โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ใช่คนที่ปลาบปลื้ม หรือนิยมชมชอบงานเเพลงของวงบอยแบนด์ หรือวงป็อปต่างๆ เป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อะไร และก็เปิดฟังเพลงของพวกเขาได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ถ้าหากไพเราะเพราะพริ้ง และโดนใจ กับวงวัน ไดเร็คชัน ที่เป็นการรวมตัวกันของเด็กหนุ่ม 5 คน ที่เข้าไปประกวดรายการเอ็กซ์-แฟ็คเตอร์ ของอังกฤษ ในตอนแรกก็รู้สึกว่า พวกเขาแต่ละคนมีเสน่ห์ที่ใช้ได้ ตัวเพลงก็เป็นป็อปง่ายๆ ที่เข้าถึงได้ไม่ยาก ที่สำคัญเสียงร้องของพวกเขาแต่ละคนนั้น “ไม่ขี้เหร่” พวกเขาร้องเพลงได้ และสามารถมีเพลงนำของตัวเองในอัลบั้มของวงได้ไม่ยาก
จนมาได้ชมหนังสารคดีเรื่อง 1D: This Is US ซึ่ง 1D นั่นก็ย่อมาจาก One Direction นั่นแหละ ก็ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมพวกเขาถึงได้กลายเป็นวงบอยแบนด์อันดับ 1 ของวงการเพลงยุคนี้ เพราะนอกจากจะนำเสนอความเป็นมาของพวกเขาแล้ว ในหนังเรื่องนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นธรรมดา เป็นเด็กซนๆ เฮี้ยวๆ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งไม่ยากที่จะทำให้รู้สึกว่า พวกเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ติดดิน เข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญที่สุด “จริงใจ” แล้วกับกลุ่มเป้าหมายหรือแฟนเพลงของพวกเขา ที่ได้เห็นในตัวของสมาชิกทั้งห้าคนของวงก็คือ พวกเขาไม่ต่าง และเป็นพวกเดียวกันกับเรา
ไม่ใช่แค่มีหนังสารคดีมาเป็นโฆษณาชวนเชื่อนะครับ หากย้อนไปดูจุดเริ่มต้น การสร้างบอยแบนด์กลุ่มนี้ยังมาเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่จับเอาแต่ละครที่ต่างสมัครประกวดในรายการ มารวมเป็นทีมเดียวกัน พอออกอัลบั้มก็มีการวางภาพลักษณ์ที่ทำได้ดี เห็นได้ชัดตั้งแต่ การให้พวกเขาไม่ได้มาในลุคของบอยแบนด์รุ่นเก่า แต่งตัวเหมือนกัน ท่าเต้นบนเวทีเหมือนกัน แต่ให้ต่างคน ต่างมีสไตล์การแต่งตัวที่แตกต่างกันไป การเต้น การแสดงออกบนเวที ก็ดูเป็นอิสระ ไม่ต่างมาเต้นตามสเต็ปทด้วยท่าทางแบบเดียวกัน
ทำให้เสน่ห์ของพวกเขาแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และสร้างแฟนคลับของแต่ละคนได้จากความชัดเจนในตัวเอง ทำให้ง่ายกับการวางตัวสำหรับการโปรโมทในวาระ และเวลาต่างๆ
ขณะที่การทำเพลง จากเพลงป็อปมีความเป็นร็อคเจือบางๆ กับอัลบั้มที่ 3 Midnight Memories เพลงของพวกเขามีความเข้มข้น เป็นร็อคมากขึ้น หรือโตขึ้น แม้ในอัลบั้มล่าสุด Four เพลงของวัน ไดเร็คชันจะกลับมาเน้นเป็อปเบาๆ ใสๆ คล้ายๆ กับงานสองชุดแรกอีก ซึ่งอาจทำให้คิดไปว่า พวกเขา “โต” ไม่รอด แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว จากการแสดงสดที่ได้เห็นเมื่อ 14 มีนาคม ที่สนามกีฬารัชมังคลากีฬาสถาน เพลงจาก Midnight Memories ก็คือเพลงที่ทำให้โชว์ของพวกเขามีพลัง มีความเข้มข้นมากขึ้น เมื่อสลับสับเปลี่ยนกับเพลงที่มีโทนเป็นป็อป ฟังใสๆ มากกว่าจากงานชุดอื่นๆ คอนเสิร์ตเลยมีอารมณ์ที่หลากหลาย มีผ่อนมีรุก มีหนักมีเบา ซึ่งถ้าจัดวางเซ็ทลิสท์ดีๆ ก็จะทำให้โชว์ลื่นไหล ดูเพลิน สนุก และทีมงานที่ดูแลจัดการเรื่องนี้ก็รู้ดี และใช้ประโยชน์ตรงนี้ได้เต็มที่ แล้วหากสังเกตุ หลายๆ เพลงจะถูกทอนท่อนลงเพื่อให้สั้นขึ้น กระชับขึ้น จนสามารถใส่เพลงลงมาในคอนเสิร์ตได้ถึง 23 เพลง ที่คนดูต้องรู้สึกว่า “เต็มอิ่ม” แน่ๆ
บางที การสร้างเพลงในแบบอัลบั้ม Midnight Memories อาจจะเป็นสิ่งที่คิดเอาไว้แล้ว เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเพลงที่เข้าถึงแฟนเพลงสำหรับโชว์ในสเตเดียมได้ง่าย และดีขึ้น
นอกจากการวางเพลงที่ลงตัว ทำให้โชว์มีสีสัน สมาชิกแต่ละคนก็ยังบริหารเสน่ห์กับแฟนๆ อย่างได้ผล โปรดัคชันที่มาเต็มก็ส่งการแสดง และเป็นหนึ่งในไม่กี่โชว์ที่ใช้จอแอลอีดีขนาดใหญ่ได้อย่างคุ้มค่า ทำให้โชว์นี้ไม่ได้มีแค่ใช้แสงสีหวือหวา แต่ให้อารมณ์แห้งๆ เหมือนที่หลายๆ โชว์เป็น ส่วนการทำเวทีที่มีทางยาวยื่นมาตรงกลาง ก็ทำให้คนดูและพวกเขาสื่อสารกันได้อย่างทั่วถึง กับการแสดงช่วงท้ายๆ สมาชิกบางคนดูจะสู้กับความร้อนไม่ไหว แรงเลยตกมีร้องเพี้ยนบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะความสนุกสนานยังอยู่ครบ
แล้วหากย้อนไปเทียบกับการแสดงของวงบอยแบนด์ที่มาก่อนหน้านี้หลายๆ วง การแสดงของวัน ไดเร็คชัน ทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นคุณหนูไปเลยทีเดียว
จากเรื่อง ในความอิ่มเอมกับคอนเสิร์ตของวัน ไดเร็คชัน โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 18 มีนาคม 2558
สามารถกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















