OVERLORD: ดูจากตัวอย่าง ทำให้นึกถึงหนังซอมบีในสงครามโลกของผู้กำกับทอมมี เวอร์โคลา Dead Snow แต่เมื่อได้ดู Overlord มาพร้อมกับอารมณ์แบบจับคนไปทำเชื้อโรค แต่ไม่ได้ทำออกมาในแบบหนังแหวะแบบเปิดเผยความจริง หรือ Captain America เมื่อว่าด้วยการทดลองของนาซี ที่ไม่มีซูเปอร์ฮีโรมาเกี่ยวข้อง
ส่วนเรื่องราวนั้น เชื่อว่าสำหรับแฟนหนังทางนี้ Overlord ไม่ใช่หนังที่ทุกอย่างอยู่เหนือการคาดเดา คิดไม่ยากว่าสถานการณ์ที่เป็นไปในหนังนั้น ใครจะอยู่หรือจะไป มีลุ้นก็ตรงที่ใครจะไปก่อนไปหลัง และสภาพสิ้นใจของแต่ละคนจะเป็นยังไง โดยตัวละครแต่ละรายก็เป็นแพ็ทเทิร์นเหมือนที่เคยเห็นกันในหนังสงคราม และหนังทำนองนี้ทั่วไป มีตัวละครน่ารำคาญ พวกคิดถึงบ้าน คนที่ทำตามหน้าที่เป๊ะ ส่วนตัวเอกนั้นก็แสนดี เป็นฮีโรที่ไม่มีพลังอะไร แต่ก็ไปไหนมาไหนสะดวกโยธิน
ซึ่งหนังก็ทำให้ลุ้น และระทึกได้ ด้วยเงื่อนไขของเวลา และการสร้างสถานการณ์กดดัน ที่ผสมผสานกันระหว่างหนังแอ็คชัน (สงคราม) กับงานสยองขวัญได้อย่างลงตัว แล้วก็ออกมาในบรรยากาศของหนังสยองขวัญสไตล์เก่าๆ ที่รูปแบบตัวอักษรของหนังก็เกริ่นให้รู้เลาๆ ทั้งภาพ การเล่าเรื่อง และดนตรีประกอบ แต่ที่เติมลงมาก็คือความโหด ถึงเลือดถึงเนื้อที่ดูสมจริงมากกว่าหนังในอดีต ซึ่งเป็นผลจากเทคโนโลยีที่มีพัฒนาการมาตามลำดับ
การใส่สถานการณ์ต่างๆ ก็ถือว่ามาดี เรียกว่าหนังเด่นตรงการเล่าเรื่องนี่ละ และทำให้งานที่น่าจะให้ความรู้สึกซ้ำๆ ซากๆ คาดเดาทุกอย่างไม่ยาก กลายเป็นงานที่ดูสนุกและตื่นเต้นได้ ทั้งที่ทุกอย่างที่หนังมีนั้น ไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าสด ใหม่ ล้ำ หรือทำให้รู้สึกว้าวแต่ประการใด
จัดเป็นงานรีไซเคิล ที่เอาของเก่ามาโมใหม่กลายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพในแนวทางของมันเองได้อย่างน่าปรบมือให้
โดย นพปฎล พลศิลป์
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















