BLINDSPOTTING: เรื่องราวสามวันสุดท้ายในการภาคทัณฑ์ของคอลลิน หนุ่มผิวดำ ที่ทำงานในบริษัทรับขนย้ายร่วมกับไมลส์ เพื่อนหัวร้อนผิวขาวที่ชอบหาเรื่องมาใส่ตัว แต่คนที่โดนผลกระทบเข้าเต็มๆ กลับเป็นคอลลิน เช่นเดียวกับคดีที่ทำให้เขาถูกจับ และในช่วงสามวันที่ว่า ไมลส์ก็หาเรื่องเสี่ยงๆ มาให้เขาในแบบที่ชวนไปติดคุกต่อ โดยที่ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นความผิดของเขาที่ทำให้เพื่อนต้องเดือดร้อน
หนังเริ่มต้นเหมือนเป็นหนังคู่หู ที่มาพร้อมอารมณ์ขันแบบเสียดสี แต่เมื่อเวลาผ่านไป Blindspotting เดินหน้าไปไกลกว่านั้น ด้วยการเป็นงานที่มาพร้อมกับประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องผิวสี ที่นำไปสู่เรื่องชนชั้น และการเลือกปฏิบัติตามมา โดยที่คนผิวดำหรือผิวสี กลายเป็นพลเมืองชั้นสองของสังคม เป็นคนที่ถูกตีตราว่าเป็นคนที่มีแนวโน้นก่อปัญหาให้กับสังคม ทั้งๆ ที่จริงแล้วคนๆ นั้น อาจจะเป็นหนุ่มผิวขาว แต่พวกเขาก็มักจะหลุดรอดข้อกล่าวหาไปง่ายๆ ด้วยภาพลักษณ์การตัดสินของผู้คนโดยไม่ดูจากการกระทำ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับคอลลินและไมลส์
ซึ่งท้ายที่สุดความเกลียดชังหรืออคติที่เกิดขึ้นก็อาจนำไปสู่เหตุรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หากผู้ถูกกดดันระเบิดมันออกมา เช่นที่ตกเป็นข่าวคราวในหลายต่อหลายครั้ง
และหนังก็ดูเหมือนจะพาตัวเองไปสู่จุดนั้นในตอนท้าย หากก็สามารถพาตัวเองหลบออกไปได้อย่างสวยงาม ในแบบที่มีรายละเอียดต่างๆ ที่หนังนำเสนอมาตั้งแต่ต้นเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนจากใครบางคน การมองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกแง่มุมหนึ่ง อย่างที่ชื่อหนังว่าเอาไว้ ที่ยังกลายเป็นการให้บทเรียนกับตัวละครบางรายไปพร้อมๆ กัน
ในแบบที่ราวกับจะบอกว่า บางทีปัญหาเรื่องสีผิว อคติที่มีต่อกัน ไม่ใช่เรื่องที่ยากจะแก้ไข อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ ด้วยซ้ำไป แค่เปิดใจ พูดจา และหัดมองในมุมที่ต่างไปจากเดิมบ้าง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว…
แม่- โคตรยาก
โดย นพปฎล พลศิลป์
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















