Movie ReviewREVIEW

ดูมาแล้ว: BEVERLY HILLS COP: AXEL F การสัมผัสกับวันเก่า ๆ ที่แสนดีจากยุค 80

40 ปีก่อน หลังสร้างชื่อเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงของรายการ ‘Saturday Night Lives’ ตามด้วยขึ้นจอใหญ่ใน ‘48 Hrs.’ (1982) กับ ‘Trading Places’ (1983) ที่ทำเงินสวยงามบนบ็อกซ์ ออฟฟิศ เอ็ดดี เมอร์ฟี (Eddie Murphy) ก็บินเดี่ยวครั้งแรกในปี 1984 ด้วยหนังแอ็กชัน อาชญากรรม เบาสมอง ‘Beverly Hills Cop’ ที่ชื่อไทยตั้งแบบไม่เผยอะไรของหนังเลยจริง ๆ ‘โปลิศจับตำรวจ’ 😀

หนังไม่ใช่แค่ทำเงินมากกว่าหนังเรื่องก่อนหน้าของเมอร์ฟี ที่ประกบนิล โนลเต (Nick Nolte) และแดน แอครอยด์ (Dan Aykroyd) ตามลำดับ แต่เรียกได้ว่าทำเงินมหาศาล ด้วยรายได้ 230 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ เป็นหนังทำเงินสูงสุดของปี 1984 เป็นหนังเรต-อาร์ทำเงินมากสุดอันดับ 3 แพ้แค่ ‘The Exorcist’ และ ‘The Godfather’ (ในตอนนั้น) และปีนี้ (2024) หลังมีการปรับค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลง ‘Beverly Hills Cop’ คือหนังเรต-อาร์ ทำเงินสูงสุด

หนังส่งให้เอ็ดดี เมอร์ฟีเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ต้น ๆ ของวงการภาพยนตร์ แล้วก็สวมบทบาทแอ็กเซล ฟอลีย์ (Axel Foley) หรือแอ็กเซล เอฟ (Axel F.) อีกสองครั้งใน ‘Beverly Hills Cop II’ (1987) และ ‘Beverly Hills Cop III’ (1994) แม้ชีวิตการทำงานของเมอร์ฟีจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ เป็นกราฟขึ้น ๆ ลง ๆ หลังหนังโปลิศจับตำรวจเรื่องสุดท้าย แต่ก็มีความพยายามนำตำรวจปากไว ที่ชอบแหกคอกรายนี้มาขึ้นจอครั้งที่ 4 เป็นระยะ ๆ หากก็คงไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเวลาทอดยาวจากหนังภาคแรกมากขึ้นเรื่อย ๆ

และในปีที่ ‘Beverly Hills Cop’ เรื่องแรกอายุครบ 40 ปี แอ็กเซล ฟอลีย์ก็กลับมา….

ไม่ต่างจาก ‘Top Gun: Maverick’ หนังเรื่องนี้ของเอ็ดดี เมอร์ฟี ที่อายุตัวจริงคือ 63 ปี และหากตัวละครอายุเท่ากันก็ควรเกษียณจากหน้าที่การงานในสำนักงานตำรวจดีทรอยต์ไปแล้วเรียบร้อย มีสิ่งที่ยุคนี้เรียกว่า ไวบ์ (Vibe) ซึ่งหากแปลเป็นไทยทื่อ ๆ ก็คือ อารมณ์และบรรยากาศของยุค 80 ให้สัมผัสอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มาของเรื่องที่กลายเป็นเรื่องก็ไม่ต่างจากภาคก่อน ๆ เมื่อมีเหตุทำให้ฟอลีย์ต้องเดินทางจากดีทรอยต์มาทำคดี (แบบไม่เป็นทางการ) ที่เบฟเวอร์ลี ฮิลล์สอีกครั้ง หนนี้เพื่อช่วยเพื่อนเก่าบิลลี โรสวูด (Billy Rosewood) ที่ได้จัดจ์ ไรน์โฮลด์ (Judge Reinhold) กลับมารับบทเดิม ซึ่งลาออกจากตำรวจมาเปิดสำนักงานนักสืบเอกชน และกำลังทำคดีคนขนยาฆ่าตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นลูกความในการดูแลของเจน ซอนเดอร์ส (Jane Saunders) ของเทย์เลอร์ เพจ (Taylour Paige) ลูกสาวผู้ห่างเหินกับพ่อ – แอ็กเซล ที่จู่ ๆ โรสวูดก็หายตัวไปอย่างลึกลับ

การกลับมาทำงานที่นี่อีกครั้ง ยังทำให้แอ็กเซลได้พบเพื่อนเก่าอีกราย จอห์น แท็กการ์ด (John Taggart) ที่กลับมาเล่นบทนี้อีกครั้งโดย จอห์น แอชตัน (John Ashton) ที่ต่อให้เวลาผ่านไปถึง 4 ทศวรรษ ก็ยังทำงานในสำนักงานตำรวจเบฟเวอร์ลี ฮิลล์สเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมก็คือ ไม่ใช่จ่าแต่เป็นหัวหน้าสำนักงาน และมีปัญหาเรื่องงานบางอย่างกับโรสวูด ซึ่งเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่บางราย เมื่อแท็กการ์ดเลือกหนุนหลังเจ้าหน้าที่คนที่ว่า ที่พอเห็นหน้าหลาย ๆ คนก็คงไม่คิดหาคำตอบแล้วว่า ใครกันที่เป็นตัวร้ายอยู่เบื้องหลังคดีคนขนยาฆ่าตำรวจปปส.

การมาร่วมสืบคดีด้วยกัน (อย่างไม่เต็มใจ) ของเจนกับแอ็กเซล ก็ย่อมเดากันได้ว่า นี่คือโอกาสอันดีที่ทั้งคู่จะได้กลับมาสานสัมพันธ์กัน หลังฝ่ายพ่อตัวแสบปากหนักกับคนในครอบครัว จนดูเป็นคนทิ้งขว้างภรรยากับลูกสาวอย่างจงใจ

หากสิ่งที่ทำให้ ‘Beverly Hills Cop: Axel F’ มีอารมณ์และบรรยากาศแบบที่คุ้นเคยกันจากหนังชุดนี้ ไม่ใช่แค่หรือเอาเข้าจริง ๆ ไม่ใช่เพราะพล็อต แต่เป็นเพราะสารพัดสิ่งที่หนังใส่เข้ามา ตั้งแต่อุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม แอ็กเซลยังคงขับรถอเมริกันคันโต ๆ ใส่แว่นเรย์แบน สวมเสื้อแจ็กเก็ตทีมดีทรอยต์ ไลออนส์ รองเท้าอดิดาส ซูเปอร์สตาร์ แถบเขียว การกลับมาเจอกันของเพื่อนเก่าแอ็กเซล-โรสวูด-แท็กการ์ด แม้ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจะหย่อนความเข้มข้นลงไปบ้าง เพราะหนนี้ศูนย์กลางอยู่ที่สองพ่อ-ลูกฟอลีย์เป็นหลัก หากยังมีกลิ่นอาย รวมถึงอารมณ์ขันแบบเดิม ๆ แล้วถึงอายุจริงของนักแสดงจะผ่าน 5 รอบไปแล้ว ส่วนอายุตัวละครก็คงไล่กันมาเต็มที เพราะพูดถึงการทำงานนั่งโต๊ะ การเกษียณกันแล้ว แต่แอ็กเซลก็ยังเหมือน 40 ปีที่แล้ว นิสัยใจคอถูกสตัฟฟ์ไว้สนิท ยังปากมาก ปล่อยมุขในแบบที่คนยุคโวก (Woke) มองเป็นเรื่องการเหยียด การดูถูก ดูหมิ่นดูแคลน ที่เรียกว่า บูลลี (Bully) ซึ่งในอดีตไม่ได้ถูกประเมินค่าอย่างในทุกวันนี้

ถึงขนาดมีแซะกลับว่า คนดำล้อคนขาวเป็นอารมณ์ขัน แต่ทันทีที่คนขาวล้อคนดำบ้าง กลับกลายเป็นบูลลีซะอย่างนั้น

รวมถึงยังเป็นขาลุย แหกคอก ทำอะไรนอกกฎ เป็นจอมกะล่อนที่ใช้ฝีปากแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (ซึ่งดูแล้วไม่น่าแก้ได้) เป็นประจำ แบบที่เห็นกันชินตาจากหนังภาคก่อน ๆ

อีกอย่างที่ไม่ใช่มุกแต่ดู ๆ ไปก็อดขำไม่ได้ เพราะขณะที่เพื่อน ๆ อย่างแท็กการ์ด, โรสวูด แก่เอา ๆ แต่แอ็กเซลกลับดูสูงวัยจากเดิมไม่เท่าไหร่ แถมยังกระปรี้กระเปร่า มีเอเนอร์จี้เต็ม ๆ ผิดกับเพื่อน ๆ ที่โรยราเหลือเกิน

การเล่าเรื่องก็เก็บเอา “ของจำ” จากหนังภาคที่แล้วมา ใส่ไว้เพียบไม่แพ้ ‘Top Gun: Maverick’ ตั้งแต่ธีมหลัก “Axel F.” ของฮาโรลด์ ฟัลเทอร์เมเยอร์ (Harold Faltermeyer) ที่คนรุ่น 2000 อาจคิดว่าเป็นเพลงของนักร้องตุ๊กตุ่นซีจี เครซี ฟร็อก (Crazy Frog) ซึ่งขึ้นจออีกครั้งโดยฝีมือลอร์น บัลเฟ (Lorne Balfe) ที่อิงการใช้งาน ซาวนด์ อารมณ์เดิม ๆ เป็นหลัก แล้วยังไปขุดกรุเอาเพลงนำ “Heat is On” ของเกล็นน์ ฟราย (Glenn Ftey) จากภาคแรก และ “Shakedown” ของบ็อบ ซีเกอร์ (ฺBob Seeger) จากภาคสองมาใช้ แล้วก็พ่วงด้วย “Maneater” ของดูโอยุค 80 – ฮอลล์ แอนด์ โอตส์ (Hall and Oates) ที่วันนี้ไม่เผาผีกันแล้ว นอกจากนี้ยังไม่ลืมให้แอ็กเซลได้ขับรถชมเบฟเวอร์ลี ฮิลล์ส ตอนต้นเรื่องเหมือนที่เคยทำเป็นประจำเวลาเดินทางมาถึงอีกต่างหาก

นักแสดงที่มารับบทตัวละครหลักคนใหม่ของหนังภาคนี้ ก็เป็นคนที่มาจากยุค 80 อีกราย เควิน เบคอน (Kevin Bacon) ที่ไม่รู้ว่าเป็นมุกหรือเปล่า ที่ให้แอ็กเซลจับพิรุธตัวละครที่เขาเล่นได้จากรองเท้า เมื่อหนังแจ้งเกิดของเบคอนเป็นเรื่องของนักเต้นเท้าไฟ ‘Footloose’

ส่วนโจเซฟ กอร์ดอน-ลิวอิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) นี่ไม่ใช่ 80 แถมหายหน้าไปพักใหญ่ ขึ้นจอราวเดินจากรถเทรลเลอร์มาเข้ากล้อง ที่พอคัตก็กลับไปจิบกาแฟรอถ่ายฉากต่อไปสบาย ๆ เพราะดูผ่อนคลาย คล้าย ๆ โทนของหนัง บางทีเห็นลิวอิตต์เล่นอะไรเบา ๆ แบบนี้ก็สบายตาดีเหมือนกัน

จังหวะเล่าเรื่องก็มาท่วงท่าเดียวกับงานยุคเก่า เปิดด้วยแอ็กชันมันส์ ๆ วินาศสันตะโรแล้วก็เข้าเรื่องสลับอารมณ์ขัน หว่านฉากแอ็กชันเป็นระยะ ๆ ให้กราฟอารมณ์มีขึ้นมีลง บางช่วงอาจหนืดไปนิดสำหรับคอหนังยุคนี้ ที่ไม่อินกับอารมณ์ขันของเมอร์ฟี หรือลีลาของหนังชุดนี้ แล้วปิดด้วยฉากแอ็คชันระเบิดเถิดเทิง ที่เติมมุขแทรกเป็นระยะ ๆ และจบลงแบบแฮปปี้ เอ็นดิง ทั้งเรื่องคดี ที่คนดูรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าใครคือตัวร้าย โดยแอ็กเซลได้ผู้คนรายรอบมากมายช่วยเหลือ แถมไม่โดนเล่นเรื่องวินัยข้าราชการ ตามสไตล์หนังฟีลกู้ด ที่ยุคนั้นยังไม่มีนิยามว่างานฟีลกู้ด

คนที่เพิ่งรู้จักตัวละครในตำนานจากยุคนั้นรายนี้ แม้ไม่อินกับอารมณ์หรือบรรยากาศของหนัง แต่ก็พอตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่งเรื่องความบันเทิง ส่วนคนที่โตมาด้วยกัน คงสนุก ฟินกับหนังได้ไม่ยาก แต่ไม่รู้ว่าเพราะเป็นจอเล็กไม่ใช่ในโรงใหญ่ หรือด้วยกรอบของหนัง ‘Beverly Hills Cop: Axel F’ เลยยังไม่สุดติ่งระดับ ‘Top Gun: Maverick’ หากก็เป็นงานถวิลหาอดีต ที่มากกว่าถวิลหาอดีต เพราะเป็นการเอาอดีตมารีไซเคิล แล้วเติมองค์ประกอบใหม่ ๆ ให้มีความแตกต่าง (บ้าง)

เมื่อต้องพูดปิดท้าย คำพูดที่ใช้ก็ไม่ต่างจากการได้ฟังอัลบัมศิลปินเก่า ๆ ที่กลับมาออกงานใหม่ การได้เห็นนักแสดงเก่า ๆ มารับงานแสดงอีกครั้ง มันคืองานคืนสู่เหย้า การได้เจอเพื่อนเก่า ที่ไม่ต้องมาพูดคุยถึงเรื่องอะไรใหม่ ๆ ในวันนี้ เพื่อนอาจไม่สด ไม่ปัง อย่างที่เคยเป็น แต่ก็ทำให้ความทรงจำกลับมามีชีวิตอีกหน ไม่ว่าจะเป็นภาพโรงหนังแม็คเคนนา เสียงเพลงจากอัลบัม ‘The Allnighter’ ของเกล็นน์ ฟราย เสียงล้อยางเล็ก ๆ บดกับพื้นปาเก้ของลานสเก็ตที่ไหนสักแห่ง

บางทีสิ่งที่ดีที่สุดของ ‘Beverly Hill Cop: Axel F’ ไม่ได้อยู่ตัวหนัง แต่อยู่ที่สิ่งที่มันทำให้รู้สึกเมื่อได้ชม

ความรู้สึกถึงวันเก่า ๆ ที่แสนดี

ข้อมูลภาพยนตร์
ผู้กำกับ: มาร์ก มอลลอย ผู้เขียนบท: วิลล์ บีลล์, ทอม กอร์มิแคน, เควิน เอ็ตเทน เรื่องโดย: วิลล์ บีลล์ จากตัวละครของ ดานิโล บาค และแดเนียล เพทรี จูเนียร์ นักแสดง: เอ็ดดี เมอร์ฟี, โจเซฟ กอร์ดอน-ลิวอิตต์, เทย์เลอร์ เพจ, จัดจ์ ไรน์โฮลด์, จอห์น แอชตัน, พอล ไรเซอร์, บรอนสัน พินโชต์, เควิน เบคอน

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 35 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2567

ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์หรือกดติดตามเพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

What is your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0
Sadaos
พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

You may also like

More in:Movie Review

Comments are closed.