แม้จะเป็นประเทศที่ออกตัวว่า สนับสนุนประชาธิปไตย, ดูแลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน, บอกว่าตัวเองเป็นประเทศเสรีนิยม ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
แต่เอาเข้าจริงก็มีเรื่องราวมากมาย ตรงข้ามกับที่ป่าวประกาศถูกซุกเอาไว้ใต้พรมของประเทศสหรัฐ อเมริกา ที่ต้องขุดคุ้ย ยกขึ้นมาถึงจะได้เห็นว่า คนผิวขาวบางกลุ่ม บางส่วนก็ยังคงเหยียดคนผิวดำ ส่วนคนผิวดำนั้น บ้างก็มองคนผิวสีอื่น ๆ ที่เข้ามาในประเทศต่ำต้อยกว่าตัวเอง
กระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้ง 2 ที่ทหารผิวดำร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารผิวขาว เมื่อทั้งคู่ต่างกลับมาพร้อมกับชัยชนะต่อนาซีเยอรมัน และลูกพระอาทิตย์ญี่ปุ่น บนประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองแท้ ๆ คนผิวดำกลับกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ ถูกกีดกันจากการใช้สถานที่ ใช้บริการสาธารณะร่วมกับคนขาว ทั้งที่มีการประกาศความเป็นไทของพวกเขากันตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln)
และเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกัน การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความเป็น “คน” เหมือนกันของคนผิวดำ ก็กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดี เป็นเรื่องราวที่กินใจ สำหรับสร้าง-ทำเป็นภาพยนตร์มาทุกยุคทุกสมัย
‘42’ ก็คือ หนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น กับการพาไปดูความเป็นไปของนักเบสบอสอาชีพผิวดำคนแรก ในศึกเมเจอร์ลีกของสหรัฐ อเมริกา แจ็คกี้ โรบินสัน (Jackie Robinson) เจ้าของ)หมายเลขเสื้อ 42 ซึ่งกลายเป็นหมายเลขในตำนาน และไม่มีการนำกลับมาใช้จนถึงทุกวันนี้ โดยทีมที่เซ็นสัญญากับโรบินสันในฐานะนักเบสบอลอาชีพก็คือ บรูคลีนน์ ด็อดเจอร์ส (Brooklyn Dodgers) ของแบรนช์ ริคกีย์ (Branch Rickey) ซึ่งในยุคนั้น ไม่ใช่แค่โรบินสันที่ถูกต่อต้านจากคนดูผิวขาวเหยียดผิว กับนักเบสบอลด้วยกันเองก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทีมเดียวกัน หรือต่างทีม ตัวริคกีย์เองก็โดนแอนตีทั้งจากบรรดาผู้บริหารของเมเจอร์ ลีก, ลูกทีมตัวเอง ทั้งในระดับของโค้ชและผู้เล่น แต่ทั้งคู่ก็เอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ โดยปราศจากความรุนแรง
ในแง่ของหนัง ‘42’ ถือเป็นงานเล่าเรื่องตามแบบแผน นับ 1-2-3 ไปตามลำดับ แบบเดียวกับหนังชีวประวัติเรื่องอื่น ๆ เก็บเอาเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในชีวิตของแจ็คกี โรบินสันมานำเสนอ แต่ในการเดินหน้าไปตามจังหวะลีลาที่คนดูคุ้นเคย ก็ไม่ละเลยที่จะพาลงลึกไปดูถึงหัวใจในการเอาชนะกำแพงแห่งอคติ ทtลายหัวใจที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของโรบินสันและริคกีย์ ซึ่งก็คือการต่อสู้ด้วยความสงบ ใช้ใจชนะใจ ตอบโต้การถูกกระทำต่าง ๆ ด้วยการแปรเปลี่ยนไปเป็นความสามารถในสนาม โดยไม่แสดงความรุนแรงกลับไป ต่อให้ถูกเหยียดหยามดูถูกขนาดไหนก็ตาม
ส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้กับเสือเฒ่าเจ้าของสโมสรอย่างริคกีย์ ที่มองเกมออกตั้งแต่ติดต่อเซ็นสัญญากับนักเบสบอลฝีมือดี แต่เลือดร้อนอย่างโรบินสันเข้าทีม ที่มีเงื่อนไขบางอย่างกำหนดเอาไว้ ที่หากโรบินสันทำไม่ได้ทุกอย่างก็ปิดฉาก
ไม่ได้มีเพียงโรบินสันกับริคกีย์เท่านั้นที่ต้องต่อสู้ ยังมีตัวละครอย่าง เวนเดลล์ สมิธ (Wendell Smith) อีกคน เขาเดินทางไปกับโรบินสันในฐานะนักข่าวผิวดำ ที่คอยรายงานข่าวของนักเบสบอลเมเจอร์ลีกผิวดำคนแรกของโลก โดยไม่สามารถนั่งทำข่าวในที่ซึ่งจัดไว้ให้นักข่าวทั่วไปได้ ต้องมานั่งรวมกับคนดู โดยมีพิมพ์ดีดอยู่บนตักเพื่อพิมพ์รายงานข่าว นี่คืออีกหนึ่งตัวแทนของคนผิวดำ ที่ถูกกีดกันจากกลุ่มคนที่น่าจะพร้อมให้ “สิทธิที่เท่าเทียมกัน” กับคนอื่นๆ
‘42’ ไม่ใช่แค่หนังบันทึกไฮไลท์ในชีวิตของแจ็คกี โรบินสัน หากยังเป็นงานที่สืบเสาะลงไปในเรื่องการละลายความเกลียดชังทางสังคม การต่อสู้ของคนที่ถูกกดขี่ ถูกเหยียดหยามจากชาติพันธุ์ แม้อาจจะไม่เข้มข้น ลึกซึ้ง หรือครบเครื่องเหมือน ‘Invictus’ แต่ก็มีประเด็นที่ใกล้เคียงกัน นอกเหนือไปจากการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของตัวละคร ที่ทำออกมาได้อย่างสนุก โดยคุมโทนให้ไม่หนักหนาสาหัส เป็นงานในทางฟีลกูดก็ว่าได้ ดูเบา ๆ ไม่พยายามบีบคั้นหรือฟูมฟายจนเลอะเทอะ มีก็ไม่มาก จัดมาเฉพาะที่จำเป็น ได้การแสดงที่ดูนิ่ง แต่ไม่ล้น และไม่แข็งจนเป็นไม้เบสบอล ส่งให้หนังที่ความยาวมากกว่า 2 ชั่วโมงเรื่องนี้ พาคนดูเดินผ่านไปถึงบทสรุปจบได้อย่างอบอุ่น
แชดวิค โบสแมน (Chadwick Boseman) ที่เล่นเป็นแจ็คกี โรบินสัน แม้จะแสดงถึงความสับสน ความอึดอัดในตัวได้ดี แต่บางทีก็ดูสดใสเกินไปกับสภาพชีวิตที่ตัวละครต้องเจอ หากโดยรวม ๆ ก็สอบผ่าน กับการเล่นเป็นตัวละครศูนย์กลางของหนัง ที่หากเอาไม่อยู่ ทุกอย่างคงพังครืนไปตั้งแต่ชั่วโมงแรก
ที่น่าสนใจก็คือบทบรานช์ ริคกีย์ ที่ลืมไปเลยว่านี่คือแฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) กับการแสดงที่ไม่มีภาพเก่า ๆ ติดตัว ดูเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกว่านี่คือ บรานช์ ริคกีย์ ที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในโลกจริง ๆ
บทสรุปสุดท้ายของหนัง เป็นไปอย่างที่น่าจะคาดเดากันได้ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนเรื่องราวจริงอยู่บ้าง เพื่อสร้างความเป็นดราม่าให้กับหนัง ซึ่งก็ไม่ถึงกับฟูมฟายจนเกินเหตุอย่างที่บอก และทำให้มองตัวหนังสือในช่วงเอนด์ เครดิต ได้ด้วยความปิติลึก ๆ อิ่มใจ กับบทสรุป ที่เป็นความพ่ายแพ้ของความเกลียดชังในชาติพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่เป็นการพ่ายแพ้ต่อความเกลียดชังด้วยกัน
แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นมนุษย์ก็ไม่เคยหยุดใช้มันเอาชนะซึ่งกันและกัน
ข้อมูลภาพยนตร์:
กำกับภาพยนตร์: ไบรอัน เฮลเจแลนด์ บทภาพยนตร์: ไบรอัน เฮลเจแลนด์ นักแสดง: แชดวิค บอสแมน, แฮร์ริสัน ฟอร์ด, นิโคล เบฮารี, คริสโตเฟอร์ เมโลนี, อังเดร ฮอลแลนด์, ลูคัส แบล็ค, ฮามิช ลิงก์เลเทอร์, ไรอัน เมอร์ริแมน
โดย: นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 25 ฉบับที่ 2 ตุลาคม 2555
ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์หรือกดติดตามเพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















