SHINE ME/ ชายมี
[ใบชา ซอง]
จากงานแจซ, บอสซา, แร็กไทม์ มาถึงเพลงลูกกรุง งานสไตล์สุนทราภรณ์ ดนตรีลูกทุ่ง งานบรรเลงกีตาร์-คีย์บอร์ดส์, เพลงพูด หรืองานของวงเครื่องสายสี่ชิ้น, การนำเพลงจีนและเพลงญี่ปุ่นฮิต ๆ ในอดีตมาทำใหม่, อัลบัมศิลปินก็อปปี ไล่ไปถึงการทำอัลบัมสดุดีศิลปินหรือครูเพลงคนสำคัญของวงการเพลงไทย กระทั่งเอาเพลงของเดอะ บีเทิลส์ (The Beatles) มาทำในสไตล์ไทย ๆ
ค่ายเพลงเล็ก ๆ ใบชาซอง ของบรรณ สุวรรณโณชิน มีไอเดียที่ไม่ใช่แค่แปลก แต่แหวก และมีความกล้าบวกลูกบ้าไม่น้อยเลย กับการท้าทายคนฟัง ตลอดจนตลาดเพลงไทยในยุคนี้ ที่ความนิยมดูเหมือนจะมีอัลกอริธึมเป็นตัวแปรสำคัญ ไม่ใช่ผู้คนอย่างที่เคยเป็น
ซึ่งก็ต้องเหมารวมบรรดาศิลปินที่มาร่วมงานกับใบชาซองด้วยเช่นกัน ว่าในตัวมีความ… ถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับตัวเจ้าของค่าย ที่ควบรวมอำนาจหลาย ๆ อย่างในการทำงาน ทั้งในเรื่องของโพรดักชัน โพรโมชัน ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลังเอาไว้ในมือ
แต่ที่น่าสนใจก็คือ… นอกเหนือจากความอาจหาญท้าทายกลไกในอุตสาหกรรมดนตรีไทย เนื้องานแต่ละชุดของใบชาซองก็ไม่ได้ซ้ำซาก หรือจำเจอยู่กับทางดนตรีรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง หรือมีแม่พิมพ์ชัดเจน หากสงสัยหรือลังเล ย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกซ้ำอีกที
ในอัลบัมล่าสุดของใบชาซอง บรรณกลับไปทำงานย้อนยุคอีกครั้ง เหมือนที่เคยมอบชีวิตและสีสันใหม่ ๆ ให้กับเพลงลูกกรุงในอดีต ด้วยอัลบัมของสวีทนุช หรือธนพร แวกประยูร ด้วยการทำอัลบัมที่แต่ละเพลงแสดงถึงอิทธิพลของวงดนตรีที่คนไทยใจรักดนตรี มีกำลังที่จะพอหากีตาร์สักตัวมาเล่นในอดีตส่วนใหญ่ เคยใช้เป็นครูในการหัดและเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรี 6 สาย
วงดนตรีวงนั้นชื่อ “ชาตรี” และอัลบัมนี้ชื่อว่า ‘Shine Me’
ถ้าไล่เรียงผลงานในอดีตของใบชาซอง นี่ไม่ใช่หนแรกที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวงดนตรีอมตะอีกวงของวงการเพลงไทย เพราะราว ๆ ปี 2563 ก็เคยทำอัลบัม ‘ใบชาซองร้องเพลง ชาตรี’ ซึ่งเป็นอัลบัมสดุดีวงชาตรีมาแล้ว งานชุดนั้นเป็นการนำเพลงของชาตรีมาทำใหม่ให้ศิลปินหลาย ๆ คนถ่ายทอดเสียงร้อง อาทิ “รักครั้งแรก” – สวีทนุช, “รักต้องตอบด้วยรัก” – อุ๊บอิ๊บส์และบรรณ, “สักขีเจ้าพระยา” – ธรรมรัตน์ แก้วมั่น, “ที่รักอย่าจากพี่ไป” – สายชล ระดมกิจ
ซึ่งแตกต่างจากครั้งนี้ ที่ทุกเพลงถูกแต่งขึ้นใหม่ และนำเสนอผ่านศิลปินกลุ่มชื่อ ชายมี (Shine Me) ที่เจ้าของเสียงร้องหลักในอัลบัมก็คือ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน แกนนำและเสียงร้องของโมเดิร์น ด็อกกับบรรณ สุวรรณโณชินเอง แล้วก็มีนักดนตรีที่ทั้งคู่บอกไว้ในบทสัมภาษณ์ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 35 ฉบับที่ 10 ว่าคุ้นเคยและแน่นอน “อิน” กับเพลงของชาตรีดีมาร่วมงาน
ความเป็นมาทั้งหลาย ทั้งปวงของงานชุดนี้รวมถึงชื่อวง สามารถหาอ่านจากนิตยสารสีสันฉบับที่ว่านี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการสั่งซื้อมาอ่านเป็นสิ่งที่สมควรจัดการในฉับพลัน เพื่อรับรู้ได้อย่างลึกซึ้งหรือรู้ความมากกว่าการสรุปย่อให้อ่านอีกครั้งในไม่กี่บรรทัดตรงนี้
12 เพลงใน ‘Shine Me’ ล้วนหยิบเอาเสน่ห์และลายเซ็นของชาตรีมาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ซาวนด์ดนตรี โครงสร้างของเมโลดี การเรียบเรียง ตลอดจนเครื่องดนตรีที่เล่น แต่บางเพลงก็ไปไกลกว่านั้น เมื่อทำให้นึกถึงงานของชาตรีได้ในแบบจำเพาะเจาะจง
“คนไม่รัก ทำไงก็ไม่รัก” ที่คำร้องแรกปลุกเพลง “รักแล้ว รอหน่อย” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกหน หรือ “รักลอยไกล” ที่มีสัมผัสของ “สู่เรือนรัก” ตั้งแต่เนื้อร้องประโยคแรก
“ไม่ง่ายนัก” นอกจากจะมีเมโลดี-คำร้อง-ซาวนด์ดนตรีที่มีภาพของเพลง “ยากยิ่งนัก” ปรากฏ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชื่อเพลงก็ล้อไปชื่อเพลงฮิตอีกเพลงของชาตรีเพลงนั้นในคราวเดียวกัน
เสียงคีย์บอร์ดส์เฟี้ยว ฟ้าวของอินโทรเพลง “สวัสดีชาวโลก” ก็คือสิ่งที่อยู่คู่กับเพลงของชาตรีในยุคหนึ่ง เช่นเดียวกับการนำมาเล่นแทนเสียงเครื่องสาย เสียงกีตาร์แกว่ง ๆ (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ทแวง -Twang) การเรียบเรียงดนตรีและเสียงร้องประสาน การผสมเสียงที่มอบพื้นที่กว้าง ๆ ปลอดโปร่งให้กับซาวนด์ดนตรี มีเสียงร้องที่อยู่ “หน้า” เสียงดนตรี การเลือก “เสียง” กลอง ซึ่งเหล่านี้ ทั้งล้วนมีและต่างก็มีตัวตนอยู่ในงานของชาตรี
ไม่ใช่แค่ปรากฏอิทธิพลของชาตรีที่มีต่อตัวเอง บางเพลงยังบอกเป็นนัย ๆ ด้วยว่า นอกจากชายมี ยังมีศิลปินอีกไม่น้อยที่ได้รับอิทธิพลจากชาตรี เมื่อเผยเงาของชาตรีปรากฏในงาน เช่น เรนโบว์ โดยเฉพาะ คีรีบูน ที่งานวิจารณ์หนึ่งซึ่งเคยอ่านตอนอัลบัมชุดแรกของพวกเขา ‘หากรัก’ ออกขาย เขียนไว้ทำนองว่า “คีรีบูนนำสิ่งที่ชาตรีเคยทำและทิ้งไปมาทำใหม่” โดยตอนนั้นชาตรีพยายามทำงานที่ยกระดับตัวเองขึ้นไปอีก หลังปล่อยอัลบัมแสดงสด ‘ชาตรีอินคอนเสิร์ต’ ออกมาในปี 2525
นั่นคือสิ่งที่ “รักแท้มีแค่ในภาพยนตร์”, “๑ ในใจ” และ “ปีนั้นผมอายุ 23” บอกเอาไว้ ผ่านการเรียบเรียงดนตรี ที่อารมณ์และบรรยากาศของชาตรีมาเต็ม คลุกเคล้าไปกับเสียงของเพลง “สะพานรัก” และ “อายุเป็นเพียงตัวเลข” ที่แว่วเข้ามา แล้วหากย้อนไปถึง “หากรัก” เพลงเปิดตัวของคีรีบูน เสียงกีตาร์ของเพลงนี้, ซาวนด์กลองตลอดจนเสียงคีย์บอร์ดส์กับเสียงร้องประสานของ “ไร้คู่” ล้วนมีภาพของชาตรีทาบทับลงไปได้อย่างกลมกลืน
‘Shine Me’ คืออัลบัมที่พูดได้เต็มปากและสะดวกใจว่า แสดงความเคารพและยกย่องชาตรี แต่ไม่ใช่ด้วยการทำซ้ำหรือทำเลียนแบบ เพราะยังมีการคิดใหม่ ทำใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ที่ไม่ใช่เพียงการแต่งเพลงขึ้นใหม่ ใส่ความเป็นชาตรีผสมกลมกลืนไปกับตัวตนของตัวเองที่จับต้องได้เต็ม ๆ
ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวใน “บุษรา” ที่ถ้าเป็นชาตรีก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้ให้ได้ฟัง โดยว่าด้วยการตามหาฝันของสาวอีสานที่อยากเป็นนักร้อง ซึ่งคลับคลากับที่เพลงลูกทุ่งเคยเล่าไว้ แต่เพิ่มมุมของการให้กำลังใจเติมเข้ามา ส่วนชื่อเพลงก็เล่นกับ “บุษบา” อีกเพลงฮิตของธนชัยในนามโมเดิร์น ด็อก
“ปีนั้นผมอายุ 23” ก็เป็นเรื่องของธนชัย ที่ประสบความสำเร็จในนามวงด้วยอายุเท่ากับในชื่อเพลง แถมชื่อและเนื้อร้องบางประโยคยังล้อกับ “ปีนี้ผมอายุ 24” เพลงดังของชาตรีไปพร้อม ๆ กัน
“เพลงของเธอ” ก็ไม่ต่างจากการพูดแทนคนที่โตมากับช่วงเวลาที่การร้องเพลงเล่นกีตาร์ เป็นการจีบสาวที่เท่และมีสไตล์ ที่ต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรักในเสียงเพลง การเล่นดนตรี ได้ทำงานเป็นนักดนตรีหรือไม่ก็คนขายเสียง เป็นศิลปิน ผ่านดนตรีโฟล์ก ท่วงทำนองติดหู ซึ่งกิมมิคสำคัญก็คือ การเปิดด้วยเสียงตั้งสายกีตาร์ ตึงแนว-ตึงแนว ที่คนหัดเล่นกีตาร์คุ้นเคยดี กับทางของเมโลดีและคำร้องที่ได้ยินเป็นประจำจากเพลงของชาตรี
นี่คือเพลงที่สรุปถึงการเดินเข้ามาในชีวิตใครบางคน (ที่มีมากมายหลายคน) ของชาตรี ที่พัฒนาจากจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่ง ทำเพื่อคน ๆ หนึ่ง แล้วขยับขยายกว้างไกลไปเป็นเพื่อชีวิต เพื่อความสุขของทั้งตัวเอง และคนอื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไป
แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปไหนก็คือ เป็นการกระทำเริ่มต้น ตั้งอยู่ และเป็นไปด้วย “ความรัก”
โดยยังคง ‘Shine (on) Me’ อย่างแจ่มจรัส เจิดจ้า มาจนถึงทุกวันนี้…
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 35 ฉบับที่ 11 ธัันวาคม 2567















