Movie ReviewREVIEW

ดูมาแล้ว: ‘SURVIVING BLACK HAWK DOWN’ เรื่องราวที่ลึก และละเอียดกว่าที่เคยรับรู้จาก ‘BLACK HAWK DOWN’

3-4 ตุลาคม 1993 เกิดการปะทะครั้งใหญ่ ที่เรียกว่า “ยุทธการแห่งโมกาดิชู” (Battle of Mogadishu) ทางตอนใต้ของกรุงโมกาดิชู ประเทศโซมาเลียที่มีสงครามกลางเมือง ระหว่างทหารสหรัฐอเมริกาที่เข้าไปสนับสนุนการช่วยเหลือชาวโซมาเลียของสหประชาชาติ กับกองกำลังฝ่ายกบฏของนายพล โมฮัมเหม็ด ฟาราห์ ไอดิด (Mohammed Farah Aidid) เมื่อเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์คของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตก ขณะทำภารกิจจับตัวขุนพลคนสนิทของนายพลไอดิด

ภารกิจที่กะว่าไม่น่ากินเวลาเกินชั่วโมงกลับยาวนานข้ามคืน และผิดเพี้ยนเป็นปฏิบัติการช่วยชีวิตทหารในเฮลิคอปเตอร์ที่ตก จนเป็นศึกที่กองทัพอเมริกันสูญเสียมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสงครามเวียตนาม โดยทหารเสียชีวิต 18 ราย บาดเจ็บ 84 คน ส่วนชาวโซมาเลียประเมินว่าน่าจะตายราว ๆ 300-500 คน ได้รับบาดเจ็บอาจสูงถึง 1,000 คน ไม่ว่าจะเป็นคนของไอดิดหรือว่าประชาชนทั่วไป

เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “เหตุการณ์เหยี่ยวดำร่วง” (Black Hawk Down Incident)

28 ธันวาคม 2001 ภาพยนตร์เรื่อง ‘Black Hawk Down’ ที่กำกับโดยริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) ซึ่งจำลองเหตุการณ์เหยี่ยวดำร่วงมาขึ้นจอ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นฟุตเตจจากเหตุการณ์จริง เปิดฉายในวงจำกัด เพื่อให้ได้สิทธิ์เข้าชิงรางวัลออสการ์ ก่อนเพิ่มจอเป็นวงกว้างตอนต้นปีต่อมา

แม้จะพูดว่าประสบความสำเร็จเรื่องรายได้ไม่เต็มปาก เมื่อทำเงินไป 173 ล้านเหรียญสหรัฐจากทุนสร้างถึง 92 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะให้คุ้มทุนรายได้ก็ต้องระดับ 2 เท่าของงบสร้าง โดยยังไม่รวมงบการตลาดต่าง ๆ แต่ก็ได้รับคำวิจารณ์แง่บวกทั้งจากนักวิจารณ์และผู้ชม เข้าชิงรางวัลสำคัญ ๆ ในโลกภาพยนตร์ โดยเฉพาะออสการ์ ที่สก็อตต์เข้าชิงผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่พ่ายให้รอน โฮเวิร์ด (Ron Howard) จาก ‘A Beautiful Mind’ หากก็คว้ารางวัลเสียงยอดเยี่ยมและตัดต่อยอดเยี่ยมมาครอง

10 กุมภาพันธ์ 2025 เรื่องราวเหยี่ยวดำร่วงถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง คราวนี้เป็นหนังสารคดีชุดขนาด 3 ตอนจบ สร้างและปล่อยให้ชมโดยเน็ตฟลิกซ์ มีริดลีย์ สก็อตต์ ผู้กำกับ ‘Black Hawk Down’ เป็นผู้อำนวยการสร้าง ใช้ชื่อว่า ‘Surviving Black Hawk Down’

ถึงบางส่วนจะเป็นการจำลองเหตุการณ์ความโกลาหลในวันที่ 3-4 ตุลาคม 1993 ไม่ต่างจากหนังใหญ่ปี 2001 หากก็ถูกนำเสนอเป็นช่วง ๆ เป็นระยะ ๆ แล้วต่อให้ความยาวโดยรวมจะสั้นกว่าภาพยนตร์ที่ยาว 173 นาที อยู่ 17 นาที เนื้อหาก็ลงลึกมากกว่า เมื่อมีคลิปสัมภาษณ์ คลิปเหตุการณ์จริง และภาพจำลองเหตุการณ์ของผู้คนในเหตุการณ์วันนั้น ทั้งจากทหารกองทัพสหรัฐฯ ในหน่วยจู่โจม, หน่วยเดลตา ฟอร์ซ หรือพลขับเฮลิคอปเตอร์ ทั้งชาวโซมาเลีย ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไป (โดยเฉพาะตากล้องวิดีโอเจ้าของภาพฟุตเตจของจริง) คนของไอดิด ที่ทำให้เห็นมุมมอง ความรู้สึก ความเห็นของแต่ละชีวิต ที่บ้างก็เหมือน บ้างก็แตกต่างกัน ตามด้านที่พวกเขายืนอยู่ ชีวิตที่พวกเขาต้องใช้

เรื่องราวเลยมีขอบเขต และขนาดที่ “กว้าง”, “ไกล” และ “ลึก” มากขึ้น

แล้วก็ไม่ได้จำกัดแค่เหตุการณ์วันนั้น หากยังย้อนไปถึงสาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องส่งกองทัพมาที่นี่ จุดพลิกผันที่ทำให้กองทัพอเมริกัน ซึ่งทีแรกถูกมองว่าเป็นวีรบุรุษที่จะนำความสงบมาให้กลับกลายเป็นซาตาน ถูกผู้คนที่เคยโบกธงดวงดาวและริ้วขาว-แดงต้อนรับด้วยรอยยิ้มตะโกนไล่ เมื่อปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมเปลี่ยนเป็นปฏิบัติการทางทหาร จนบางคนถึงขั้นหันไปเป็นทหารของไอดิด จนสหรัฐอเมริกันมีแววติดหล่มเหมือนที่เวียตนาม เพราะไม่ได้ใจคนท้องถิ่น และไม่อินกับการสู้รบที่ไม่ใช่ของตัวเอง

‘Surviving Black Hawk Down’ ยังลงลึกถึงปูมหลังของทหารหลายนาย ที่ชีวิตในบ้านไม่ต่างจากคนไม่มีที่ไป การเป็นทหารคือโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต บวกกับถูกปลูกฝังความคิดที่ว่า สหรัฐอเมริกาคือผู้ผดุงคุณธรรม มีความเท่ มีความกล้าหาญ ผ่านสื่อทั้งของทางการและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จนเดินทางมาที่โซมาเลียด้วยจิตใจฮึกเหิมพ่วงความคิดว่า ตัวเองเป็นคนดี มาทำสิ่งดี ๆ มาดูแลชาวโซมาเลียที่อดยาก ก่อนภารกิจคุ้มครองการแจกอาหารของสหประชาชาติจะเปลี่ยนเป็นจัดการไอดิด ซึ่งทำความเดือดร้อนและไม่พอใจให้คนท้องถิ่น เพราะทำให้มีการปะทะกันแทบทุกวัน

การปฏิบัติงานคล้าย ๆ เดิม แบบเดิม ๆ ไม่ต่างจากทำงานประจำ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่นำไปสู่ความล้มเหลวของภารกิจ เมื่อทำให้ประมาทด้วยคิดว่า ไม่ต่างจากครั้งก่อน น่าจะจบง่าย ปิดไว จนไม่นำยุทโธปกรณ์ติดตัวมาเผื่อเหลือเผื่อขาด กระสุนไม่มาก กล้องมองตอนกลางคืนไม่พก แต่พอทุกอย่างไม่เป็นอย่างเคย ไม่ง่ายเหมือนแผนที่วางบนกระดาน ทุกอย่างเลยพังแบบไม่ต้องหาสาเหตุ

การฝึกก็มีส่วนทำให้เกิดความเละเทะอย่างที่เห็น เพราะมีแต่ฝึกจู่โจม ไม่ฝึกตั้งรับ ฝึกแต่ภารกิจจับตัวเป้าหมาย ไม่ได้ฝึกภารกิจช่วยชีวิต แถมทหารส่วนใหญ่ในภารกิจนี้ยังขาดประสบการณ์ เมื่อหลาย ๆ นายถูกส่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นครั้งแรก

ฝั่งชาวโซมาเลีย นอกจากได้รู้ว่า เพราะอะไรพวกเขาถึงมองทหารอเมริกันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ยังได้เห็นด้วยว่า ทำไมถึงมีความเคียดแค้นขนาดนั้น รวมถึงรู้ซึ้งถึงความสูญเสียที่พวกเขาได้รับจากเหตุการณ์เหยี่ยวดำร่วง

พอต่างฝ่ายเกิดความสูญเสียมากขึ้นและเดิมพันเป็นเรื่องของชีวิต สถานการณ์ก็เลวร้ายยิ่งขึ้น จนเรื่องมนุษยธรรมถูกละเลย ความเห็นใจถูกมองข้าม ทหารอเมริกันยิงกราดใส่ผู้คนโดยไม่แยกแยะ แม้สถานที่เกิดเหตุจะเป็นย่านชุมชน ทำให้ชาวบ้านตั้งป้อมเป็นศัตรูกับพวกเขาเพิ่มขึ้น ฝ่ายกบฏก็ตอบโต้โดยกลมกลืนไปกับฝูงชน ไม่ต่างไปจากการใช้คนเชื้อชาติเดียวกันเป็นเกราะกำบัง

‘Surviving Black Hawk Down’ ยังให้ภาพชัดเจนมากกว่าเดิมเรื่องความเลวร้าย ความสูญเสียของสงคราม และตอกย้ำเรื่องนโยบายการเมืองระหว่างประเทศที่ผิดพลาด ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารที่ล้มเหลวในฐานะตำรวจโลกของสหรัฐอเมริกา

ถึงจะเป็นซีรีส์ 3 ตอนจบ แต่ก็ไม่ได้เล่าเรื่องง่าย ๆ ร่ายยาวแล้วตัดเป็น 3 ตอน เพราะแต่ละตอนมีเรื่องราว มีจุดเริ่มต้น มีไคลแม็กซ์ มีอารมณ์ดรามา และแน่นอนความน่าตื่นเต้นของตัวเอง ที่ต่อให้รู้บทสรุปของเหตุการณ์นี้แล้ว ก็ยังสนุกได้จากข้อมูลใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ ที่ถูกป้อนเข้ามา มีการนำองค์ประกอบของภาพยนตร์มาใช้อย่างได้ผล ไม่ว่าดนตรีประกอบ การตัดต่อที่นำภาพเหตุการณ์จริง ที่หลาย ๆ ภาพไม่ใช่แค่ไม่เคยเผยแพร่ในวงกว้าง แต่ยังสะเทือนอารมณ์, การสัมภาษณ์ผู้คน และเหตุการณ์ที่จำลองขึ้น มาร้อยเข้าด้วยกัน แล้วทิ้งท้ายแต่ละตอนด้วยการเปิดประเด็นที่นำไปสู่ตอนต่อไปได้อย่างน่าติดตาม จากตอนแรก ‘This Is Not New York’ ที่จบตรงเฮลิคอปเตอร์เหยี่ยวดำถูกยิงตก มาสู่ ‘A Wall of Lead’ ที่รูดม่านเมื่อไมค์ ดูแรนต์ (Mike Durant) พลขับหนึ่งในเฮลิคอปเตอร์ที่ตก ถูกคนของไอดิดจับตัว แล้วปิดท้ายด้วย ‘No Way Out’ ที่เป็นบทสรุปว่า ผู้คนที่ผ่านเหตุการณ์นี้ไม่มีทางออกอื่นใดนอกจากยอมรับกับสิ่งเกิดขึ้น

แต่ถ้าเปลี่ยนมาชม 3 ตอนรวด มองข้ามความเชื่อมโยงตอนท้ายกับจุดเริ่มต้นของแต่ละตอน เรื่องราวของ ‘Surviving Black Hawk Down’ ยังมีลักษณะของงานแบบ 2 ชั่วโมงโดยทั่วไป แต่ละตอนไม่ต่างจากแต่ละองก์ของภาพยนตร์ เปิดเรื่อง-ดำเนินเรื่อง และไคลแม็กซ์ ให้ความเข้มข้น คมคาย ทั้งเนื้อหา การนำเสนอครบ ตัวเรื่องก็พยายามเป็นกลางอย่างที่สุด ปล่อยเรื่องความถูกความผิดเป็นการตัดสินใจของผู้ชม โดยอิงจากข้อมูลต่าง ๆ ที่หนังมอบให้

ต่อให้เป็นเรื่องยากจะตัดสิน แต่ก็สรุปได้ว่าปฏิบัติการที่โซมาเลีย สำหรับสหรัฐอเมริกาคือ อีกความว่างเปล่า อีกความล้มเหลว ส่วนชาวโซมาเลีย นี่คืออีกหนึ่งความสูญเสีย ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ถึงจะเป็นฝ่ายไหน สิ่งที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นบาดแผลที่เกาะกินใจพวกเขา ยากจะลบเลือน และต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ข้อมูลภาพยนตร์
กำกับภาพยนตร์: แจ็ค แม็คอินเนส, แซม ฮ็อบคินสัน นักแสดง: ทอม แซตเทอร์ลี, แม็ทธิว โธมัส-โรบินสัน, อเล็กซ์ บร็อคดอร์ฟฟ์, แรนดี ลามาญา, เดวิด ไดเมอร์, แบรด โธมัส, ยาซิน เดหรี, นูร์ ฮัสซัน, ฮาลิมา วีฮีลิเย

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 36 ฉบับที่ 2 มีนาคม 2568

ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์หรือกดติดตามเพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

What is your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0
Sadaos
พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

You may also like

More in:Movie Review

Comments are closed.