(อ่านตอนแรกได้ที่ http://bit.ly/11XIW2p) บทสรุปถึงยอดขายเพลงในอเมริกา ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะไม่มีแสงสว่างสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น ไม่มีอัลบั้มของศิลปินที่ขายได้ระดับแพลตินัม ยอดขายดาวน์โหลดทั้งเพลงและอัลบั้มตกลงอย่างต่อเนื่อง จากยอดรวมที่ตก 11.5% คราวนี้จะลองมองยอดขายอัลบั้ม แยกเป็นประเภทๆ ไป
หากเน้นที่อัลบั้มล่าสุด ซึ่งออกขายไม่เกิน 18 เดือนที่ผ่านมา หรืออาจจะนานกว่า แต่ยังติดชาร์ทอัลบั้มขายดี Billboard 200 ครึ่งบนของตาราง จะยิ่งหนาว เพราะตัวเลขนั้นลดลงถึง 17.7% เหลือแค่ 86.2 ล้านหน่วย จากที่เคยทำได้ 104.8 ล้านหน่วยเมื่อปีก่อน ส่วนอัลบั้มเก่าๆ ที่อายุมากกว่านี้ ลดลง 10.9% ขายได้ 89.5 ล้านหน่วยจากที่เคยทำได้ 100.4 ล้านหน่วยเมื่อปีที่แล้ว
แล้วถ้าคัดยอดขายกันตามแนวเพลง ทุกๆ แนวล้วนยอดขายตกลงทั้งนั้น โดยตกมากกว่าตัวเลขยอดขายรวมที่ 14.4% ด้วยซ้ำ ยกเว้นป็อปกับร็อค ซึ่งแนวหลังยังเป็นแนวดนตรีที่มีของออกสู่ตลาดมากที่สุด ยอกขายอัลบั้มป็อปลดลงแค่ 3.9% ขายไป 15.7 ล้านหน่วย ส่วนร็อคลดลง 10.8% ขายได้ 61.7 ล้านหน่วยจากที่เคยทำได้ 69.2 ล้านหน่วย สำหรับแนวอื่นๆ กอสเพลขายลดลงถึง 14.5% ขายได้แค่ 11.4 ล้านหน่วยจากปีก่อน 13.4 ล้านหน่วย, อาร์แอนด์บี ที่ยังรวมไปถึงฮิพ-ฮ็อพ และแร็พ ยอดขายตกถึง 24.7% ขายไป 26 ล้านหน่วยจาก 34.6 ล้านหน่วย ส่วนคันทรีลดลง 22.3% ขายได้ 20.9 ล้านหน่วยจากเดิม 26.9 ล้านหน่วย แต่ในกรณีของคันทรียอดขายที่ลดลงน่าจะมาจากกำหนดการวางอัลบั้ม ที่ศิลปินคันทรีมักจะปล่อยงานออกมาในช่วงปลายปีกันเป็นหลัก
หากมองไปที่ร้านค้า บรรดาร้านที่มีสาขาในที่ต่างๆ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง และตอนนี้มาถึงช่วงที่ขายซีดีอัลบั้มได้น้อยกว่า ร้านขายซีดีในอีกรูปแบบหนึ่งอย่าง บนเว็บอะเมซอน, ร้านกาแฟ สตาร์บัคส์ และหน้าคอนเสิร์ท ยอดขายของร้านค้านั้นลดลง 25.4% ขายไป 20.8 ล้านหน่วยจาก 28 ล้านหน่วย ซึ่งคิดเป็น11.9% จากยอดขายอัลบั้มทั้งหมด ขณะที่ร้านค้าในรูปแบบใหม่ๆ ยังทรงตัวอยู่ที่ 24.13 ล้านหน่วยเท่ากันทั้งใน 9 เดือนแรกของปีนี้ และตลอดปีที่แล้ว คิดเป็น 13.7% ของยอดขายอัลบั้มทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ร้านค้าอิสระทั้งหลาย ยังทำได้ดีกว่าที่ภาพรวมของธุรกิจเพลงทำได้ เมื่อยอดขายลดลงแค่ 2.3% ขายไป 13.14 ล้านหน่วย ส่วนแบ่งยอดขายอัลบั้มของพวกเขาเพิ่มขึ้น 7.5% จากยอดขายทั้งหมด ซึ่งเพิ่มมากกว่าช่วง 9 เดือนแรกของปีที่แล้วที่ทำไว้ 6.6% แม้ร้านขายเพลงแบบดาวน์โหลดจะเจอปัญหายอดขายอัลบั้มลดลงก็ตาม ส่วนแบ่งทางการตลาดโดยรวมของร้านค้าอิสระนั้น เพิ่มขึ้นถึง 44.1% จากธุรกิจโดยรวม
จากตัวเลขทั้งหมด ห็นได้ชัดว่า สถานการณ์เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่แค่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาดกันไว้ ส่วนตลาดเพลงสตรีมมิง ที่กำลังเติบโตจนกลายเป็นเส้นเลือดหลักอีกเส้นของธุรกิจเพลง ก็ยังไม่สามารถทดแทนรายได้ที่หายไป จนสร้างความแตกต่างได้ โดยเฉพาะรายได้ที่ทางค่ายเพลง หรือศิลปินได้รับนั้น ถูกกดให้ต่ำลง กว่ารายได้จากการขายซีดี, ดาวน์โหลด หรือแผ่นเสียงอย่างที่เห็นกัน
นอกจากจะเดินไปแบบยังไม่เห็นทางออก ดูเหมือนวงการเพลงจะเจอกระแสลมแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ
จากเรื่อง ยอดขายเพลงประจำไตรมาสที่สามยังเดินหน้าสู่หุบเหว (3) โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2558
ให้กำลังใจด้วยการคลิกไลค์เพจสะเด่าส์ได้ง่ายๆ ที่นี่















