งานสยองขวัญจากออสเตรเลีย ที่กลายเป็นหนึ่งในหนังสยองที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของปีที่ผ่านมา (2023) ทั้งในแง่ของคำวิจารณ์ ที่หากว่ากันตามมาตรวัดของยุคนี้ ที่เป็นเว็บไซต์ให้คะแนนภาพยนตร์ เช่น เว็บมะเขือเน่าหรือร็อตเทน โทมาโทส์ (Rotten Tomatoes) หนังได้คะแนนจากนักวิจารณ์สูงถึง 95% และจากผู้ชม 82% ส่วนที่เมตาคริติกส์ (Metacritics) หนังได้คะแนน 76 จากคะแนนเต็มร้อย ส่วนผู้ชมที่ดูหนังวันเปิดตัวในอเมริกาเหนือตัดเกรดภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ บีบวก
ทั้งในเรื่องของรายได้ เมื่อหนังเล็ก ๆ ทุนสร้างแค่ 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐ มีนักแสดงที่รู้จักกันในวงกว้างแค่มิแรนดา อ็อตโต (Miranda Otto) เรื่องนี้ ทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 92 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่งให้ ‘Talk to Me’ ตกเป็น Talk of the Town อยู่พักใหญ่ในวงการภาพยนตร์
หนังเข้าฉายบ้านเราช่วงปลายปี 2566 แม้รายได้ไม่หวือหวานัก หากเสียงวิจารณ์ก็มาดีไม่ต่างจากที่ได้รับในต่างประเทศ และตอนนี้ก็มีให้ชมกันในบริการสตรีมิง เน็ตฟลิกซ์ แล้ว
พล็อตของหนังไม่ได้ให้ความรู้สึกสดใหม่ แถมจะไปทางก็คงเป็นหนังสยองว่าด้วยวัยรุ่นชอบลองดีอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเป็นเรื่องของกลุ่มหนุ่มสาวที่อุตริไปเรียกผีมาเข้าสิงร่างตัวเอง ผ่านการจับรูปปั้นมือที่เหมือนทำจากปูนปลาสเตอร์ แต่ว่ากันว่าภายในนั้นคือมือจริง ๆ ของพวกทรงเจ้าเข้าผี แล้วเอ่ยทักทายว่า “พูดกับฉันซิ” ก่อนเชื้อเชิญวิญญาณที่ปรากฏตัวให้เข้ามาในร่าง
เรื่องต่อจากนี้ก็คงพอนึกออกว่า ด้วยอะไรบางอย่าง คงไปทำให้ปีศาจร้ายที่ถูกเรียกมาไม่กลับภพภูมิตัวเอง และหันมาเล่นงานพวกเขา โดยต้องมีใครบางคนในกลุ่มที่ดิ้นรนหาทางแก้ไข ที่บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการกระทำของเธอ (หรือเขา) เอง จนเหตุการณ์แปรเปลี่ยนจากเรื่องราวสนุก ๆ มันส์ ๆ แบบวัยรุ่นเฮี้ยว ๆ กลายเป็นเรื่องระทึกขวัญสุดสยองที่คนในกลุ่มต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงหรือสังเวย
หนังเป็นงานกำกับเรื่องแรกของ แดนนี (Danny) กับไมเคิล ฟิลิปปู (Michael Philippou) พี่น้องฝาแฝด นักแสดงฉากอันตราย และผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ในนาม แร็กกาแร็กกา (RackaRacka) จากผลงานในฐานะยูทูบเบอร์ที่สร้างชื่อด้วยคลิปสยองฮา ๆ บนยูทูบแชนเนล RackaRacka โดยทั้งคู่ได้รางวัลมากมายจากงานประกาศรางวัลของโลกออนไลน์ ซึ่งประสบการณ์ที่มีก็น่าจะช่วยพวกเขาได้เยอะกับการทำงานครั้งนี้ เมื่อเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่พยายามทำอะไรที่เกินตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เน้นความเรียบง่าย การตรึงคนดูได้อยู่หมัดจากฉากสยองทั้งหลายที่มาแบบมีจังหวะจะโคน ไม่เฝือแบบหนังโป้งชึ่งโหล ๆ การตัดต่อที่ฉับไว กระชับ รวมถึงเทคนิคพิเศษต่าง ๆ ที่น่าจะหนักไปทางการทำงานสดหน้ากล้อง จนชวนให้นึกถึงการทำงานของแซม ไรมี (Sam Raimi) กับหนัง ‘Evil Dead’ เรื่องแรก แต่ในแง่ของโพรดักชัน สองพี่น้องดูเป็นงานกว่า คล่องกว่า แล้วก็น่าจะมีงบที่มากกว่า
เพราะฉะนั้นสำหรับการทำหนังสยอง “ถึง ๆ” สักเรื่องหนึ่ง พี่น้องคู่นี้สอบผ่าน กลายเป็นงานที่เอทะเว็นตีโฟร์ (A24) สตูดิโออินดีที่ทำงานได้จับตามาก ๆ สนใจ ซื้อสิทธิ์จัดจำหน่าย แล้วหากเทียบกับหนังสยองขวัญที่สร้างชื่อให้สตูดิโออย่าง ‘Hereditary’ หรือ ‘Midsommar’ ‘Talk to Me’ แตกต่างชัด ทั้งหน้าตาที่ดูเป็นงานตลาดจัด ๆ เป็นหนังวัยรุ่นจ๋า ๆ การเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่งานที่มีอารมณ์แบบหนังยุโรปปน หรือมีสัมผัสของงานอาร์ตจัดจ้าน แล้วก็มีรสชาติแบบหนังสยองเกรดบีของสตูดิโอใหญ่ และเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ง่ายกว่า
เพราะฉะนั้นอย่างประหลาดใจ ที่ ‘Talk to Me’ จะกลายเป็นหนังสยองขวัญทำเงินมากที่สุดของค่าย
หากก็ไม่ใช่แค่”ความบันเทิง” ที่ทำให้หนังถูกนำไป Talk to You, to Him, to Her, to Them จนเป็น Talk of the Town เพราะภายใต้ฉากหน้าที่ดูฉาบฉวยคลับคลาหนังสยองวัยรุ่นลองของทั่วไป หนังมีประเด็นทางสังคม ปมปัญหาของผู้คนแทรก และอุปมาอุปไมยหรือสามารถเชื่อมเรื่องราวเข้ากับความเป็นจริงในโลกปัจจุบันได้ ใส่เข้ามาได้อย่างลงตัว
จากรูปแบบการใช้ชีวิตของเหล่าวัยรุ่น ที่ชอบลองอะไรเพี้ยน ๆ แผลง ๆ แปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่หลาย ๆ ครั้งก็ลงลึกไปจนยากจะถอนตัว เพียงเพื่อต้องการเป็นคนหนึ่งในกลุ่ม ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เช่นที่มีอา (Mia) ตัวละครหลักของหนัง ที่ถูกคนอื่นมองเป็นตัวประหลาดกล้าเล่นเกมจับมือผี เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นยุคไหนหรือในพื้นที่แห่งใด ก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน ผิดแผกไปก็คงแค่เรื่องการกระทำ อย่างบ้านเราก็เคยมีข่าววัยรุ่นบางพื้นที่ นิยมเอาเถ้าจากการเผาศพมาผสมเครื่องดื่มบำรุงกำลังกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลดื่ม แล้วถ้าเป็นยุคก่อนก็คงแค่พูดโอ้อวดกัน แต่พอเป็นยุคนี้ก็ต้องถ่ายคลิป อัปโหลดขึ้นโซเชียล หรือกลุ่มก๊วนตัวเองในโลกออนไลน์
มาสู่ความเปราะบางของผู้คนที่ทำให้เปิดรับอะไรได้ง่าย และพร้อมจะก้าวข้ามเส้นบางอย่าง ทั้งตั้งใจและด้วยอารมณ์ที่พาไป เห็นได้จากหนุ่มสาวที่สนุกกับเกมจับมือผี ซึ่งดูมีบาดแผลในชีวิตแทบทุกคน บ้างก็เห็นชัดเจน เช่น มีอา ที่อยู่กับพ่อ ซึ่งการจากไปของแม่ด้วยการฆ่าตัวตายทำให้ทั้งคู่ห่างเหินกัน และหนังก็บอกเป็นนัย ๆ ว่า เธอเองก็อาจมีส่วนกับการเสียชีวิตของแม่ เช่นเดียวกับที่ไม่แน่ใจในพฤติกรรมของพ่อ หรือที่พอมองเห็นลาง ๆ เช่น ไรลีย์ (Riley) กับเจด (Jade) ที่อยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยว ส่วนจอส (Joss) และเฮย์ลีย์ (Hayley) เจ้าของปาร์ตีจับมือผีก็เหมือนเด็กรวยที่หาเรื่องสนุกไปวัน ๆ คนที่ดูปกติที่สุดอย่าง แดเนียล (Daniel) อดีตคนรักของมีอาที่ตอนนี้เป็นแฟนของเจด ก็น่าจะมาจากครอบครัวที่เข้มงวด เมื่อดูจากการที่เขาตัดสินใจไปนอนที่บ้านอดีตแฟน หลังเกิดเหตุวุ่นวายกับไรลีย์
แล้วจะเอาการ “จับมือ” กับขวัญใจที่ต้องซื้อบัตรกันในราคาแพง ในโลกของพ็อปไอดอลมาเปรียบเปรยด้วยก็ได้ เพราะมีความเกี่ยวพันกับความลุ่มหลงหรือหลงใหลเช่นเดียวกัน
การจับมือของ ‘Talk to Me’ ยังทำให้คิดไปไกลถึงการเปิดตัวเอง การเปิดโอกาสให้ใครบางคน บางสิ่งบางอย่างเข้ามาในชีวิต ที่ไม่ใช่แค่กล่าวทักทาย “พูดกับฉันซิ” แต่ยังเชื้อเชิญให้ “เข้ามาในตัว (จิตใจ) ฉันซิ” อีกต่างหาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีทุกครั้งแน่ ๆ และจากตัวเลือกที่หนังมี มันก็มีแค่เรื่องเดียวอีกต่างหาก ถ้านั่นว่าเสี่ยงแล้ว บางคนยังไปละเมิดกฏเกณฑ์ที่วางเอาไว้ จนกลายเป็นการก้าวข้ามเขตแดนที่ไม่ควรก้าวเข้าไปหรือให้ใครก้าวเข้ามา ไม่ต่างจากการเพริดไปกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ตัวเองได้เจอ โดยเฉพาะกับคนที่เปราะบางมาก ๆ ก็ยิ่งเผลอไผลได้ง่ายขึ้น และลงลึกกว่าคนอื่น ๆ
พาลให้นึกถึงตอนที่เราเปิดตัวเองให้ลองอะไรหรือฟังใครบางคนพูด แล้วละเลยคำเตือนที่ว่า แค่ครั้งเดียวนะหรือโปรดใช้วิจารณญาณ จนติดอยู่กับสิ่งนั้นหรือตกอยู่ในด้อมของใครบางคน ในตอนท้าย
แน่นอนว่า ย่อมมีบางอย่างที่หลุดหรือถูกละเลยง่าย ๆ ในเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลบ้าง ตามประสาหนังสยองทุนต่ำ แต่ด้วยประเด็นคม ๆ มุมมองที่รับกับเหตุการณ์ทางสังคมหรือชีวิตผู้คน ‘Talk to Me’ เป็นมากกว่างานสยองวัยรุ่นลองของ แล้วเจ้าความเฉียบแหลมของปมและแง่มุมเหล่านี้ ยังผสมเป็นเนื้อเดียวกับการเล่าเรื่องที่สนุก มีจังหวะจะโคน จนจิกเก้าอี้เป็นระยะ ๆ หรือถอนหายใจโล่งอกได้เป็นที ๆ ก่อนปิดเรื่องราวในแบบหักมุม แล้วทิ้งท้ายสวย ๆ ด้วยการแสดงให้เห็นว่า ถ้าเปิดใจให้อะไรด้วยความไม่ระมัดระวัง ชีวิตก็อาจตกอยู่ในวังวนบางอย่าง ที่ยากถอนตัวออกมา อย่างที่หนังนำเสนอผ่านตัวละครบางราย ที่เฝ้ารอให้ใครมาบอกว่า “พูดกับฉันซิ” และ “เข้ามาในตัวฉัน”
ในความเป็นงานสยองชั้นดี ‘Talk to Me’ ใช่ และในแง่ของการเป็นหนังที่มีหมายเหตุทางสังคมบางอย่าง ก็เป็น จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสก็ใช่ที่ และด้วยความยาวกระชับแค่ 90 นาที มีจุดจบชัดเจน ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนหนัง “สิง” เหมือนตอนไปลองอะไรบางอย่าง หรือฟังคารมนักการเมืองกล่อมจนเคลิ้ม อะไรทำนองนั้น
ข้อมูลภาพยนตร์:
กำกับภาพยนตร์: แดนนี ฟิลิปปู, ไมเคิล ฟิลิปปู บทภาพยนตร์: แดนนี ฟิลิปปู, บิลล์ ฮินซ์แมน จากคอนเซ็ปต์ของ ดาลีย์ เพียร์สัน นักแสดง: โซฟี ไวลด์, อเล็กซานดรา เยนเซน, โจ เบิร์ด, โอติส ดานจิ, มิแรนดา อ็อตโต, โซอี เทเรกส์, คริส อลอซิโอ, มาร์คัส จอห์นสัน, อเล็กซานเดรีย สเตฟเฟนเซน
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 35 ฉบับที่ 4 พฤษภาคม 2567

ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่นี่
กดไลค์หรือติดตามเรา ได้ที่นี่















