PAPILLON: ได้ดูหนังต้นฉบับ แต่ตอนนั้นก็เด็กมากๆ จนจำรายละเอียดของหนังไม่ได้ แต่ในส่วนของอารมณ์แล้ว จำได้แม่นสุดๆ ก็ฉากสุดท้ายของหนัง ที่ซาบซึ้ง และประทับใจกับความเป็นเพื่อนของสองตัวละครสำคัญในเรื่อง อองรี ชาเรียร์ เจ้าของฉายา ปาปิญอง และหลุยส์ เดกา ที่ต้องมาติดคุกที่อยู่ห่างไกลความเจริญ และถูกปลดเปลื้องความเป็นมนุษย์จนไม่มีเหลือหลอก็ว่าได้
หนังฉบับนี้มีฉากจบที่น่าจดจำและแทบจะให้สัมผัสเดียวกันเลยก็ว่าได้ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง นักสะเดาะเซฟ ที่ถูกยัดข้อหาฆ่าคนตาย กับนักปลอมแปลงพันธบัตร หนังก็ให้ที่มาที่ไปสำหรับมิตรภาพที่กลายเป็นความผูกพันของทั้งคู่ได้ดี แต่กับยุคนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ต้องบอกว่า มีอารมณ์แบบ วายๆ (Y) ให้รู้สึกอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่าลืมว่า ทั้งสองคนถูกจำคุกกันยาวนานโคตร ก็อดคิดไม่ได้ถึงเรื่องของอารมณ์บางอย่างที่เป็นสัญชาตญาณธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน
นักแสดงที่มาเล่นเป็นตัวละครหลักทั้งองคนก็ทำได้ดี ชาร์ลี ฮันแนม แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนเล่นหนังเก่งคนหนึ่ง กระทั่งหากย้อนไปดูหนังอย่าง King Arthur ฉบับกาย ริทชี ฮันแนมก็เล่นได้ไม่ขี้เหร่เลย แล้วกับลุคที่ปรากฏบนจอของ Papillon ต้องบอกว่า แทบจะมาพิมพ์เดียวกับสตีฟ แม็คควีน เจ้าของบทนี้เมื่อปี 1973 แต่เรื่องคุณภาพการแสดงนั้น อย่างที่ว่าไว้ข้างต้น จำอะไรไม่ได้มากนัก ส่วนเดกาในฉบับนี้เป็นเรมี มาเล็ค ที่มีหนังแจ้งเกิด Bohemian Rhapsodyรออยู่ ซึ่งก็เล่นได้เยี่ยมเช่นเดียวกัน อย่างน้อยๆ ก็เข้าคู่-รับส่งกับฮันแนมได้กลมกลืนลงตัว
เช่นเดียวกับการเล่าเรื่อง ที่ทำได้อย่างลื่นไหล แม้ในความเป็นงานดรามา Papillon อาจจะไม่ใช่ความบันเทิงแบบแกะซองกินได้ทันที แต่อย่างน้อยก็มีปมประเด็นที่น่าติดตาม หากก็มีข้อบกพร่องอยู่บ้างในเรื่องความเข้มข้นของเรื่อง ที่จากความรู้สึกที่พอรำลึกได้ งานต้นฉบับตัวละครดูจะเจอกับเรื่องที่ทารุณ และบีบคั้นมากกว่านี้มากมาย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างปาปิญองกับเดกา ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ขวางกั้นอยู่บางๆ รวมไปถึงการวางแผนแหกคุกก็ดูจะเรียบง่ายไปนิด
แต่ทั้งหมดทั้งหมวล ก็ถือว่าชดใช้ได้ด้วยการแสดง และการเล่าเรื่องที่ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ
โดย นพปฎล พลศิลป์
เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















