GODZILLA ฉบับปี 1998 งานที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด

SHARE THIS
  • 410
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    410
    Shares

ก่อนที่จะมี Godzilla ฉบับผู้กำกับแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ เมื่อปี 2014 ฮอลลีวูดเคยหยิบเอาหนังสัตว์ประหลาดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของญี่ปุ่น มาทำเป็นภาพยนตร์แล้วก่อนหน้า โดยเป็นการทำงานร่วมกันของผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ที่ชื่อกำลังหอมจากความสำเร็จของ Independence Day ดีน เดฟลิน และโรแลนด์ เอ็มเมอริช

หนังทำเงินทั่วโลกไป 379 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างราวๆ 150 ล้าน…

แม้จะประสบความสำเร็จโดยตัวเลข แต่กับทุนสร้างมหาศาลขนาดนี้ การโปรโมทที่จัดหนักในตอนนั้น พูดไม่ได้เต็มปากเลยว่าหนังได้เงิน แถมยังโดนสับเละจากนักวิจารณ์ เพราะฉะนั้นการบอกว่าหนังล้มเหลวน่าจะง่ายกว่า แต่คีแรน ฟิเชอร์ จาก filmschoolrejects.com กำลังบอกเราว่า Godzilla ฉบับนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ใครๆ คิด

ถือเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่กว่าฮอลลีวูดจะเอา Godzilla มาขึ้นจอ ก็ต้องรอเวลาถึง 44 ปี ทั้งที่โตโฮ ฟิล์มส์เคยจับหนังชุดนี้มาแต่งหน้าแต่งตาใหม่แล้วใช้เสียงพากย์ หรือว่าเอานักแสดงอเมริกันไปเล่นมาแล้วในอดีต แต่ Godzilla ฉบับฮอลลีวูดก็ยังไม่เกิดขึ้น จนหน้าร้อนปี 1998 ราชาแห่งสัตว์ประหลาดก็ถูกนำมาสร้างใหม่ในฉบับตะวันตกแบบผิดๆ เหมือนที่หนังต่างประเทศหลายๆ เรื่องต้องเจอมาจนทุกวันนี้ ในตอนนั้นโตโฮตกลงที่จะให้ตัวทำเงินของพวกเขาได้พัก และหยุดการสร้างหนังชุดนี้ชั่วคราว หลังจาก Godzilla vs. Destoroyah ในปี 1995 ทำให้แฟนๆ หัวใจสลายเมื่อได้เห็นราชาต้องเสียชีวิต ส่วนผู้กำกับหนังหายนะบล็อคบัสเตอร์ โรแลนด์ เอ็มเมอริช กับคู่หูดีน เดฟลิน กำลังมองหาหนังเรื่องใหม่ ที่จะสานต่อความสำเร็จของ Independence Day และทั้งคู่ก็ได้รับโอกาสในการสร้างภาคต่อของ Godzilla ที่ไทรสตาร์ พิคเจอร์ มันน่าจะเป็นเรื่องยิ่งยาวยิ่งดีใช่ไหมล่ะ?

ทั้งคู่ได้งบก้อนโต และรวบรวมนักแสดงที่ดูชื่อแล้วก็น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น แม็ทธิว บรอเดอริค, ฌอง เรโน และแฮงค์ อาซาเรีย ซาวนด์แทร็คก็เต็มไปด้วยศิลปินระดับยักษ์ๆ ของยุค 90 อาทิ พัฟฟ์ แดดดี, Green Day และ Jamiroquai แถมยังมีแอนิเมชันซีรีส์ที่ทำขึ้นมาเพื่อให้เข้าล็อคกับการเปิดตัวหนัง ออกอากาศทางโทรทัศน์อีกต่างหาก โดยหวังสร้างสายการขายของเล่น เห็นได้ชัดว่าแผนการตลาดของหนังนั้น จัดใหญ่ใส่เต็มน่าตื่นเต้นสุดๆ ในยุคนั้น แต่แล้วอนาคตของ Godzilla ฉบับอเมริกันก็สดใสอยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่นาที เพราะเมื่อหนังเปิดตัวฉาย คนดูก็พร้อมใจเกลียดมันทันที

โตโฮตอบสนองต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ด้วยการบอกปัดความรับผิดชอบ และเริ่มทำ Godzilla ฉบับมิลเล็นเนียมของตัวเอง โดยเริ่มจาก Godzilla 2000 ในปี 1999, Godzilla, Mothra and King Ghidorah: Giant Monsters All-Out Attack ในปี 2001 พวกเขาแสดงการรับรู้ถึงการมีอยู่ของหนังสัตว์ประหลาดที่เลวร้ายของไทรสตาร์ ด้วยการกล่าวถึงว่าเป็น อีกหนึ่งสัตว์ประหลาดที่เป็นความผิดพลาดของคนอเมริกันโง่ๆ ซึ่งมีต่อ Godzilla ก่อนจะจับสัตว์ตัวนี้ใส่โลง แล้วตอกตะปูปิดฝาฝังด้วย Final Wars ที่ออกฉายในปี 2004 โดยให้มันถูกราชาแห่งสัตว์ประหลาดตัวจริงจัดการ แล้วนับตั้งแต่นั้น เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ก็ถูกเรียกชื่อใหม่ในโลกของก็อดซิลลาว่า จีโน หรือไม่ก็ ซิลลา

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ทำไมโตโฮถึงเซ็งเป็ดกับงานรีเมคฉบับอเมริกัน หนังของเอ็มเมอริชเกิดความด่างพร้อยในความรู้สึก ตั้งแต่ไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วก็อดซิลลาเป็นตัวแทนของอะไร สัตว์ยักษ์ตัวนี้มีทั้งความเป็นตำนานโบราณเกี่ยวกับธรรมชาติ ทั้งเป็นสัญลักษณ์แทนตัวตนของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่แย่ไปกว่านั้นสิ่งมีชีวิตของเอ็มเมอริชเป็นแค่สัตว์ยักษ์งี่เง่าเท่านั้นเอง เมื่อเอาไปเทียบกับหนังภาคต่อทั้งหลายของโตโฮ Godzilla ’98 ขาดการให้นิยามลักษณะเฉพาะของมันมากที่สุด และถ้ามองไปถึงว่า ตำนานของมันเริ่มต้นยังไงในทีแรก การรีเมคถือเป็นการสบประมาทชื่อเสียงของก็อดซิลลาด้วยซ้ำไป

ในหนังปี 1954 ซึ่งยังคงยืนหยัดเป็นมาตรฐานให้หนังทุกเรื่อง ที่สร้างตามมาถูกนำไปเปรียบเทียบ Godzilla เป็นการอุปมาอุปมัยถึงความกลัวที่เกิดขึ้นจากชนชาติที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ก่อนหน้าที่หนังจะออกฉาย ความทรงจำถึงระเบิดปรมาณูที่สังหารผู้คนไปมากมาย ที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ เมื่อปี 1945 ยังเป็นความทรงจำสดๆ ของคนญี่ปุ่น แถมยังมีเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรือหาปลา เดอะ ลัคกี ดรากอน ไฟว์ก่อนหนังฉายรอบปฐมทัศน์เพียงไม่กี่เดือน ซึ่งที่อยู่บนยอดสุดก็คือ ความหวาดกลัวนิวเคลียร์ที่สุมๆ กันอยู่ Godzilla ยังถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ความรู้สึกผิดของญี่ปุ่นหลังสงคราม การโจมตีของสัตว์ประหลาดคือตัวแทนของวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของประเทศในอดีต ที่กลับมาอ้างสิทธิ์ของตัวเองในยุคปัจจุบัน ที่ประเทศถูกทำให้เป็นตะวันตกจากการยึดครองของสหรัฐ อเมริการะหว่างปี 1945 – 1952 ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจของพลเมืองญี่ปุ่นในตอนนั้น และผลลัพธ์ก็คือการออกจากธรรมเนียมประเพณีเดิมๆ และก็อดซิลลาก็คือตัวตนของความรู้สึกนี้ที่ถูกสร้างขึ้นมา ที่อาจพูดได้ว่า การทำลายล้างของมัน ยังตีความว่าเป็นการลงโทษสำหรับการเป็นอาชญากรสงครามของญี่ปุ่น โดยเฉพาะการทดลองอันเลวร้ายในหน่วย 731 ที่บรรดานักโทษถูกใช้เป็นหนูทดลอง ก็ได้

หนัง Godzilla ต้นฉบับเป็นงานที่หม่น, มีความซับซ้อนแสดงออกมาให้เห็น แต่หนังของเอ็มเมอริชเป็นคนละเรื่อง มันเป็นงานป็อปคอร์น ดูโง่ๆ แต่ก็พูดไม่ได้ว่าหนังของโตโฮบางเรื่องไม่ได้ดูโง่ๆ ขณะที่หนังภาคต่อที่ถูกสร้างออกมาเรื่อยๆ ก็ต้องเจอกับการปฏิรูปและการทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่สอดคล้องกันในการเล่าเรื่อง หลังจากหนังต้นแบบที่น่าพรั่นพรึง ภาพยนตร์เรื่องต่อๆ มามีความเป็นมิตรกับคนดูเด็กๆ มากขึ้น ด้วยการให้ราชาแห่งสัตว์ประหลาดถูกนำเสนอไม่ต่างไปจากซูเปอร์ฮีโร ที่ต่อสู้กับบรรดาไคจูผู้รุกราน ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางนั้น จนปี 1984 ใน The Return of Godzilla หนังเรื่องที่ 16 ผู้ชมถึงได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นภาคต่อโดยตรงของหนังปี 1954 แม้หนัง Godzilla โดยส่วนใหญ่ มีลักษณะของการรีบูทอยู่ในตัว แต่สัตว์ยักษ์ตัวนี้โดยตัวมันเองแล้วก็ยังคงมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นที่จดจำได้เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็น การปรากฏตัวด้วยความแข็งแกร่ง, ลมหายใจพลังนิวเคลียร์ ฯลฯ แล้วที่แน่ๆ หนังเหล่านี้ให้ความรู้สึกว่ามีบางอย่างที่เชื่อมต่อถึงกัน

แต่เดฟลินและเอ็มเมอริชไม่ได้สนใจที่จะทำงานซึ่งเป็นการให้เกียรติมรดกตกทอดของหนังชุดนี้ แล้วไม่มีสิ่งที่ทำให้หนังของโตโฮมีเสน่ห์น่าสนใจ รวมไปถึงยังขาดความกระตือรือร้น ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่เริ่มงานกัน โดยตอนที่เอ็มเมอริชตกลงทำ เขาทำโดยไม่สนใจจะดูเลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นยังไง

“ผมไม่ได้อยากทำหนัง Godzilla ต้นฉบับ ผมไม่อยากทำอะไรแบบนั้น ผมอยากทำหนังของตัวเอง เราเอามาแค่การเล่าเรื่องพื้นฐานของหนังเรื่องแรก ซึ่งสิ่งมีชีวิตรายนี้ถูกสร้างจากรังสี และกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่นั่นคือส่ิงที่เราใช้ จากนั้นเราก็ถามตัวเองว่า อยากทำอะไรกับหนังสัตว์ประหลาดในทุกวันนี้ และเรื่องราวทำนองนั้น เราลืมทุกอย่างที่เกี่ยวกับหนัง Godzilla ต้นฉบับไปในตอนนั้น” เอ็มเมอริชบอก

จะตำหนิเอ็มเมอริช ที่พยายามทำอะไรที่เป็นของตัวเองก็คงไม่ได้ เขาสร้างหนังที่เขาอยากทำ และเขาก็ยิ่งกว่าแฮปปีซะอีก ที่เอาข้อได้เปรียบต่างๆ ของหนัง Godzilla มาใช้อย่างที่เห็น อย่างน้อยๆ เขาก็มีความจริงใจกับความทะเยอทะยานและวิสัยทัศน์ของตัวเอง มีการถกเถียงเกิดขึ้นมาว่า หนังเรื่องนี้น่าจะสร้างโดยคนที่เคารพหนังญี่ปุ่นหรือเปล่า? แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็มีคำถามที่ว่า ถ้าคุณกำลังจะรีเมคบางอย่างขึ้นมาใหม่ ทำไมไม่ให้อะไรที่แตกต่างกับผู้ชมไปล่ะ?

แต่หนังของเอ็มเมอริชก็ไม่ได้มีความเฉพาะตัวอะไรมากมาย เมื่อก็อดซิลลาในปี 98 ยังเป็นสิ่งมีชีวิตอารมณ์ร้ายคล้ายๆ กับ The Beast from 20,000 Fathoms หนังปี 1953 ที่สัตว์ประหลาดอเมริกันศูนย์กลายของเรื่อง ก่อให้เกิดหนังสัตว์ประหลาดที่มีธีมเกี่ยวกับนิวเคลียร์เป็นเรื่องแรกๆ ในเรื่องนี้ การทดลองระเบิดบริเวณอาร์คติค เซอร์เคิล ไปละลายน้ำแข็งที่ฝังรีโดซอรัส จนมันฟื้นคืนชีพ และสร้างหายนะให้กับนิว ยอร์ค ซิตี ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Godzilla ‘98 หนังเปิดเรื่องอย่างรวดเร็วด้วยการให้สัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถูกปลุกขึ้นมาด้วยระเบิดนิวเคลียร์ แล้วบุกถล่มนิว ยอร์คให้ราบเป็นหน้ากลอง ตัวสัตว์ประหลาดเองมีลักษณะคล้ายๆ กับไดโนเสาร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับสัตว์ยักษ์ที่พ่นไฟได้ และมีพลังเหนือธรรมชาติของก็อดซิลลา มองถึงตรงนี้ เอ็มเมอรฺิชกับเดฟลินลอกลักษณะเฉพาะของราชาแห่งสัตว์ประหลาดทิ้งไป และสร้างหนังไดโนเสาร์ขึ้นมาแทน

และทำให้หลายๆ คนรู้สึกว่า พวกเขาน่าจะชอบหนัง Godzilla ’98 มากขึ้น ถ้ามันเป็นการรีเมค The Beast from 20,000 Fathoms ซึ่งมันน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะมันหยิบยืมอะไรมากมายมาจากหนังเรื่องที่ว่า แต่ทำทุกอย่างภายใต้เงื้อมเงาของ Godzilla ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากให้พูดกันออกมาตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมว่า หนังสนุกไหม พวกเขายอมรับว่า ไม่ขี้เหร่เลย เพราะฉะนั้นปัญหามันอยู่ที่ชื่อ ที่ป้ายซึ่งแปะเอาไว้ใช่หรือเปล่า? รับมาตรงๆ อย่าพูดว่า คุณไม่สนุกกับมันอย่างที่มันเป็น

แล้วพอมาถกถึงเรื่องการรีเมค ก็จะพบความเห็นอย่าง “มันน่าจะเป็นหนังที่ดี ถ้ามันใช้ชื่ออื่น” ในการสนทนา มักจะมีการจับกลุ่มเป็นเรื่องเป็นราวเกิดขึ้นเสมอๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการรีเมคหนังหรือหนังโทรทัศน์ขึ้นมา ซึ่งทำให้การอัพเดทเรื่องราวเพื่อให้มีตัวตนของตัวเองยากที่จะได้รับการยอมรับ Godzilla ‘98 เป็นหนัง Godzilla ที่แย่ แต่มันเป็นหนังสัตว์ประหลาดที่สนุก ถ้าคนดูยินดีที่จะดูโดยไม่คิดถึง Godzilla

อย่างหนึ่งที่ Godzilla ‘98 ทำออกมาได้สนุก ก็คือการนำเสนอตัวสัตว์ประหลาด เพราะมันพยายามเอาตัวรอดให้ได้ในเมืองที่ทั้งใหญ่และเต็มไปด้วยความเลวร้าย ซึ่งไม่ต่างอะไรจากแคร์รี แบรดชอว์ ใน Sex and the City หรือพวกสุภาพบุรุษไร้บ้านใน Street Trash มันแค่ต้องการเป็นพ่อ-แม่ที่ดีให้กับทารกสัตว์ประหลาดในรังใต้ดิน ภายใต้เมดิสัน สแควร์ การ์เดน และถึงมันจะอันตราย ไม่เชื่อง มนุษย์เราก็สมควรถูกตำหนิกับการสร้างความโกลาหลให้กับตัวเอง เพราะพวกเขานี่แหละคือสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างมหาศาล ซึ่งไปปลุกมันขึ้นมา

ถ้าเราชมหนังเรื่องนี้เหมือนกับการดูหนังสัตว์ประหลาดสักเรื่องหนึ่ง เราจะได้เป็นพยานในการต่อสู้ระหว่างตัวร้ายจากยุคก่อนประวัติศาสตร์กับกองทัพ, ได้เห็นมันเดินข้ามสะพานบรูคลีน, ทำลายเรือหาปลา, ไล่ล่ารถแท็กซี และต้อนฝูงก็อดซิลลาน้อยที่กำลังแตกตื่น ความหรรษาจากความไร้สาระคือสิ่งที่ Godzilla ‘98 ให้ผู้ชมได้อย่างเต็มที่ และเป็นเรื่องสนุกที่ได้ชม หลายๆ ฉากในหนังก็มีความน่าตื่นตาตื่นใจ อย่างตอนที่ตัวละครของแฮงค์ อาซาเรีย รอดจากเท้าของก็อดซิลลาได้อย่างฉิวเฉียด เพราะโชคดีที่ไปยืนอยู่ระหว่างนิ้วเท้าของมันพอดี แล้วฉากที่นักตกปลาเหวี่ยงเบ็ดไปในทะเลแล้วเย่อกับไดโนเสาร์ครึ่งบกครึ่งน้ำล่ะ เป็นยังไง? อย่าไปคิดถึงการปลุกเร้าทางศิลปะใดๆ นอกจากเรื่องของความบันเทิง

อีกอย่างที่หนัง Godzilla ‘98 ทำได้ไม่เลวร้ายก็คือ การคัดเลือกนักแสดง ในหนังส่วนใหญ่ของเอ็มเมอริช ตัวละครจะมีมิติเดียว การแสดงก็ดูหลอกๆ ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องกับหนังรู้ตัวดีว่าพวกเขากำลังเล่นหนังประเภทไหน และใส่บุคลิกตัวละครให้พอที่จะขยายเรื่องราวระหว่างฉากแอ็คชันของสัตว์ประหลาดเพื่อสร้างความบันเทิงให้ผู้ชมได้พอเหมาะพอเจาะ บทก็อ่อน แต่การแสดงของทุกคนก็ช่วยยกระดับสิ่งต่างๆ บนจอ บรอเดอริคเล่นเป็นเด็กเนิร์ดในแบบที่คุ้นเคย ซึ่งนั่นเป็นจุดแข็งของเขาก็ว่าได้ ส่วนอาซาเรียกับเรโน ก็มีลักษณะเด่นตรงเป็นคนดูไม่ค่อยสนุก มาเรีย พิทิโญก็ให้การแสดงที่แบนๆ อย่างที่สุดกับเรื่อง ซึ่งทำให้พวกเขาดูเหมือนเป็นภาพล้อของคนทึ่มๆ ที่ผู้ชมสนุกที่จะได้เห็น

ในความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแสดงความชื่นชมกับ Godzilla ‘98 พูดกันอย่างจริงใจ หนังเรื่องนี้ไม่สมควรได้รับการยกย่องท่ามกลางบรรดาหนังสัตว์ประหลาดยักษ์ทั้งหลายด้วยซ้ำ แต่มันก็เหมือนตำหนิเล็กๆ ในคลังหนังไคจูของโตโฮ มันงี่เง่าหากก็มีเสน่ห์ และดูสนุก เป็นความบันเทิงแท้ๆ ในยามที่ต้องการดูอะไรเพื่อผ่อนคลาย โดยไม่ได้เรียกร้องจากผู้ชมจนมากเกินไป แต่ก็ละสายตาไม่ได้รวมไปถึงมีความบันเทิงมากพอที่จะดึงความสนใจจากเราไว้

และบางที มันก็น่าจะได้รับการประเมินค่าใหม่เหมือนกัน

โดย ฉัตรเกล้า จากเรื่อง GODZILLA ฉบับปี 1998 งานที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1258 ปักษ์หลังมิถุนายน 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 410
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    410
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On