66 ปีผ่านไป เอ็นเอ็มอีฉบับจับต้องได้ ต้องอำลาแผง

SHARE THIS
  • 59
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    59
    Shares

สำหรับคนที่ติดตามวงการเพลงสากลแบบถึงพริกถึงขิง หรือเป็นสื่อดนตรีที่อิงข้อมูลจากต่างประเทศ นิตยสาร NME ของอังกฤษ คือหนึ่งในสื่อที่ต้องใช้บริการ จากที่เคยขายและกลายมาเป็นแจกฟรี ล่าสุดนิตยสารดนตรีระดับตำนานของอังกฤษและของโลก ที่ตีพิมพ์มานานถึง 66 ปี หันไปสู่โลกดิจิตอลเต็มตัวด้วยการทำเว็บไซต์ nme.com, บริการจำหน่ายบัตรออนไลน์, ตลาดขายเพลงรูปแบบใหม่ PledgeMusic และสถานีวิทยุอีกสองสถานี

นิตยสารฉบับนี้ วางจำหน่ายเล่มแรกในชื่อ New Musical Express เมื่อปี 1952 ด้วยราคา 6 เพนซ์ มี the Goons, Big Bill Broonzy และ Ted Heath เป็นปก และเมื่อเปลี่ยนเป็นการแจกฟรี ตั้งแต่ฉบับวันที่ 18 กันยายน 2015 ที่ Rihanna เป็นปก ราคาขายอยู่ที่ 2.60 ปอนด์ โดยคนอ่านยุคแรกๆ ก็ได้แก่ John Lennon, Malcolm McLaren และนักร้องนำของวง T Rex- Marc Bolan ส่วนนักเขียนก็มีชื่อของ Bob Geldof และ Chrissie Hynde นักร้องนำของ The Pretenders นอกจากนี้ Michael Winner ผู้กำกับชื่อดังก็เคยเป็นนักวิจารณ์หนังที่นี่ระหว่างยุค 50- 60

เอ็นเอ็มอีเคยทำยอดขายมากสุดถึงเกือบๆ 307,000 ฉบับในปี 1964 เมื่อคอเพลงต้องการเกาะติดเรื่องราวของ the Beatles และ Rolling Stones แต่ยุคทองจะเป็นยุค 70 ที่หนังสือหนุนดนตรีพังค์ แล้วก็วงนิว เวฟ รวมไปถึงศิลปินอินดี ที่เฟื่องฟูขึ้นมา อย่าง Joy Division และ the Smiths พอมาถึงยุค 90 เอ็นเอ็มอีก็เป็นแถวหน้าในการนำเสนอเรื่องของบริทป็อป รวมไปถึงสร้างกระแสคู่กัดของยุคระหว่าง Blur กับ Oasis โดยนำทั้งสองวงขึ้นปกในเดือนสิงหาคม 1995 ด้วยคำโปรยว่า “ศึกชิงแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท” เมื่อทั้งคู่ออกซิงเกิล Country House กับ Roll With มาชนกัน

นอกจากจะมีศิลปินดังๆ มาขึ้นปก และนำเสนอเรื่องราว-ข่าวสารในวงการเพลง-วงการบันเทิงแล้ว เอ็นเอ็มยังจัดกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงการมอบรางวัลทางดนตรีอีกด้วย

เข้าสู่ยุค 2000 เอ็นเอ็มอีเริ่มเจอการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมดนตรี ที่ไปสู่โลกออนไลน์ การค้นหาเรื่องราวในวงการเพลงไปอยู่ในเว็บไซต์ การฟังเพลงเป็นเรื่องของบริการฟังเพลงอย่าง สปอติฟาย (Spotify) ทำให้คนอ่านหันไปสนใจกับสื่อดิจิตอล จนคนอ่าน-ยอดขาย-ยอดขายโฆษณา และรายได้ของหนังสือลดลง ไม่ต่างไปจากนิตยสารอีกหลายๆ เล่ม หลังยอดขายโฆษณาตกลงต่อเนื่อง จนยอดการไหลเวียน (Circulation) ของหนังสือเหลือ 15,000 จึงปรับมาเป็นการแจกฟรี ที่เป็นไม้สุดท้ายในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลง และทำให้ยอดเพิ่มเป็น 300,000

การหยุดตีพิมพ์นิตยสารเกิดขึ้นหลังจาก Time Inc. ที่นอกจากจะเป็นบริษัทแม่ของเอ็นเอ็มอีแล้ว ก็ยังมีนิตยสาร Marie Claire และ Country Life อยู่ ถูกขายให้กับกลุ่มบริษัท Epiris เป็นมูลค่าถึง 130 ล้านปอนด์ ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ในการดูแลตามมา โดยเอพิริสเผยว่า ต้องการนำ “ความชัดเจนและเรียบง่าย” มาสู่นิตยสาร และไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดการเปลี่ยนกับเอ็นเอ็มอี ที่สูญเงินในการจัดทำมานานหลายปี

“เอ็นเอ็มอี เป็นหนึ่งในแบรนด์ตำนานของสื่ออังกฤษ การเปลี่ยนมาทำฉบับแจกฟรี ช่วยกระตุ้นแบรนด์ NME.com ให้มีคนสนใจมากขึ้น” พอล ชีล ผู้จัดการทั่วไปของไทม์ อินค์ ยูเค ผู้ตีพิมพ์เอ็นเอ็มอีกล่าว “แต่ในเวลาเดียวกัน เราเจอกับต้นทุนการจัดทำที่เพิ่มขึ้น การหาโฆษณาที่ยากขึ้น มาถึงจุดที่นิตยสารแจกฟรีไม่สามารถไปต่อได้ทางธุรกิจ พื้นที่ดิจิตอลคือที่ๆ ความพยายามและการลงทุนของเราจะเน้นไปที่การสร้างอนาคตที่แข็งแรง มั่นคงของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงนี้

เมื่อตุลาคม 2017 Condé Nast เจ้าของ นิตยสาร Glamour ก็หยุดพิมพ์หนังสือที่ขายดีที่สุดอันดับ 10 ของเกาะอังกฤษ หันไปทำดิจิตอลและออกหนังสือ 2 ฉบับต่อปี ก่อนหน้านี้ The Face ก็ปิดตัวลงในปี 2004, I.D./ Arena และMaxim ในปี 2009, Sugar ปี 2011, Nuts และ Bliss ปี 2014 และ 2015 มี Loaded, Zoo และ Company

โดย นพปฎล พลศิลป์ จากเรื่อง 66 ปีผ่านไป เอ็นเอ็มอีฉบับจับต้องได้ ต้องอำลาแผง คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 14 มีนาคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 59
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    59
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On