เลียม กัลลาเกอร์ย้อนอดีต ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสารคดี Supersonic ของ Oasis

SHARE THIS
  • 101
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    101
    Shares

Oasis คือวงดนตรีบริท-ร็อคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุค 90 ที่เป็นช่วงเรืองรองของดนตรีอัลเทอร์เนถีฟ หรือโมเดิร์น ร็อค ตามแต่จะเรียกกัน และในปีนี้จะมีสารคดีเรื่อง Supersonic ที่ว่าด้วยวงดนตรีวงนี้ ที่แกนนำเป็นสองศรีพี่น้องโนลและเลียม กัลลาเกอร์ ซึ่งเลียมที่เป็นนักร้องนำของวง ได้ให้สัมภาษณ์กับฮามิช แมคเบน แห่งนิตยสารโททัล ฟิล์ม ถึงภาพยนตร์เกี่ยวกับวงดนตรีที่เจ้าตัวบอกว่า “เป็นวงดนตรีที่เจ๋งที่สุดในโลก”

 

สำหรับหนึ่งในตัวละครสำคัญของ Supersonic สิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนยาวนานถึง 2 ทศวรรษอย่างที่เป็น “ผมรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง” เลียม กัลลาเกอร์ กล่าว “ผมไม่ได้เจอพระเจ้า ผมไม่ได้สัมผัสกับดนตรีสวาฮิลีอะไรนั่น ผมยังคนเป็นคนเดิมๆ กับที่เห็นกันบนจอ สำหรับผม มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบเว่อวัง อลังการ เกิดขึ้นเลย”

กับสภาพของเขาในวันนี้ ดูสดใสในเสื้อแจ็คเก็ทและสวมแว่นกันแดด แม้จะอยู่ในร่ม ไว้ผมยาวแบบเน็บเวิร์ธ ทำให้ไม่ยากเลยที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด แต่มันมีการเปลี่ยนแปลงมหาศาลเกิดขึ้นแน่ๆ ในช่วงเวลาหลายปีนับตั้งแต่เลียมกับโนล พี่ชายนักแต่งเพลงของเขา ให้นิยามคนรุ่นหนึ่งขึ้นมาผ่านเสียงดนตรี โอเอซิสวงดนตรีของทั้งสองคนจบเห่ในเดือนสิงหาคม 2009 ซึ่งหมายความถึงสัมพันธ์ของพี่น้องรายนี้ด้วย แม้จะมีภาพการเล่นงัดข้อกันของทั้งคู่ให้ได้ชม ความขัดแย้งที่พบในหนัง Supersonic จะมีให้เห็นน้อยมากๆ “จะยังไงก็เถอะ ผมปล่อยให้เขาชนะไป” เลียมพูดเอาไว้ในคลิปที่บันทึกเอาไว้เมื่อปี 1995

“ผมจำได้ว่า คลิปที่พวกเขางัดข้อกัน เป็นหนึ่งในคลิปแรกๆ ที่ผมเอาให้ทั้งคู่ดูแยกกันคนละที ตอนพวกเขามาให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรก” แม็ท ไวท์ครอสส์ ผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ ที่ยังเป็นแฟนของวงมานาน กล่าว “บางทีมันอาจจะเป็นแค่ความคิดของผมนะ แต่มันให้ความรู้สึกว่า พวกเขาทั้งคู่มีช่วงเวลาที่แบบ… ‘ช่างมันเถอะ… เราสนิทกันโคตรๆ อยู่แล้วนี่’”

 

หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าการชำแหละให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาด ตัวหนังจะเฉลิมฉลองกับสิ่งที่ทำให้โอเอซิสเป็นความ ‘พิเศษ’ กับใครหลายๆ คน นำเสนอความสนุกสนานและเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง แล้วก็เต็มไปด้วยภาพการแสดงสดแสนคลาสสิค, การให้สัมภาษณ์ในปัจจุบัน และการแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง แต่ที่พิเศษสุด โดยเฉพาะกับช่วงต้นยุค 90 ที่มีน้อยคนมากๆ จะพกพากล้องไปไหนมาไหนอย่างทุกวันนี้ ก็คงไม่พ้นคลิปแบบเกาะติดเหมือนแมลงวันบนข้างฝา ที่นำมาเปิดเผยให้เห็น ไม่ว่าจะเป็น การแสดงที่มีคนดูหร็อมแหร็มในกลาสโกว์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โอเอซิสไปเข้าตาพวกสังกัดแผ่นเสียง “ไม่น่าเชื่อว่ามีคนถ่ายมันไว้” ไวท์ครอสส์ กล่าว “เป็นนักศึกษาชาวญี่ปุ่นชื่อ อายาโกะ จริงๆ เธอสนใจวงอื่นในคืนนั้น พอโอเอซิสขึ้นเวที เธอก็คิดประมาณว่า ‘ช่างมันเถอะ ฉันจะถ่ายพวกเขาสักเพลง-สองเพลง’ มีโชว์เล็กๆ ของพวกเขาให้เห็นเยอะมากในหนัง แบบ… ‘ทำไมมีคนถ่ายอะไรพวกนี้ด้วยวะ?’ ซึ่งมันไม่มีเหตุผลอะไรเลย แต่โชคดีมากๆ ที่พวกเขาทำ”

แต่เหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นมันง่ายมาก “เราพูดถึงการครบรอบ 20 ปีการแสดงที่เน็บเวิร์ธบ่อยขึ้น เหมือนกับว่ามันน่าจะมีอะไรเกิดขึ้น” ไวท์ครอสส์ เผย “ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ ผมก็คิดถึงตัวละครอย่างเลียม อย่างโนล บนหนังสือแทบลอยด์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนจดจำได้มากกว่าจริงๆ แล้วเรื่องราวมันเป็นยังไง มันเลยเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่จะกลับไปและแก้ไขความสมดุลย์นิดหน่อย”

และตอนนี้ เลียม กัลลาเกอร์ ก็พร้อมจะเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในหนังเรื่องนี้ และในชีวิตของพวกเขาในนามโอเอซิส กันแล้ว

 

1. การได้เล่นที่เน็บเวิร์ธ (10 และ 11 สิงหาคม 1996): “ขอสาบานต่อพระเจ้า ผมจำอะไรเกี่ยวกับมันไม่ได้มากหรอก ผมทำอะไรในคืนก่อนหน้านั้นเหรอ? โคตรเจ๋งเลยใช่ไหมล่ะ? ผมว่า… ผมจำเรื่องที่เมาปลิ้นหลังการแสดงคืนแรกได้ แล้วลืมไปในวันรุ่งขึ้น เหมือน… ‘อะไรนะ ผมรั่วเรื้อนแบบนั้นอีกแล้วเหรอ?’ ผมเอาเสื้อผ้าไปสำหรับแค่คืนเดียว ใส่แจ็คเก็ทสีขาวในคืนแรก แต่ไอ้เสื้อกันหนาวตัวใหญ่โคร่งในคืนที่สอง เป็นของแพ็ทซี (เคนสิท ที่เป็นภรรยาของเลียมในเวลาต่อมา) ผมกำลัง ‘ผมจะไม่ใส่เสื้อแจ็คเก็ทสีขาวอีกแล้ว!’ เธอใส่เสื้อกันหนาวตัวโคร่งตัวนี้แหละ ผมเลย ‘เอาเสื้อตัวนั้นมา’ เป่าผมจนแห้ง ขึ้นเวทีโดยสวมเสื้อตัวนั้น ผมไม่คิดว่า ตัวเองออกไปดูวงที่มาเล่นเปิดด้วยนะ อยู่แต่หลังเวที ทำบ้าบออะไรไปเรื่อย พวกเราทุกคนอยู่กันเหมือนพวกกองคาราวาน ผมจำได้ว่า The Prodigy ก็อยู่ที่นั่นด้วย แล้วมันก็สั่น จนผมต้องโผล่หัวออกไปที่ประตู ‘ใครแม่- เอารถบ้ามาจอดตรงนี้วะ?’ ผมได้ยินมาว่า จอห์น สไควร์ (มือกีตาร์วง The Stone Roses แขกรับเชิญของโอเอซิส) อยู่ในรถคันที่เจ๋งโคตรๆ ผมเลยพยายามหาให้เจอ ใครไม่รู้บอกว่า ข้างในมันบุด้วยผ้ากำมะหยี่ทั้งคัน เหมือนๆ กับที่จิมิ เฮนดริกซ์ชอบ ผมเลยรู้สึกว่า ‘แล้วทำไมผมต้องใส่อะไรสีขาวแบบนี้ด้วยวะ?””

supersonic_gallaghers-sadaos_story

 

2. โนลมาร่วมวง (ช่วงเวลาไหนสักช่วง ตอนปี 1991): “โนลเป็นเด็กทัวร์ในวง The Inspiral Carpet ส่วนเราก็มีโชว์ที่บอร์ดวอล์ค เขามาดูแล้วบอกพวกเราว่า ‘เฮ้ย… พวกนายใช้ได้นี่หว่า” ผมคิดว่า เราบอกเขาไป ‘นี่… ทำไมนายไม่มาดูแลพวกเรา แล้วพาไปทำความรู้จักกับคนอื่นๆ บ้างล่ะ?’ ตอนนั้น ผมคิดว่า บางทีเขาอาจไม่อยากมาอยู่กับวง เพราะยุ่งๆ อยู่กับเพื่อนๆ จากละแวกที่ทางเดียวกันพวกเรา และไม่เคยมีทีท่าว่าอยากอยู่ในวง เราคุยกันถึงเรื่องดนตรีไม่มากนัก เขาดูมีความสุขดีกับการทำงานกับ ดิ อินสไพรัลส์ ผมเดาว่า เงินคงดีแล้วเขาก็ได้เที่ยวด้วย เขาอาจมองมาที่พวกเรา แล้วคิดว่า ‘ฉันคงไม่ทำอะไรเห่ยๆ เพื่อวงกระจอกๆ แบบนี้หรอก’ ผมก็คิดแบบเดียวกัน ‘ช่างมันเพื่อน ฉันจะบินไปญี่ปุ่นอาทิตย์หน้าแล้ว!’ แต่ผมคิดว่า เขาบอกนะ.. ว่า ‘ไม่หรอก นายหาผู้จัดการวงที่กว่าฉันได้แน่’ แล้วผมก็โพล่งออกไป ‘เออ… ทำไมนายไม่มาทำเพลงกับเราบ้างล่ะ?’ และทุกอย่างมันก็เริ่มจากตรงนั้น”

 

3. การซ้อมที่บอร์ดวอล์ค, แมนเชสเตอร์ (ช่วงเวลาไหนสักช่วง ตอนปี 1992): “เราซ้อมกันที่นี่ทุกๆ คืน ก้มหัวหงุดๆ แล้วก็ติดสินบนคนเฝ้าประตู ผมชอบมันนะ มันใหญ่ดี แล้วก็ขึ้นไปที่บาร์ในคลับ หลังจากนั้น ก็ดื่มกันสักแก้ว ดูวงห่วยๆ เรามักจะโดนเตะออกมาจากที่นั่นเป็นประจำ ต้องไล่ล่าหาค่าเช่า ทุกวันนี้ ทุกคนในแมนเชสเตอร์ยังคงทำอะไรลับๆ ล่อๆ อย่าง ‘นายไม่ได้ยินว่า พวกเรากำลังทำอะไรอยู่ใช่ไหม?’ เพราะเหตุนี้แหละ ประตูห้องซ้อมของทุกวงเลยปิดสนิท แต่ประตูของเราเปิดกว้าง ‘ช่างมันเถอะ!’ พวกวงอื่นๆ ที่เข้ามาทำงานเหมือนเราจะ ‘ขอโทษนะ… นายหรี่เสียงลงได้ไหม?’ แล้วพวกเราก็แบบ… ‘ช่างเอ็งเถอะ พวกแกนั่นแหละที่ควรจะลดความเฮงซวยลง’ พอถึงตอนออกไป เราจะเดินผ่านห้องพวกเขา แล้วปิดไฟมันซะเลย ทุกคนได้งานแสดงหมด ยกเว้นเรา คุณจะเห็นวง Puressemce ที่อยู่ห้องข้าง เดินออกไปเล่นโชว์ แต่พวกเรา ‘ไหนล่ะ โชว์ซังกระบ๊วยของพวกเรา?’

4. ถูกจับบนเรือเฟอร์รี (17 กุมภาพันธ์ 1994): “กวิ๊กซี (มือเบสของวง) ได้เงินมาเยอะจากการแทงพนัน เขาลงเงินไปห้าแล้วได้กลับมาห้าสิบ เราเลยไปดื่มกันสั่งแชมเปญจน์หรืออะไรก็ไม่รู้มาเพียบ แล้วก็มีบางคนบอกว่า ‘เฮ้ย… นี่มันแบงค์ปลอมนี่หว่า’ เราบอกให้เขาหุบปาก แล้วก็พูดแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่กี่นาทีต่อมา เราโดนส่งลงอยู่ไปชั้นล่างของเรือเฟอร์รี พอมาถึงอัมสเตอร์ดัมตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เราบอก ‘ตอนนี้เราเย็นลงแล้วนะ ไปได้หรือยัง เรามีโชว์ต้องเล่น?’ ผู้ชายคนหนึ่งตอบกลับมาว่า ‘ไม่… พวกนายต้องถูกส่งกลับ’ ตายห่- เราต้องกลับไป… นี่เป็นช่วงที่ผมชอบมากที่สุดในหนังเลยนะ มันอยู่ในระดับเดียวกับเน็บเวิร์ธเลย! โนลทำตัวแย้งกับที่เคยบอกเอาไว้ก่อนหน้าว่า ที่ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับดนตรี แต่หนนี้ เขาบอกว่า ‘ตราบเท่าที่เรายังอยู่บนปกนิตยสาร มันไม่ใช่เรื่องใหญ่’ เฮ้ย… คุณไม่ต้องอ่านเชคสเพียร์สก็คิดแบบนี้ได้ด้วย รู้ไหม? คุณนึกถึงโซเชียล มีเดียในทุกวันนี้ซิ มีคนถ่ายอะไรที่ฉาวๆ ให้ดูกันทุกวัน แต่ไม่มีห่-อะไรเลย เด็กๆ ทุกวันนี้ทำอะไรกันก็ไม่รู้ ไม่มีวงไหนลุกขึ้นมาทำอะไรเลย มีแต่พวกหน้าหม้อทั้งนั้น”

5. ได้สัญญาอัดแผ่นเสียงที่กลาสโกว์ (31 พฤษภาคม 1993): “เหตุการณ์นี้ ในแบบของผมคือ เราได้งานเล่นโชว์สนับสนุนวง Sister Lovers ที่กลาสโกว์ ซึ่งพวกเรามีกันไม่กี่คนหรอก เลยลงเงินกันแล้วได้รถแวนมาคันหนึ่ง พอไปถึงที่นั่น คนที่ดูแลสถานที่ดิ่งมาหาเรา ‘พวกเอ็งเป็นใครกันวะ?’ เราบอก ‘เราคือโอเอซิส’ เขาตอบกลับ ‘ไม่ต้องลงมา พวกเอ็งดูท่าทางไม่ได้เล่นอะไรเลย’

ไม่มีการขู่ทุบสถานที่เกิดขึ้นหรอก เรื่องนั้นไม่จริงเลย เราพูดไป ‘เถอะน่าเพื่อน เราโคตรจะดังเลย’ ท้ายที่สุดเขาก็ให้เราเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อประตูเปิดขึ้น เราเล่นกัน 4 เพลง โดย I Am the Walrus เป็นเพลงสุดท้าย ซึ่งผมบอกกับชายคนที่ว่าเอาไว้ก่อน ‘เราเล่น I Am the Walrus ด้วยนะเว้ย! กระทั่ง The Beatles ยังไม่เคยเล่นเพลงนี้เลย พวกเรานี่ฮ็อทสุดๆ เลยนะเพื่อน’ ยังไงก็ตาม เรารอดมากันได้ ตอนเดินออกมาโนลเดินมาหาแล้ว ‘พวกเราได้เสนอสัญญาโว้ย’ ผมตอบ ‘ใครเสนอมาวะ?’ เขาก็พูดต่อ ‘อลัน แม็คกี (ผู้ก่อตั้งค่ายเพลงครีเอชัน เรคอร์ดส์)’ – ‘ใครนะ?’ ผมถาม เขาชี้ไปที่อลัน แล้วผมก็ ‘เฮ้ย ไอ้หัวขิงนั่นนะเหรอ? ฉันไม่เซ็นกับมันหรอก’ ผมเคยพูดกับเขาหรือเปล่า? อาจจะมั้ง ผมคิดว่า เขาบอกว่า ‘พวกนายเจ๋งโคตรๆ’ และผมก็ตอบไป ‘แน่นอน’”

6. โนลหนีออกจากวง (24 กันยายน 1994): “พอย้อนกลับไปฟังในหนัง สาบานกับพระเจ้าเลย กวิ๊กซีเล่นไลน์เบสในเพลงหนึ่งเป็นคนละเพลง มันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เหมือนเขาอยู่ในวงดนตรีบ้าที่ไหนก็ไม่รู้ เราซี้ดไอซ์กัน แบบคิดว่าเป็นโคเคน ผมยังไม่รู้ว่าเป็นไอซ์จนถึงบัดนี้แต่มันโคตรดีด ผมยังจำตอนที่อยู่ในร้านได้บางส่วน มั่นใจมากว่า ทุกอย่างไม่มีอะไร… มันก็แค่แอลเอ เฮงซวย! ถ้าพวกเรายังไปกันต่อ เล่นโชว์กันไปตามปกติ พวกเขาคงรู้สึกแบบ.. ‘เราเคยเห็นมาหมดแล้ว’ พวกเขาต้องการเห็นอะไรแย่ๆ ไม่เป็นทรง ซึ่งพวกเราก็เป็นแบบนั้น ใช่ไหม? แล้วอุปกรณ์ พวกเราต้องเดินสายทัวร์กันอีกหลายวัน ยางรถบัสแบน, เราไม่มีตังค์จ่ายค่าโรงแรม เพราะไอ้ห่-ปูติน (หมายถึงโนล) เอาเงินเราไปหมด เพื่อจะไปหาหญิงที่เขาเจอตอนไปซาน ฟรานซิสโก ผมจำได้แม่น เรานั่งอยู่ข้างนอก ทุกอย่างที่มีก็คืออุปกรณ์พวกนี้ ไม่มีเงินสักเหรียญ ผมเดินไปเดินมา เข้าไปถามทุกๆ โรงแรมบนถนนซันเซ็ท ‘นายโนล กัลลาเกอร์ อยู่ที่นี่ไหม?’”

7. เรียนรู้ที่จะยืนนิ่งๆ (ตั้งแต่ปี 1992): “กฎในวงก็คือ สิ่งที่นายสามารถทำได้มากที่สุดคือ เคาะเท้า… ใครก็ตามที่เคลื่อนไหวไปมา สมควรโดนไล่ออกจากวง แค่เคาะเท้าก็โอเคแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้มากที่สุด บางทีทำอะไรกับผมนิดหน่อยระหว่างเพลงบ้างก็ได้ แต่ต้องยืนนิ่งๆ ผมว่ามันคงเริ่มตอนเราเล่นโชว์ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึก ‘ช่างเหอะ… ฉันจะทำตัวง่ายๆ!’ แล้วจากนั้นทุกคนก็ชอบกัน แบบ… ‘สุดๆ เลยเพื่อน นายเท่โคตรๆ’ ผมก็เลย ‘คืนพรุ่งนี้ ฉันทำอะไรแบบนี้ได้อีกแน่นอน ไม่มีปัญหา!’ และนั่นก็คือสิ่งที่เป็นผม ผมคิดว่านะ..​. เพราะหนึ่ง ผมเต้นห่- อะไรไม่เป็น สอง ไอ้การกระโดดโลดเต้นไปมา มันไม่ใช่ผม มันใช้พลังงานมากเกินไป ในหัวผมคิดแค่ว่า ‘เอาละ! ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกันไปเลย’ เหมือนเป็นการต่อต้านความบันเทิง ให้ดนตรีสาดใส่ผู้ชม แล้วปล่อยพวกเขาบ้าคลั่งกันไป มีหลายคืนเหมือนกันที่ทุกคนเลียนแบบผมกันหมด คุณยืนนิ่งอยู่บนเวทีแล้วจากนั้นก็อินไปกับมันด้วย มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนว่าสามารถควบคุมความคลุ้มคลั่งทั้งหลายได้ คุณเต้นไปกับเพลงของโอเอซิสได้ไหม? แล้วมันใช่ดนตรีที่เต้นไปด้วยได้หรือเปล่าล่ะ?”

8. การบันทึกเสียงอัลบั้ม (What’s the Story) Morning Glory? (กันยายน 1995): “เพราะพวกเราไม่ใช่นักดนตรีเทพ ๆ ตอนอยู่ในห้องอัดเสียงมันก็แค่.. ‘นี่คือเพลงที่มี เล่นสดแล้วน่าจะเจ๋งดีนะ เอาเลย’ ในสตูดิโอผมพร้อมเสมอ เพื่อน แล้วมันก็มักจะมีฟุตบอลอยู่เรื่อยเวลาเราจะทำอะไร คนอื่นๆ จะไปนั่งดูกัน แล้วผมก็ไปหาโปรดิวเซอร์ (โอเวน มอร์ริส) ‘ตอนนี้เราน่าจะอัดเทคนี้กันนะ’ ผมก็แค่ร้องออกมา แล้วก้าวออกจากประตูไปผับ นั่นล่ะผมในคืนนั้น แต่ผมรักการทำงานในสตูดิโอนะ ผมยังชอบมันอยู่ แม้ลูกๆ ของผมจะคิดไปว่า ‘นั่นไง… เขาไปผับอีกแล้ว’ ช่างมันเถอะ ผมรักการทำงาน แต่ขณะที่โนลใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ กับกีตาร์ของเขา ผมจะ ‘เฮ้ย… นายจะอยู่ตรงนี้ ทำอะไรบ้าๆ นี่ทั้งวันเลยเหรอ? เอางั้นเหรอ? เออ.. ฉันกำลังจะไปผับ แล้วค่อยว่ากัน’ ผมไม่นั่งฟังเขาละเมอเพ้อพก คิดว่าตัวเองเป็นสแลชหรอก แต่ผมชอบฟังวงเล่นนะ แล้วก็ดูทุกสิ่งทุกอย่างเติบโต ทุกอย่างเลย”

9. ความคลั่งไคล้โอเอซิสไปไกลถึงญี่ปุ่น (กันยายน 1994): “การได้ยินคนที่พูดคนละภาษากัน ร้องเพลงของคุณโดยมีแค่ดนตรีเล่นแบ็คอัพ มันสุดๆ มาก พวกเขามาที่โชว์ของเรา แล้ว ‘โอ… พวกเขาเทพมาก’ ผมกลับรู้สึก ‘คุณคงอยากบอกเราในภาษาอังกฤษมากกว่า’ แต่พวกเราไม่เคยเล่นได้อย่างที่พวกเขาคิดเลย พวกเขาแค่เข้าถึงมันได้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เราเห็นว่า ดนตรีเป็นสิ่งที่มีพลัง เป็นทางผ่านข้ามกำแพงภาษา แล้วก็กระทบความรู้สึกของพวกเขา ผมรักญี่ปุ่น การเมาเครื่องบิน และเหล้า รวมไปถึงการดื่มอะไรสารพัด แล้วก็อะไรมุ้งมิ้ง ผมมักจะมีอะไรที่หักมุมโคตรๆ ที่ญี่ปุ่นเสมอ ไม่เคยมีอะไรหดหู่ที่นั่น มันเพี้ยนๆ เฮี้ยนๆ ตลอดแหละ ผมจำตอนที่นอนห้องเดียวกับกวิ๊กซีได้ ซึ่งเขาเกลียดมันโคตรๆ ผมกลับมาที่ห้องพร้อมคนเป็นโหลๆ แล้วเขาก็ ‘เฮ้ย! นายทำอะไรวะ?’ – ‘ผมกำลังจะจัดปาร์ตี้ นายคือคนโชคร้าย วางหนังสือลง แล้วมาสนุกกัน!’ ผมชอบนะ ผมยังจำความร้อนสุดๆ ของที่นั่นได้ รวมไปถึงเด็กๆ กลุ่มเบ้อเร้อที่คลั่งกันสุดๆ แต่นั่นคืออะไรที่คุณต้องการจริงๆ เหรอ? คนตัวเล็กๆ ใส่เสื้อผ้าที่ร้อนโคตรๆ แต่วันหนึ่งผมคงเข้าใจพวกเขา”

10. การบินเข้าไปในเน็บเวิร์ธ (10 สิงหาคม 1996): “มันมีทางที่จะเข้าไปในเน็บเวิร์ธไม่ใช่เหรอ? คุณไม่มีทางเข้าไปในงานด้วยรถหรอก นายทำได้ไหมล่ะ? คุณต้องไปด้วยเฮลิคอปเตอร์เว้ย เพื่อน! พวกเราคุยกันตลอดทางเลย รู้ไหม? แต่มันไม่ใช่เรื่องการแสดงนะ จริงๆ เราคุยกันถึงเรื่องทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรืออะไรทำนองนั้น เรื่องประมาณว่า เฮ้ย… เอ็งได้รองเท้าคู่นี้มาจากไหนวะ?’ หรือ ‘ฉันโคตรเกลียดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลยว่ะ’ หรือ ‘มื้อค่ำพวกแกจะกินอะไรกัน?’ หรือ ‘ไอ้เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ ใช้เวลาบินนานขนาดไหนถึงจะถึง?’ ประมาณๆ นี้แหละ ผมเดาว่าตอนนั้นพวกเรากังวลเหมือนกันนะ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกแบบ ‘กลับกันเถอะว่ะ!’ ผมไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว มีคนอยู่ที่นั่น และทุกคนก็รอดูการแสดงของคุณ และพร้อมจะให้ความรักกับคุณแบบจัดเต็ม เราออกทัวร์กันหนักมากๆ โชว์มันก็เลยเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีการถกกันเรื่องการแสดงหรืออะไรเลย เราไม่เคยพูดเจ๊าะแจ๊ะถึงเรื่องแบบนั้น ไม่มีทาง กระทั่งตอนที่เราได้เซ็นสััญญา เสร็จแล้วเราก็กลับบ้าน ไปดู ‘ซิตี้ถล่มคู่แข่งไป 3-0 กัน’ หรือไม่ก็ ‘นายไปเอารองเท้าพวกนี้มาจากไหนวะ?’”

โดยเรื่องราวของการได้แสดงที่เน็บเวิร์ธ น่าจะเป็นความภาคภูมิใจหนึ่งของเลียม กัลลาเกอร์ ที่ถืองานนี้เป็นหลักไมล์สำคัญ แล้วยกเอาโอเอซิสไปเทียบกับ The Beatles เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า พวกเขาสามารถทำในสิ่งที่วงสี่เต่าทองทำได้ โดยใช้เวลาที่น้อยกว่า เร็วกว่า ซึ่งเลียมพูดเอาไว้ในการให้สัมภาษณ์ลงนิตยสาร ลิตเติล ไวท์ ไลส์ กับแม็ท ไวท์ครอสส์ คนเดียวกับผู้กำกับหนัง Supersonic นี่ละ

เมื่อไวท์ครอสส์พูดถึงเรื่องที่ โอเอซิสสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี จากการเป็นวงที่เพิ่งได้รับการเซ็นสัญญา ไปเป็นวงหลักในเทศกาลดนตรีเน็บเวิร์ธได้ยังไง? กัลลาเกอร์ตอบว่า “พวกเราใช้เวลาเพียง 3 ปี ทำในสิ่งที่เดอะ บีเทิลส์ใช้ถึงแปด เจ๋งไปเลย เจ๋งสุดๆ ผมเคยคิดว่าพวกเราเป็นแค่พวกไร้สาระ และน่าจะทำอะไรแบบนั้นทั่วโลก

“ผมคิดว่า อเมริกาน่าจะซื้อความคิดนี้ ทุกๆ คนคงซื้อมัน”

จากเรื่อง เลียม กัลลาเกอร์ย้อนอดีต ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสารคดี Supersonic ของ Oasis คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ โดย นพปฎล พลศิลป์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 6-7, 13, 25-26 ตุลาคม 2559

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 101
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    101
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On