ฟังไปแล้ว – AFTER HOURS งานใหม่ไม่มีตกของ เดอะ วีคเอนด์

SHARE THIS
  • 151
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    151
    Shares

ชื่อเต็มๆ น่ะคือ อเบล แม็คโคเน็น เทสฟาเย แต่เชื่อเถอะไม่ใช่แค่ไม่ค่อยมีคนเรียก ยังไม่ค่อยมีคนรู้อีกต่างหาก แต่ถ้าบออกว่าชื่อในวงการของหนุ่มชื่อยาวๆ รายนี้คือ เดอะ วีคเอนด์ (The Weeknd) หลายๆ คนคงร้องอ๋อ เพราะนี่คือเจ้าของเพลงดังมากมายในยุคนี้ แค่จากงานชุดที่แล้ว Starboy ชุดเดียวก็มีถึง 7 เพลง “Starboy” ที่ทำกับ Daft Punk ซึ่งขึ้นไปถึงอันดับ 1 ชาร์ทเพลงฮิตบิลล์บอร์ด ฮ็อท 100, “I Feel It Coming”, “Party Monster”, “Reminder”, “Rockin'”, “Die for You” และ “Secrets”

เดอะ วีคเอนด์สร้างชื่อให้ตัวเองมาตั้งแต่ปี 2011 จากอัลบัมแบบมิกซ์เทปที่ชื่อ House of Balloons, Thursday และ Echoes of Silence ที่เป็นงานอาร์แอนด์บีหม่นๆ และมีแรงส่งจากการวางตัวที่ลึกลับของเจ้าตัว ต่อมามิกซ์เทปสามชุดที่ว่าก็ถูกทำรีมาสเตอร์ ออกใหม่เป็นอัลบัมสามแผ่น Trilogy ในปี 2012 กับค่ายเพลงใหญ่ ที่นำไปสู่อัลบัมชุดแรก Kiss Land ในปี 2013 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่อัลบัมต่อมา Beauty Behind the Madness ในปี 2015 ทำได้ดีกว่า เมื่อขึ้นอันดับ 1 ชาร์ทอัลบัมบิลล์บอร์ด 200 และมีเพลงอันดับ 1 “Can’t Feel My Face” และ “The Hills” อัลบัมชุดนี้ยังคว้ารางวัลแกรมมีสาขาอัลบัมเพลงเออร์เบิน ร่วมสมัยมาครอง แถมเข้าชิงอัลบัมแห่งปี และทำให้เขาเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการเพลงเต็มตัว งานชุดที่สาม Starboy เมื่อปี 2016 ก็มีเพลงฮิตอันดับ 1 ส่วนอีพี My Dear Melancholy ที่ออกตอนปี 2018 ก็เปิดตัวด้วยอันดับ 1 บนชาร์ทอัลบัมบิลล์บอร์ด 200

อัลบัมชุดที่ 4 After Hours เพิ่งปล่อยมาเมื่อ 20 มีนาคมที่ผ่านมา คงต้องดูกันว่าจะไปได้สวยเหมือนสองอัลบัมก่อนหรือไม่ แต่จากที่ได้สัมผัส ทั้ง 14 เพลงในอัลบัม ฟังสดและให้ความรู้สึกตื่นหูมากกว่า Starboy งานชุดที่แล้ว และหากเทียบกันงานชุดนั้นจะกลายเป็นงานเพลย์เซฟไปเลยก็ว่าได้ หากก็ต้องยอมรับว่า ในแง่ของการฟังติดหู งานชุดใหม่ของเดอะ วีคเอนด์ดูจะด้อยกว่า แต่ก็ไม่กี่มากน้อย

แน่นอนว่าในเรื่องของแนวทางเพลง ทุกอย่างยังคงเป็นเดอะ วีคเอนด์ในแบบที่คุ้นเคยกัน โดยเฉพาะบรรยากาศที่เหมือนกับมีหมอกควันบางอย่างปกคลุม หรือรู้สึกถึงบางอย่างที่อบอวล ราวกับอยู่ในห้องที่ไฟดูฟุ้งๆ การใช้ออโตทูน ที่ฟังแล้วมีเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่น่ารำคาญ

ส่วนที่ต่างออกไปจากงานชุดก่อนๆ อย่างชัดเจนก็คือ อารมณ์ของเพลง ที่ดูเหมือนว่าใน After Hours เดอะ วีคเอนด์จะทำงานที่สดใสมากขึ้น อบอุ่นมากขึ้น ไม่ได้หม่นทึมเช่นที่เคยเป็น แต่ก็เป็นความสดใสที่มีลายเซ็นเดิมๆ กำกับเอาไว้ ไม่ได้แตกที่แตกแถวจนผิดที่ผิดทาง ที่น่าสนใจก็คือ สัมผัสของดนตรีจากยุค ‘80s ที่เดอะ วีคเอนด์เอามาใช้ในงานชุดนี้นั้น มันฟังไม่โหล มีชั้นเชิง และ ‘ใหม่’ ขึ้นมาได้ เช่นที่ได้ยินใน “Blinding Lights”, “In Your Eyes”, “Save Your Tears” ที่ล้วนเป็นหัวหอกที่ดีในฐานะงานป็อปกระตุกหู ที่สามารถหยิบมาตัดเป็นซิงเกิลได้ทั้งหมด

ขณะที่ “Hardest to Love”, “Scared to Live” ก็คืองานเพลงช้าๆ ที่ลูกเล่นในเรื่องของการเร้าอารมณ์นั้น ฟังลึกลับและมีบรรยากาศพิเศษไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะเพลงหลัง ที่มีเสน่ห์เหลือเกิน

และที่ไม่พูดถึงก็คงเหมือนขาดอะไรไป ก็คือการวางเพลงในอัลบัมที่ให้พื้นที่กับงานที่เน้นบรรยากาศ สร้างอารมณ์ในแบบที่ค่อยๆ บ่มอย่างช้าๆ ในช่วงแรก แล้วไล่ความรู้สึกมาเรื่อยๆ จนมาพีคในช่วงเกือบสุดท้าย ที่มีสามเพลงเด่น “Blinding Lights”, “In Your Eyes”, “Save Your Tears” เป็นจุดพีค ก่อนที่จะผ่อนและปิดอัลบัมด้วยเพลงที่วางอารมณ์ทุกอย่างได้พอดิบพอดี ในแบบที่หากจะเริ่มต้นใหม่จากเพลงแรกก็สามารถวนลูปกันได้

ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากันจนลืมไปเลยว่าจุดเริ่มต้น ลงท้ายของงานชุดนี้นั้น อยู่ตรงไหน

โดย นพปฎล พลศิลป์ จากเรื่อง AFTER HOURS งานใหม่ไม่มีตกของ เดอะ วีคเอนด์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 27 มีนาคม 2563


SHARE THIS
  • 151
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    151
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On