10 ยอดวิดีโอเกม ที่มาจากจอภาพยนตร์ เมื่อหนังเป็นจุดเริ่มต้นของเกม

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หนังและวิดีโอเกม ต่างก็มีความเกี่ยวพันกันไม่น้อย เอาที่ใกล้ๆ ตัว ในปีนี้เราได้ชมหนังที่สร้างจากวิดีโอเกมอย่าง Warcraft: The Beginning หรือ Angry Birds The Movie และหากย้อนไปดูที่มาของหนังหลายๆ เรื่อง ที่เริ่มต้นมาจากการเป็นวิดีโอเกมยอดฮิตมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น Street Fighters, Tomb Raider หรือว่า Resident Evil แม้จะมีจำนวนไม่น้อยก็จริง แต่ก็หายากมากๆ ที่การเดินทางจากเกมไปเป็นหนัง จะเป็นเรื่องของการผสมผสาน และเปลี่ยนแปลงที่ให้ผลลัพธ์ออกมาดี เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีการดัดแปลงวีดิโอไปเป็นภาพยนตร์ ผู้ชมก็มักจะได้หนังอย่าง Bloodrayne, Alone in the Dark, Double Dragon หรือ House of the Dead กระทั่งกับหนังที่สร้างจากวิดีโอเกม แล้วประสบความสำเร็จที่สุด ก็ใช่ว่าจะได้รับคำชมอย่างเต็มปาก

ที่นี้ลองมองย้อนกลับกัน มีบ้างไหมกับวิดีโอ เกมที่มาจากภาพยนตร์ คำตอบคือ มี และน่าจะมากกว่าด้วยซ้ำ หนังหลายๆ เรื่องอย่าง Friday the 13th ยังเคยเป็นวิดีโอเกมมาแล้ว หนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนอย่าง Iron Man จะเหลือเหรอ ไหนยังมีหนังครอบครัว ที่สามารถผลิตสินค้าพ่วงออกมาด้วยมากมายอีกละ กระทั่งหนังแอ็คชัน Bad Boys ยังมีเกม Bad Boys: Miami Takedown ออกมาเลน

แน่ละว่าหลายๆ เกมอยู่ในขั้นไม่เอาอ่าว เอาทะเลกันเลย เช่น E.T. ที่กลายเป็นหนึ่งในวิดีโอเกมห่วยแตกตลอดกาล แต่ก็มีหลายๆ เกมที่มีที่มาจากภาพยนตร์ และได้รับการยกย่องว่าทำออกมาดี ซึ่งคอรี โกลเวอร์ จากเว็บ Moviepilot ได้จัดอันดับเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

10. Scott Pilgrim vs. The World: The Game (2010)
เกมที่พัฒนาและจัดจำหน่ายโดย ยูบิซอฟท์ (Ubisoft) เกมนี้ จะพาเกมเมอร์ทั้งหลาย ย้อนไปหาวันเก่าๆ อันแสนรุ่งเรืองของเกมอาร์เขด Scott Pilgrim vs. The World จะเป็นเกมเดินหน้าแบบเลื่อนไปด้านข้าง (Side-Scrolling Game) ที่เต็มไปด้วยสีสัน ผู้เล่นจะต้องจัดการกับศัตรูที่ปรากฏตัวออกมาในแต่ละด่าน โดยจะมีเพื่อนร่วมทีมอีก 3 คน ส่วนตัวร้ายก็เป็นอดีตแฟนทั้งเจ็ดสุดแสบสันต์ของราโมนา ฟลาเวอร์ส ที่แต่ละตัวจะทำหน้าที่เป็นบอสส์ของแต่ละด่าน ระหว่างที่เดินไปเรื่อยๆ นอกจากจัดการกับศัตรูแล้ว ตัวละครในเกมจะต้องมีการเก็บพลัง เรียนรู้การใช้งานพลังใหม่ๆ รวมไปถึงอัพเลเวลของตัวเอง โดยเป้าหมายสุดท้ายก็คือ โค่นตัวแสบสุดเท่ที่ชื่อว่า กิเดียน

ถึงแม้ตัวเกมจะมีสถานการณ์ซ้ำๆ เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง และไม่สามารถเล่นแบบออนไลน์ได้ แต่ก็เป็นเกมที่เล่นได้สนุก สามารถเล่นร่วมกับเพื่อนที่อยู่ในสถานที่เดียวกันด้วยได้

9. Ghostbusters: The Video Game (2009)
เป็นอีกเกมหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนประหลาดใจเมื่อซื้อมาเล่นจาก สตีม (Steam) ด้วยความที่เป็นเกมที่ทั้งเล่นได้สนุกและเพลิดเพลิน ทั้งๆ ที่เป็นเกมที่สร้างจากหนังเก่ายุค 90 ที่จะกลับมาใหม่ในปีนี้ ในเกมผู้เล่นจะรับบทเป็นสมาชิกคนใหม่ในทีมบริษัทกำจัดผี ที่ต้องเจอกับสัปดาห์แรกในการทำงานที่แสนเลวร้าย เมื่อเจอกัยวายร้ายที่กำลังเตรียมตัวบุกแมนฮัทตัน ซึ่งเป็นปีศาจที่มีอำนาจมากกว่า ร้ายกว่า โกเซอร์ ที่ได้เห็นกันในหนังต้นฉบับ

เกมนี้เป็นเกมแบบมุมมองบุคคลที่สาม ที่มีครบทั้งแอ็คชันและอารมณ์ขันซึ่งเป็นสิ่งที่ได้เห็นกันจากตัวหนัง ที่สำคัญนักแสดงหลายๆ คนจากหนังต้นฉบับ จะมารับบทเดิมๆ ของตัวเองในเกมด้วย ซึ่งก็มี บิลล์ เมอร์เรย์, แฮโรลด์ เรมิส, แดน แอครอยด์, เออร์นี ฮัดสัน, แอนนี พ็อทท์ส รวมไปถึงวิลเลียม แอนเธอร์ตัน ในบทวอลเตอร์ เพ็ค
 ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งเมอร์เรย์และรามิส ยังบอกด้วยว่า Ghostbusters: The Video Game นั้น จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากหนังภาคสามกลายๆ เมื่อมีทั้งฉากแอ็คชันเจ๋งๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และอารมณ์ขันดีๆ นอกจากนี้ผู้เล่นยังจะได้ขุดค้นไปในโลกของภูตผีปีศาจอีกด้วย

8. Aladdin (SNES) (1993)
เกมโบราณแสนคลาสสิค ที่คนที่มีเครื่องเล่นซูเปอร์ นินเทนโดเล่นกันอย่างไม่วางมือมาแล้ว จริงๆ แล้วเกมนี้มีออกมาด้วยกัน 2 เวอร์ชัน เวอร์ชันหนึ่งจะเป็นเกมสำหรับเครื่องซูเปอร์ นินเทนโด ส่วนอีกเวอร์ชันจะสำหรับเครื่องเล่นเซกา เจเนซิส ทั้งสองเกมต่างมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน โดยเกมฉบับเซก้า เจเนซิส จะเป็นเกมเดินหน้าฟัน (hack n’ slash) ส่วนของซูเปอร์ นินเทนโด จะเป็นเกมแบบกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง (Platform) ซึ่งสัมพันธ์กับระบบของนินเทนโดมากกว่า

แม้จะใช้เวลาราวๆ 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถเคลียร์เกมได้ แต่ตัวเกมก็มีความสามารถพิเศษสำหรับการเล่นซ้ำ เพื่อที่จะเก็บไอเท็มต่างๆ ได้มากขึ้น และแตกต่างไปจากเดิม เช่น อัญมณีสีชมพู ซึ่งจะทำให้ได้คะแนนมากกว่าเดิม และสามารถลบตำแหน่งเจ้าของสถิติได้ด้วย นอกจากนี้ในเกมยังมีหลายๆ ฉากที่ออกแบบได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นหลังคาของอากราบาห์ หรือว่าถ้ำของสิ่งมหัศจรรย์ รวมไปถึงด้านในตะเกียงของจีนี เกมนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในเกมแพลตฟอร์มแสนคลาสสิค จากเครื่องเล่นเกมยุคเก่า ในระดับเดียวกับเกมอย่าง Super Mario และ Banjo-Kazooie.

ที่สำคัญ กับการเอากลับมาเล่นในทุกวันนี้ ก็ยังเล่นได้สนุก ถ้ามีโอกาสได้ปัดฝุ่นเครื่องเล่นซูเปอร์ นินเทนโด นี่คือเกมที่ต้องหามาเล่น เพราะไม่ใช่แค่จะได้ถวิลหาอดีต แต่ยังมาพร้อมกับความสนุกอีกต่างหาก

7. X-Men Origins: Wolverine (2009)
ตอนที่หนังออกฉาย แล้วตัววิดีโอเกมก็ออกมาพร้อมๆ กัน ตัวเกมกลายเป็นที่กล่าวขานถึงอย่างมากว่า ทำมาเจ๋งกว่า และสนุกกว่าหนังซะอีก โดยหน้าตา เกม X-Men Origins: Wolverine ก็คือเกมชวนทะเลาะ แบบเดินหน้าแล้วฆ่ามัน ที่ผู้เล่นจะต้องสู้กับศัตรูในแบบเดิมๆ ในแต่ละฉาก แต่ละด่าน แต่หากได้เล่นจริงๆ จะรู้ว่า เกมนี้มีอะไรที่มากกว่านั้น กับการได้เรท สำหรับผู้ใหญ่ (Mature) ทำให้ผู้เล่นสามารถฉีกศัตรูเป็นชิ้นๆ จนกลายเป็นหมูบะช่อได้ แล้วก็มีบอสส์เจ๋งๆ เพียบให้ผู้เล่นได้เผชิญหน้า รวมไปถึงตัวร้ายระดับห้าวเป้งของมาร์เวล เช่น เอเจนท์​ ซีโร, เดอะ บล็อบ หรือตัวแสบขนานแท้ตัวจริง อย่าง เซนติเนล ที่เป็นการต่อสู้ระดับมหากาพย์บนดาวแอรีล ที่กล้าท้าเลยว่า หากสามารถจบฉากนี้ได้ คุณไม่มีทางไม่รู้สึกว่าตัวเองเจ๋งจริง

เป็นเรื่องที่ดี ที่ได้เห็นวูล์ฟเวอรีนจัดหนักจัดเต็มแบบไม่ห่วงเรื่องความรุนแรง และความดุดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทั่งตัวหนังเองยังไม่กล้าทำถึงขนาดนี้ แถมยังเต็มไปด้วยความน่าผิดหวัง ตัวเกมน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยทดแทนได้ แถมยังมาพร้อมกับฉากแอ็คชัน, ความรุนแรง ที่เยี่ยมยอด และให้ได้มากกว่า

6. GoldenEye 64 (1997)
หลายๆ คนอาจจะคิดว่า เกมนี้น่าจะอยู่ในอันดับ 1 แต่ถึงไม่ใช่ Golden Eye ก็คือ เกมของหนัง James Bond ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยังเป็นหนึ่งไม่กี่เกม ที่ไม่ป้อนข้อมูลว่าต้องเล่นอย่างไรให้กับผู้เล่นทั้งหลาย แต่กลับทำให้เกมเมอร์ต้องเจอกับเป้าหมายที่ซับซ้อน ระดับที่ต้องเปิดแผนที่เพื่อหาทางปิดด่านแต่ละด่านให้ได้อย่างสมบูรณ์ การเคลียร์ฉากเป็นสิ่งที่ยากจะทำได้ในทุกๆ ด่าน และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนต้องถอดใจในตอนที่ยังเป็นเด็กๆ ส่วนเหตุผลอื่นๆ ก็คือ ความสามารถในการเล่นซ้ำ ในความยากที่แตกต่างไปจากเดิม ทำให้ได้พบกับเป้าหมายที่แตกต่าง และความลับที่ไม่เหมือนเดิม จนเกมนี้กลายเป็นเกมที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับผู้เล่น

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนจดจำ GoldenEye 64 ได้เป็นอย่างดี ก็คือการที่เป็นเกมสำหรับผู้เล่น 4 คนได้เล่นร่วมกันในสถานที่เดียวกัน โดยแต่ละคนสามารถเลือกเป็นตัวละครจากหนัง แล้วก็ทำการแข่งขันเพื่อฆ่ากันและกัน ซึ่งจะมีผู้เล่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต แล้วก็ไม่ต่างไปจากเกมอย่าง Perfect Dark และ Banjo-Kazooie บางที GoldenEye 64 อาจจะเป็นเกมที่เจ๋งที่สุดในตำนานของเครื่องเล่นนินเทนโด 64 และน่าจะเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน

(ยังมีต่อ)

จากเรื่อง 10 ยอดวิดีโอเกม ที่มาจากจอภาพยนตร์ โดย ฉัตรเกล้า คอลัมน์ สกูปพิเศษ นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1208 ปักษ์หลังพฤษภาคม 2559

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On