รู้จักกับอัลบัมของ The Killers งานชุดไหน เป็นยังไง

SHARE THIS
  • 23
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    23
    Shares

หลังแบรนดอน ฟลาเวอร์ส (Brandon Flowers) ถูกเขี่ยออกจาก Blush Response วงดนตรีวงแรก การไปดูคอนเสิร์ตของ Oasis ในทัวร์ The Tour of Brotherly Love ทำให้หนุ่มดอกไม้ตัดสินใจตั้งวงร็อกของตัวเอง และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของ The Killers หนึ่งในวงร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของศตวรรษที่ 21 ที่นอกจากจะมีอัลบัมติดท็อปชาร์ตแล้ว ยังได้รับคำชื่นชมในเรื่องของการแสดงสด ซึ่งบ้านเราจะได้พิสูจน์กันด้วยตาตัวเองในวันที่ 17 กันยายนนี้ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี สามารถหาซื้อบัตรได้แล้วที่ www.ticketmelon.com และวันนี้จะมาดูกันว่า สตูดิโออัลบัมทั้งห้าชุดของวงนักฆ่าวงนี้ งานชุดไหนที่ธรรมดาๆ และชุดไหนที่เยี่ยมที่สุด

Battle Born (2012): อัลบัมที่ใช้โปรดิวเซอร์ถึง 4 คน โดดเด่นด้วยซาวนด์ดนตรียุค 80 แต่ถ้าลองปรับหูจูนการฟังใหม่ เอาอะไรก็ตามที่ทำให้นึกถึง ไบรอัน อดัมส์ (Bryan Adams) หรือ มีทโลฟ (Meatloaf) ออกไป ก็ถือว่ามีเพลงที่แข็งแรงและสอดคล้องกลมกลืนกัน ขณะที่ “Runaways” กับ “Miss Atomic Bomb” พอฟัดพอเหวี่ยงกับ “Spaceman” และ “When You Were Young” ได้ในความเป็นป็อป, “Deadlines And Commitments” ก็มาพร้อมกับดนตรีในแบบ The Fleetwood Mac และ “From Here On Out” ก็คืองานสนุกๆ แบบบรูซ สปริงสทีน (Bruce Springsteen)

ตอนอัลบัมออกมา เดอะ คิลเลอร์สสูญเสียพื้นที่ของตัวเองไปให้วงอย่าง MGMT และ Foster the Peoples แถมฟลาเวอร์สก็เหมือนจะเอาท์จากโลกดนตรีที่เขาสร้างขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ก่อนจะมีการเผยว่า ตอนทำอัลบัมใจของสมาชิกในวงไม่ได้อยู่กับงานสักเท่าไหร่ และยอมรับว่า Battle Born เป็นงานที่ดีไม่พอ เนื่องจากความตึงเครียดในวงจนการออกอัลบัมต้องล่าช้า แต่นี่คืออัลบัมแบบ ‘รู้สึกผิดที่ชอบ’ (guilty pleasure) จากท่วงทำนองที่ติดหูและเพลงที่โดนใจ

Day & Age (2008): ถูกแต่งเติมประกายระยิบระยับของดนตรีดิสโกโดย สจวร์ท ไพรซ์ (Stuart Price) โปรดิวเซอร์ของ มาดอนนา (Madonna) และมีเพลงที่จัดจ้านอย่าง “Human” และ “Spaceman” รวมถึงงานอีพิก “Dustland Fairytale” แล้วโดยมาตรฐานของวงเพลงอื่นๆ ก็ฟังซู่ซ่า หากก็มองเห็นสัญญาณลางๆ ของการแต่งเพลงที่อ่อนล้า ซึ่งพอเข้าใจได้เมื่อพวกเขาออกอัลบัมถึง 3 ชุดใน 4 ปี จนต้องยกนิ้วโป้งให้กับความกระตือร้อร้นและความกล้าในการเขียนเนื้อร้อง ที่ไม่แคร์ว่าคนฟังจะคิดยังไง ที่สัมผัสได้ชัดเจนในเนื้อร้องอย่าง “Are we human, or are we dancer?” ของเพลง “Human” ที่กลายเป็นมุกทั้งในบทวิจารณ์และวัฒนธรรมป็อปในปี 2008 ไม่มีใครรู้ว่าฟลาเวอร์สหมายความถึงอะไร แต่หลายๆ คนก็พยายามถกเถียงกันถึงเนื้อร้องเพลงนี้ในแง่ปรัชญา ก่อนที่การให้สัมภาษณ์กับเอ็มทีวีจะเผยออกมาว่า เพลงนี้และอัลบัมชุดนี้เป็นการคารวะฮันเตอร์ เอส. ธอมป์สัน (Hunter S. Thompson) นักประพันธ์เจ้าของงานอย่าง Fear and Loathing in Las Vegas

ขณะที่เพลง “Joyride” ก็คือการชื่มชมหนังที่สร้างจากนิยายเรื่องที่ว่าโดยตรง

Sam’s Town (2006): ในตอนแรกการเปลี่ยนตัวเองจากวงที่ทำเพลงในแบบโพสต์-พังก์ ไปเป็นวงร็อกตามสนามกีฬา ก็ทำให้แฟนๆ สับสนอยู่เหมือนกัน นี่คืองานที่ฟลาเวอร์สเผยให้เห็นถึงขอบเขตในการใช้เสียงร้องและความปรารถนาลึกๆ อยากจะเป็นวง The Journey ไม่ใช่ Jesus and Mary Chain ที่ตลกก็คือ พวกเขาเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองจริงๆ แล้วเป็นวงดนตรีอเมริกัน เมื่อเติมความเป็นงานในแบบบรูซ สปริงสทีนเข้ามา หากอัดแน่นด้วยความทะเยอทะยานที่แสดงออกโดยไม่มีปิดบัง เนื้อร้องในเพลง “Read My Mind” อย่าง “The stars are blazing like rebel diamonds” คือเนื้อร้องที่เจ๋งที่สุดท่อนหนึ่งที่บรูซ สปริงสทีนไม่เคยเขียน และกลายเป็นเพลงที่สร้างความสวยงามให้กับทุกคอนเสิร์ตของเดอะ คิลเลอร์ส

แค่อัลบัมที่สองพวกเขาก็เผยให้เห็นว่าเป็นของจริง

Wonderful Wonderful (2017): อัลบัมชุดล่าสุดของวง ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว และได้รับคำวิจารณ์ที่ดีจากบรรดานักวิจารณ์​ โดย allmusic.com บอกว่า “ความลุ่มหลงและลายเซ็นของฟลาเวอร์ส (Brandon Flowers) เป็นสิ่งที่มีความเฉพาะตัวมากๆ เห็นได้ชัดว่าเขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังของ Wonderful Wonderful เหมือนๆ ที่เป็นใน The Desired Effect (งานเดี่ยวชุดที่สองของฟลาเวอร์ส) และตัวเพลงก็มากไปด้วยเสน่ห์ เพราะความไร้สาระ, อารมณ์ขัน ของมันก็คือความจริงใจ และความจริงใจของเขาก็คืออารมณ์ขันและความไร้สาระ ทั้งสองสิ่งคือตัวเขาและกลายเป็นความสับสนที่มีศิลปะ เป็นของจริง” ส่วนเอ็นเอ็มอีบอกว่า “ในฐานะนักแต่งเพลง ฟลาเวอร์สไม่ได้ปกปิดตัวตนของตัวเองเลย เขาเป็นพวกประสาทกิน, มีแรงขับในตัว, อ่อนไหว และบางครั้งก็เชยๆ ด้วยซ้ำ แต่ใน Wonderful Wonderful เขาเปิดเผยมากขึ้น และผลลัพธ์ก็คือ งานที่ดีที่สุดของวง นับตั้งแต่ Sam’s Town ในปี 2006”

สำหรับเดอะ การ์เดียน Wonderful Wonderful เต็มไปด้วย “เพลงที่ดีที่สุดของวงในรอบทศวรรษ ดนตรีฟังใหญ่ แถมยังทำได้ดีกว่านั้นกับการฟังแล้วรู้สึกคุ้นเคย และเข้าถึงจิตใจ”

Hot Fuss (2004): เป็นเรื่องยากสำหรับวงดนตรีสักวงที่จะดังเปรี้ยงทันทีในปีแรกของการทำงาน แต่เดอะ คิลเลอร์สทำได้ ด้วยอัลบัมที่กลายเป็นงานคลาสสิกแห่งยุคสมัย อัลบัมที่ไม่มีเพลงง่อยๆ ให้ฟัง แถมยั่วเย้าให้ออกไปสนุกกับชีวิตกลางคืน 11 เพลงในอัลบัมคือด้านที่ขมุกขมัว ด้านมืดของคลับที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวผู้มากไปด้วยเล่ห์ ไม่ว่าจะเป็นความผิดหวังและความไม่ประสาในรักของคนวัย 20 ในเพลง “Andy, You’re a Star” การต่อสู้ระหว่างการยอมรับและการเป็นศัตรูกันในเรื่องความรัก ส่วน “Smile Like You Mean It” ก็คือเพลงสนุกๆ ที่เรื่องราวเศร้าซึม กับ งานในทางกอสเพล “All These Things That I’ve Done” ก็เป็นภาพที่ดีสำหรับสงครามในเมืองใหญ่ ที่สะท้อนให้ถึงคนรุ่นหนึ่งที่ยินดีจะสู้เพื่อความถูกต้อง โดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกชูขึ้นมาในทุกวันนี้ ยุคที่การเมือง, การเหยียดผิว และความรุนแรงซับซ้อนมากขึ้น

ที่สำคัญงานชุดนี้กลายเป็นหอคอยที่ให้งานชุดอื่นๆ เปรียบเทียบได้ก็เพราะการต่อสู้ในการทำงาน ที่ทำให้ทางวงได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ นั่นก็คืออัลบัมที่ปราศจากความละเมียดละไม หากใส่เต็มในเรื่องความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมของพวกเขา แล้วก็เสริมด้วยความดิบ, ฮุคย้ำๆ ที่เรียกร้องความสนใจได้สุดๆ รวมไปถึงความพยายามที่จะกลายเป็นวงหัวแถว ทำให้พวกเขาจัดหนักตั้งแต่ต้นอัลบัมด้วยเพลงอย่าง “Jenny Was A Friend Of Mine”, “Somebody Told Me”, “Mr Brightside” และ “All These Things That I’ve Done” แล้วยังมั่นใจว่ายังมีของมากพอ แล้วก็ตามด้วย “Andy, You’re A Star”, “Believe Me Natalie” และ “Glamorous Indie Rock’n’Roll“ ที่ยืนหยัดได้อย่างโดดเด่น ท่ามกลางบรรดาเพลงที่ถูกยกย่องว่าเป็นงานคลาสสิคของพวกเขา

ในวันนี้ประกายเรืองรองของ Hot Fuss ก็คือความระยิบระยับที่ไม่ต้องผ่านการขัดแต่งใดๆ

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง รู้จักกับอัลบัมของ The Killers งานชุดไหนเป็นยังไง คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 29-30 สิงหาคม 2561


SHARE THIS
  • 23
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    23
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On