ไม่มีใดต้านทาน/ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์
[วอร์นเนอร์ มิวสิก]
หนึ่งในศิลปินไม่กี่รายของบ้านเราที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง มีคอนเสิร์ตใหญ่ให้ชมทุกปี แถมบางปีก็ไม่ได้มีแค่หน-สองหน โดยอาจลดขนาด ปรับรูปแบบให้แตกต่างกันบ้าง งานเพลงอาจเว้นวรรคนานกว่า ถ้ามองเฉพาะสตูดิโออัลบัม แต่ก็ไม่หายไปจนเกือบลืม แล้วหากนับรวมพวกบันทึกการแสดงสด อัลบัมพิเศษ เช่น ‘พระเจ้าหัวฟู’ งานยกย่องสุรชัย จันทิมาธร หรืออัลบัมเพลงเก่าเล่าใหม่ ‘คำภีร์ลูกกรุง’ เสียงร้องและดนตรีของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ไม่เคยหายไปจากตลาดเพลงและหูคนฟัง
‘ไม่มีใดต้านทาน’ งานชุดล่าสุดที่ปล่อยมาเมื่อกลางพฤษภาคม 2568 คืออัลบัมชุดที่ 21 ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ที่อายุการทำงานหากเริ่มนับหนึ่งจากอัลบัม ‘ถึงเพื่อน’ เมื่อปี 2530 ก็ใกล้ครบ 4 ทศวรรษเต็มที
ไม่แน่ใจว่าอัลบัมจะทำเป็นแผ่นไหม แต่ถ้าทำ ก็น่าสนุกสำหรับคนออกแบบแพ็กเกจ ถ้าอิงจากภาพในบริการสตรีมิง ซึ่งเป็นสไตล์ภาพวาดพู่กันจีน อักษรชื่ออัลบัมก็ดัดแปลงจากอักษรจีน ชื่อศิลปินก็เป็นตราประทับเหมือนที่เห็นในหนังกำลังภายใน และแน่นอน เจ้าของผลงานก็ต้องสวมชุดอย่างจอมยุทธในหนังกำลังภายใน แต่ที่ต่างก็คือ ไม่ได้ถือดาบหรือเหน็บกระบี่ หากมีกีตาร์ในมือเป็นอาวุธ ซึ่งใครเห็นก็พูดเป็นเสียงกันเดียวว่า ราวภาพปกนวนิยายกำลังภายในยังไงยังงั้น
ย้อนดูที่มาของ “ไม่มีใดต้านทาน” เพลงที่เป็นชื่ออัลบัม ซึ่งปล่อยมาตั้งแต่ปลายปี 2567 ก็เข้าใจได้ว่า ทำไมงานอาร์ตถึงมีท่วงท่าอย่างที่เห็น เพราะได้ประโยคสั้น ๆ ในหนังสือนวนิยาย “ราชายุทธจักร” ของโกวเล้ง ที่ว่า “ขอเพียงแต่มีความหวัง…ย่อมมีโอกาส” เป็นแรงบันดาลใจในการปั้นเป็นเพลงให้ความหวัง กำลังใจ
ดนตรีที่เปิดด้วยงานอะคูสติก ฟังอบอุ่น มอบความรู้สึกดี ๆ มีความหวังในเรื่องราว มีลูกกีตาร์สวย ๆ อาจทำให้นึกถึงงานของมาร์ก น็อฟเลอร์ (Mark Knopfler) ถูกนำมารองรับเนื้อหาในทางบวก การเรียบเรียงนุ่มนวล โดยเฉพาะกีตาร์ไฟฟ้าที่มารับในช่วงท้าย เสียงร้องเอา “ตาย” อย่างเคย และด้วยวัยเจ้าของเสียง ทำให้เรื่องราวของเพลงแข็งแรง และฟัง “จริง”
เพลงที่ 2 “อาทิตย์” สามารถตีความได้มากกว่าหนึ่ง ความสำคัญของพ่อแม่ที่เป็นแสงสว่างให้กับลูก ๆ “ค่ำแล้วมืดแล้วลาแล้ว อาทิตย์หลับใหล ฟังเสียงหายใจแผ่วไป เหมือนละครลา พ่อจ๋าแม่จ๋าอย่าจากลา ช่วยชี้ทางไป ดวงตาบอดใบ้ ดั่งไฟโหมเพลิงตัณหา” และการเริ่มต้นใหม่ การแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด เมื่อโอกาส (แสงอาทิตย์) สาดเข้ามา “การเริ่มต้นใหม่ ทุกช่วงชีวิตคน มากมายปัญหา ก้าวพลาดถอยกลับมา แล้วค่อยก้าวใหม่” และ “มาแล้วมาแล้วบนฟ้า อาทิตย์กลับมา งดงามสว่างตาเมตตา ส่องไฟนำ งดงามสว่างตา ส่องไฟนำ”
ดนตรีถือเป็นการพาคนฟังกลับไปหาวันวานของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ งานอะคูสติก ไลน์กีตาร์ไหล ๆ เช่นที่ได้ยินในเพลงยุคแรก ๆ ที่สะกดอารมณ์คนฟังได้ทั้งเสียงร้อง เสียงกีตาร์
พงษ์สิทธิ์ยังดึงคนฟังให้อยู่กับงานอารมณ์เก่า ๆ ใน “สู่ขวัญ” แต่เติมจังหวะพื้นบ้านเข้ามา ส่วนเนื้อหาเป็นของวสุ ห้าวหาญ ที่ใช้คำร้องภาษาอีสานกับเรื่องราวที่เป็นการปลอบใจ ห่วงใย ผู้คนที่ชีวิตเดินพลาดพลั้ง ไม่ว่าจะตัวเองกระทำหรือคนอื่น ให้สามารถกลับมาสู่เส้นทางเดิมของชีวิตให้ได้
‘ไม่มีใดต้านทาน’ ยกระดับอารมณ์และเปลี่ยนมุมมองเรื่องราว ด้วย “พญาลิง”, “ตำรวจน้อย” และ “หนุ่มสาว” ที่ไม่ได้พูดถึงอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะตัวแล้ว แต่ออกมามองเรื่องที่เป็นภาพใหญ่กว่า พอเรื่องเปลี่ยนดนตรีก็เปลี่ยน “พญาลิง” เป็นคันทรี-ร็อคเล่าเรื่องในจักรวาลลิง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับ 2 เพลงลิง ๆ ที่มาก่อนหน้า “นครลิง” (2555) และ “ลิง” จากปี 2557 ที่อุปมาเหตุเกิดกับลิงในป่าเผ่าหนึ่งกับเหตุบ้านการเมืองในบ้านหนึ่งเมืองนี้ ซึ่งทาบทับกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ พอดิบพอดี และได้ทั้งเรื่องราว ทั้งอารมณ์เสียดสี โดยคราวนี้ก็ว่าด้วยการกลับสู่นครลิงของพญาลิง ที่ระเห็จจากนครไปถึง 17 ปี
เพลงหลัง ฟังเผิน ๆ ก็เล่าถึงชีวิตตำรวจตัวเล็กที่ใฝ่ดี ประพฤติดี ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ทำหน้าที่ กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่เพราะทางดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ที่ใช้กับคำร้อง ต่างมีสัมผัสของความเย้ยหยัน “ตำรวจน้อย” เลยมีความแสบแบบหลอกจิกแอบกัดให้เจ็บอีกเพลงในงานชุดนี้ ส่วน “หนุ่มสาว” เป็นเพลงกระตุ้นความรู้สึก ปลุกใจคนหนุ่มคนสาวที่อนาคตยังอีกยาวไกล โดยเปรียบเปรยกับการเดินทางบนท้องถนน เล่าผ่านดนตรีบลูส์-ร็อค ที่คึกคัก และฟังกระฉับกระเฉงจากเสียงสไลด์กีตาร์
ครึ่งหลังของ ‘ไม่มีใดต้านทาน’ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์์เปลี่ยนจากที่เป็นบุคคลที่ 3 คอยให้กำลังใจ ให้ความหวัง หรือนำสิ่งที่พบเจอมาเล่าสู่กันฟัง มาเป็นบุคคลที่ 1 หรือไม่ก็ 2 ของเรื่องราว ที่เนื้อหาก็หลาก ดนตรีก็หลาย อารมณ์ก็มากมาย
จาก “ไม่อยากให้ทุกข์” บัลลาดร็อค ซาวนด์กีตาร์ร็อคจัด ๆ มาเติมอารมณ์ให้เรื่องราวชีวิตที่ต้องแยกจาก หากอีกฝ่ายก็ยังใส่ใจสังเกตสังกา และอยากให้กลับมา เมื่อรู้ว่าชีวิตฝ่ายที่จากไปไม่ดีงามสักเท่าไหร่ ได้เต็มยิ่งขึ้น มาเป็นการถูกบาง “ชีวิต” ที่ไร้เดียงสา กระทำด้วยความไร้เดียงสา จนไปสะกิดให้รำลึกถึงอดีตตอนตัวเองยังเยาว์วัยไร้เดียงสา ใน “เดียงสา” งานอะคูสติกที่แข็งแรงทั้งเนื้อหา มุมมอง และเป็นอีกเพลงที่พงษ์สิทธิ์พากลับไปสู่บรรยากาศของงานยุคเริ่มต้น ที่เพลงอะคูสติกของเจ้าตัวนั้น “ขาย” ได้ และ “กิน” ใจ
พงษ์สิทธิ์สลับด้วย “ใจจะขาด” เพลงรักจีบหญิงในร่องอารมณ์ของ “รักเดียว” แต่ฟังยียวนกว่าหรือเรียกว่ามาคนละแบบ จากดนตรีบลูส์เข้ม ๆ ต่อด้วย “คลั่งซอยละคน” เพลงว่าด้วยยาเสพติดที่เกลื่อนบ้านทั่วเมือง เสพกันจนคลั่งซอยละคน เพลงนี้การออกแบบดนตรีจับหูเหลือเกิน ฟังเคลิ้มเคลิบด้วยกลิ่นอายละตินนุ่มละมุน แล้วพาล่องลอยไปไกลด้วยเสียงไวโอลินพลิ้วไหว ก่อนกลายเป็นความสับสน เมื่อเสียงกีตาร์กรีด ๆ เข้ามาท้าดวล
‘ไม่มีใดต้านทาน’ ปิดด้วย “เพื่อน้อง” เพลงรักสะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ที่ในอดีตเคยมี “รักทรหด” เป็นตัวแทน ซึ่งพงษ์สิทธิ์ก็ทำได้ดีในอีกสี ไม่ได้สดใสให้อารมณ์ไทยเถิดเทิง แต่เป็นร็อคโยก ๆ ฟังสนุก เนื้อหาทั้งเสียดสีสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งหยอกล้อตัวเองในคราวเดียวกัน
เทียบกับงานช่วงหลัง ๆ ‘ไม่มีใดต้านทาน’ ดนตรีฟังสบายขึ้นเยอะ เป็นอะคูสติกย้อนอดีต เป็นคันทรีร็อคฟังโปร่ง ๆ ร็อคแอนด์โรลล์คึกคัก ไม่ใช่ร็อคหนัก ๆ อย่างงานที่ผ่าน ๆ มา เสียงร้องก็ไม่เค้น หรือระเบิดอารมณ์จนตึง มุมมองของเพลง ภาษาในเนื้อร้องก็คลี่คลาย ซึ่งพอมองกลับไปที่ดนตรีกับเสียงของพงษ์สิทธิ์อีกที ทั้งหลายทั้งปวงในงานชุดนี้ก็ลงตัวเหมาะเจาะกันดี
การแบ่งภาคของเนื้อหา ดนตรีในอัลบัม ไม่รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจหรือคิดไปเอง แต่ก็รู้สึกถึงเส้นแบ่งชัดเจนเช่นที่ว่าไว้ ก็ทำให้อัลบัมมีเรื่องราว มีการสื่อสารที่เป็นขั้นเป็นตอน การเล่าเรื่องด้วยดนตรีที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับเนื้อหา อย่างใน “คลั่งคนละซอย” หรือ “ใจจะขาด” รวมถึง “ตำรวจน้อย” ก็ทำให้การนำเสนอลุ่มลึก เนื้อร้อง-ดนตรีมีสัมผัสในทิศทางเดียวกัน
มาถึงตรงนี้… พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ไม่ใช่แค่ศิลปินที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่กับเนื้องาน ถึงจะไม่ได้ฮิตเปรี้ยงปร้างแบบวันเก่า ๆ หากในเรื่องความแข็งแรง การเติบโต ทั้งตัวศิลปิน ทั้งผลงาน ก็ว่ากันไม่ได้ และ “ไม่มีใดต้านทาน” จริง ๆ
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 36 ฉบับที่ 5 มิถุนายน 2568















