป็นช่วงเวลาที่ทรงพลังมากที่สุดในหนัง โจกเกอร์ตั้งใจให้เหตุการณ์นี้ปิดฉากสงครามทางจิตใจที่ตัวมันสร้างขึ้นในกอแธมอย่างสมบูรณ์ เมื่อสาารถสร้างปีศาจให้เกิดขึ้นในจิตใจผู้คนได้สำเร็จ การวางระเบิดเอาไว้บนเรือลำหนึ่งที่เต็มไปด้วยนักโทษกับอีกลำที่เต็มไปด้วยผู้บริสุทธิ์ แต่ละลำจุดชนวนที่ต่อไปยังเรืออีกลำให้เกิดระเบิดขึ้นได้ โดยต่างได้รับคำสัญญามั่นเหมาะว่า กลุ่มไหนที่กดระเบิดก่อนจะรอดชีวิตส่วนอีกกลุ่มก็ตายไป นี่คือการทดลองทางความคิดอันน่าพรั่นพรึง ดูสมจริงและถูกออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ว่า เมื่อถูกปลดเปลื้องความสะดวกสบายและความปลอดภัยในโลกยุคใหม่ไปแล้ว คนธรรมดาๆ จะสามารถทำในสิ่งที่เหี้ยมโหดเกินคนทั่วไปจะทำกัน เพื่อปกป้องชีวิตของตัวเองหรือเปล่า? แผนของมันล้มเหลว แต่ไม่ใช่เพราะมนุษย์ค้างคาว หรือเพราะอุปกรณ์ของลูเชียส ฟ็อกซ์ แต่เป็นเพราะทั้งนักโทษและคนธรรมดาๆ ต่างยอมตายอย่างมีเกียรติดีกว่าจะฆ่าคนอื่นเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง และเหตุการณ์นี้ก็กลายเป็นจุดจบสงครามประสาทของโจกเกอร์ ถึงแม้มันจะพิสูจน์สมมติฐานที่ว่าด้วย ‘หนึ่งวันอันเลวร้าย’ ได้สำเร็จกับฮาร์วีย์ เดนท์ แต่ก็ทำลายกอแธมหรือมนุษย์ค้างคาว เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองไม่สำเร็จ อัศวินรัตติกาลเลือกที่จะรักษาชีวิตศัตรูมากกว่าจะทำลายกฏเกณฑ์ของตัวเอง ต่อให้โจกเกอร์พยายามยั่วยุอย่างจนถึงขีดความอดทนของเขาก็ตาม ท้ายที่สุดโนแลนไม่ซื้อความคิดของโจกเกอร์ ถึงแม้เขาจะเป็นคนหยิบมันเอามาขายก็ตาม

แต่ความเมตตาไม่ได้เจ๋งเท่าๆ กับการล้างแค้นฉันใด ความพยายามอย่างแน่วแน่ที่หลงเหลืออยู่ในโฉมหน้าของการยั่วยุ ก็ขายเสื้อยืดไม่ได้มากเท่ากับการทำลายกฏเกณฑ์ด้วยพลุลูกโตๆ และทำให้คนนับพันที่แม้จะน้อยกว่าคนที่ยังยอมรับในตัวฮีโรผู้ไม่ยอมอ่อนข้อหรือเมืองที่ให้กำเนิด เลือกที่จะเดินหนีจากอัศวินรัตติกาล เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองตามคำชักจูงของคนบ้า เพราะโจกเกอร์เสนอคำตอบหรือทางออกที่ง่ายมากๆ ให้พวกเขา เป็นคำตอบที่ไม่ร้องขอการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ขอให้พวกเขาทำตัวให้ดีขึ้น และไม่ได้ต้องการให้ทุกคนรับผิดชอบกับสิ่งต่างๆ จะว่าไปแล้วเป็นทางออกที่เสนอในสิ่งที่แตกต่างอย่างสุดขั้วให้ด้วยซ้ำไป อิสรภาพในการทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ, ทำลายอะไรก็ได้ที่อยากทำลาย, ทุบตีใครก็ได้ตามที่ต้องการ เพราะทุกอย่างล้วนห่วยแตก ไม่มีอะไรสำคัญ ที่น่าสนใจก็คือ ไม่มีใครเลยที่มองว่าทางออกหรือคำตอบของโจกเกอร์ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ในหนึ่งทศวรรษที่การก่อการร้ายสั่นคลอนภาพของความปลอดภัยในโลกตะวันตก, สภาพเศรษฐกิจที่พังพาบก่อให้เกิดความสงสัยว่าตกลงแล้ว ‘กฏเกณฑ์’ ที่ตั้งขึ้นมานั้นเพื่อปกป้องใคร?, โอกาสที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนที่เคยเชื่อว่าพวกเขาอยู่บนเส้นทางการดำเนินชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ต้องกระเบียดกระเสียรและถูกกันออกไปมากขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนแบบไหนที่เลือกสร้างความหวาดกลัวแทนที่จะจัดการกับมัน คนที่ยึดติดอยู่กับความต้องการของตัวเองและมีพรสวรรค์ในการทำลาย, คนที่หัวเราะอย่างจงใจให้ใครๆ ได้รับรู้กับตอนจบของหนัง น่าจะได้พบเสียงสะท้อนของภาพแห่งความเป็นจริง และพยายามหาอะไรปลอบใจท่ามกลางพื้นที่ของตัวเองที่เหลือน้อยลงทุกทีบนโลกใบนี้

ขณะที่ภาพของความผิดหวังขยับขยายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ คำตอบหรือทางออกง่ายๆ กลายเป็นสิ่งที่ยั่วยวนใจมากขึ้นสำหรับผู้ชมที่สิ้นหวังกับสิ่งต่างๆ โลกในความเป็นจริงดูเหมือนกับโลกที่โจกเกอร์สร้างขึ้นมากกว่าโลกที่มนุษย์ค้างคาวฝันถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่ความผิดพลาดของหนัง หรือผู้กำกับ หรือนักแสดง แต่ต้องยอมรับกันว่าโจกเกอร์ของเล็ดเจอร์ปรากฏตัวได้ถูกที่ถูกเวลา และสร้างเสน่ห์ให้กับด้านที่อัปลักษณ์ของสังคม ที่ลุกลามขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่ต่างไปจากเซลส์มะเร็ง จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่มีทางลบล้างได้หมดสิ้น

พลังของตัวร้ายที่มีความน่าสนใจในตัวเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะกับการตีความอย่างแสนวิเศษของเล็ดเจอร์ แต่กับแฟนๆ ที่หลงผิด และเรียนรู้บทเรียนที่มีอย่างผิดๆ มันพร้อมจะทำให้โลกใบนี้เลวร้ายลงไปยิ่งกว่าเดิม เช่นที่แสดงให้เห็นหลังจากเครดิตท้ายเรื่องจบไปแล้วเป็นสิบปี ที่เกิดขึ้นกับมือสังหารที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ในโรงภาพยนตร์ที่โคโลราโด ผู้ประกาศก้องออกมาว่า “เหตุผลคือ ไม่มีเหตุผล” หรือที่พบเห็นได้จากพวกเกรียนๆ ที่โหมกระพือเชื้อเพลิงของความเลวร้ายให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ใน The Dark Knight โจกเกอร์อาจล้มเหลวในการแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดำมืดของกอแธม แต่แนวคิดทุกอย่างของเขา อาจยังคงส่องสว่างในจิตวิญญาณของผู้คนที่พ่ายแพ้และนั่งอยู่ในอีกมุมหนึ่งของโรงภาพยนตร์ ที่หวังว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะกลายเป็นผู้ชนะ

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง 10 ปี The Dark Knight หนังซูเปอร์ฮีโรหนึ่งเดียวที่ยากจะเลียนแบบ นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1261 ปักษ์แรก สิงหาคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 535
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    535
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On