เป็นคอเพลงเมืองไทย มีอย่างหนึ่งที่ได้เปรียบคนฟังเพลงตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ตรงที่เรารับดนตรีจากสารพัดถิ่น เรียกได้ว่า เรามีโอกาสสัมผัสกับดนตรีหลากหลายรูปแบบมากกว่าคอเพลงในตลาดดนตรีที่ใหญ่ที่สุดด้วยซ้ำ และจอร์แดน บาสเส็ทท์ จาก NME.com ก็คัดเอาศิลปินหัวๆ ของเกาะอังกฤษ 9 ราย ที่พูดให้คนฟังเพลงในดินแดนประชาธิปไตยฟังแล้วอาจจะถูกส่ายหน้าใส่ เพราะไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจความเป็นที่สุดของศิลปินเหล่านี้ มีวงไหน ใครบ้าง มาดูกัน
Dizzee Rascal: Boy In Da Corner งานชุดแรกแสนกระทัดรัดของดิซซี แรสเซิล เป็นงานกัดเซาะรูหู, วนเวียนในความรู้สึก ชุดหนึ่งของปี 2003 แต่กับตลาดเพลงอเมริกันในกระแสหลัก งานชุดนี้ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบเดียวกับบนเกาะอังกฤษได้สำเร็จ แต่อย่างน้อยงานในปี 2013 The Fifth สถานการณ์ก็ดีขึ้น เมื่อความพยายามของเขาเข้าถึงกลุ่มคนฟังอเมริกันได้ ด้วยบีทแบบอิเล็คโทร-เฮาส์แรงๆ และใช้โปรดิวเซอร์ชั้นยอดมาร่วมงาน
ความสำเร็จสูงสุดบนเกาะอังกฤษของดิซซีฯ คือ การมีซิงเกิลอันดับ 1 ถึง 5 เพลง และมีอัลบัม 5 ชุดที่ติดท็อปเทน ขณะที่ความสำเร็จในอเมริกา อยู่ที่มีเพลงติดในชาร์ตเพลงฮิตบิลล์บอร์ด ฮ็อต 100 ครั้งหนึ่ง โดยเป็นเพลง “Loca” ที่ร่วมงานกับชากีรา ซึ่งขึ้นไปถึงอันดับ 32 ในปี 2010
ทำไมงานของพวกเขาถึงไปไม่ได้ไกลในตลาดอเมริกา คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่า ดนตรีไกรม์ของดิซซีฯ ไม่เคยมีคนฟังกลุ่มใหญ่ที่นี่ ถึงแม้เดรคจะพยายามเปิดทางให้ดนตรีแนวนี้ในอเมริกา ดิซซีเลยพยายามหันไปสู่ตลาดใหญ่อย่างป็อป โดยที่รากดนตรีของเขานั้นหยั่งลงลึกไปมากกว่านั้น เพื่อค่อยๆ สร้างตลาดสำหรับดนตรีไกรม์ อย่างการกลับมาพร้อมกับอัลบัม Raskit แสดงให้เห็น
The Kinks: ตัวอย่างสำคัญจากยุค 60 ว่าทำไมวงจากเกาะอังกฤษถึงไม่ประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกัน ทั้งๆ ที่กระแสอังกฤษบุกกำลังแรง แต่ไม่ใช่สำหรับเดอะ คิงค์ส ของพี่น้องเดวีส์
ความสำเร็จในอังกฤษของพวกเขาก็คือ การมีเพลงอันดับ 1 สามเพลง และมีอัลบัมท็อปเทนห้าชุด แต่พอไปดูความสำเร็จในอเมริกา เดอะ คิงค์สมี “You Really Got Me” เป็นเพลงอันดับ 7 ในชาร์ตตอนปี 1964 ส่วน “Lola” ก็คลานต้วมเตี้ยมไปได้แค่อันดับ 9 ในปี 1970
ตอนที่เรย์ เดวีส์ ได้รับการจารึกชื่อลงในหอประกาศเกียรติคุณของนักแต่งเพลงอเมริกันเมื่อปี 2014 เขาบอกว่า มันเป็น “เรื่องใหญ่ เพราะหมายความว่า ในที่สุดอเมริกาก็ยอมรับเดอะ คิงค์สในที่สุด” โดยตอนปี 1965-1969 ช่วงเวลาที่พวกเขาเฟื่องฟูที่สุด เดอะ คิงค์สถูกแบนไม่ให้ทัวร์อเมริกา เนื่องจากชื่อเสียเรื่องการปะทะกันในโชว์ของผู้ชม และกับการให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุไอริช เดวีส์สรุปเรื่องนี้ได้อย่างดี เมื่อมองการถูกแบนว่าเป็น “โชคร้าย, การจัดการที่ไม่ดี และ นิสัยแย่ๆ”
Blur: การออกทัวร์อเมริกาในปี 1992 ของดามอน อัลบาร์นและเพื่อนๆ กลายเป็นหายนะ เมื่อเจอกับโชคไม่ดี ทั้งมีเรื่องมีราว ทั้งความว่างเปล่าของสถานที่แสดง สถานการณ์ไม่ดีขึ้นและแย่ลงเรื่อยๆ จนวงถึงกับต้องหาเรื่องชกต่อยกันสนุกๆ เพื่อผ่อนคลายความซ้ำซากจำเจ
ที่บ้านเกิดเบลอร์ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยเพลงอันดับ 1 สองเพลงและ 6 อัลบัมอันดับหนึ่ง ส่วนที่อเมริกา พวกเขามีเพลงในท็อป 100 แค่สามเพลง “There’s No Other Way” กับ “Girls & Boys” ไปได้แค่อันดับ 59 กับ 82 ตามลำดับ “Song 2” ได้เต็มที่แค่ขึ้นอันดับ 6 ชาร์ตเพลงอัลเทอร์เนถีฟ ซึ่งพอทำให้พวกเขาได้รับความสนใจบ้าง แต่ก็เป็นวงจำกัดและส่งให้พวกเขาเป็นวงแบบเพลงเดียวดังที่นี่
ประสบการณ์ที่เลวร้ายในปี 1992 ทำให้โอกาสที่ดีของพวกเขาหลุดลอยไป และไม่เคยมีความพยายามบุกอเมริกาแบบจริงๆ จังๆ อีกเลยหลังจากนั้น แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ Gorillaz วงดนตรีที่ใช้การ์ตูนเป็นตัวแทนของอัลบาร์น กลับไปได้ดีที่นี่ มีเพลงติดท็อป 20 ในชาร์ตอย่าง “Feel Good Inc.” เมื่อปี 2005 บางทีความสำเร็จอาจเป็นเพราะพวกเขากลายเป็นตัวการ์ตูนก็เป็นได้
Girls Aloud: กลุ่มศิลปินที่ถูกปั้นมาเพื่อประสบความสำเร็จแบบโต้งๆ โดยใช้โทรทัศน์เป็นเครื่องมือ ที่มองว่าได้ว่าเป็นต้นแบบของบอยแบนด์อย่าง One Direction แต่ขณะที่ผู้ตามไปได้สวยในอเมริกา แล้วผู้นำทำอะไรพลาดถึงทำไม่ได้ล่ะ? สาเหตุที่ทำให้หนึ่งในกลุ่มศิลปินป็อปที่ได้รับการจดจำมากที่สุดของเกาะอังกฤษคว้าน้ำเหลวที่อีกฝั่งของแอตแลนติก อาจเพราะพวกเธอ ดู ‘จริง’ เกินไป พวกเธอเกิดมาในช่วงต้นๆ ของการปั้นวงป็อป ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ, ปรากฏตัวด้วยภาพลักษณ์แบบดารา, เพลงก็ฟังเหมือนงานจากเกาะอังกฤษทั่วๆ ไป แถมการทำธุรกิจก็วุ่นวายสับสน เอาง่ายๆ กว่าที่โพลีดอร์ต้นสังกัดจะปล่อยอัลบัมของพวกเธอในอเมริกา ก็คือปี 2015 หลังพวกเธอแตกวงไปแล้ว 2 ปี
เกิร์ลส์ อลาวด์ มีเพลงอันดับ 1 บนเกาะอังกฤษถึง 4 เพลง และอัลบัมอันดับ 1 อีกสองชุด ส่วนที่อเมริกานะเหรอ จบๆ ไปเถอะ
ร็อบบี วิลเลียมส์: เจ้าของฉายามากมายที่หมายความถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นปรากฏการณ์ของเกาะอังกฤษ ที่มีทั้งความเป็นศิลปินคาบาเรต์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากพีท-พ่อ, มีความเป็นนักแสดงที่ได้รับอิทธิพลจากนอร์แมน วิสดอม, มีความเป็นเฟร็ดดี เมอร์คิวรีในตัว ซึ่งทำให้ใครๆ ประหลาดใจไม่น้อยที่ว่า ทำไมถึงไม่มีใครส่งเขาไปอเมริกา บ้านของป็อปสตาร์
ประเด็นก็คือ เขาไม่คิดจะไปที่นั่น โดยใน Feel หนังสืออัตชีวประวัติของเขาที่เขียนโดยคริส ฮีธเมื่อปี 2004 แสดงให้เห็นว่าร็อบบีมีความรู้สึกขัดแย้งกันในตัวเมื่อพูดถึงการบุกอเมริกา เขาน่าจะลองและหาช่องเจาะที่นั่นดู หรือสนุกกับความไม่มีตัวตนที่นั่นก่อนสักพัก หรือว่าใช้ชีวิตที่บ้านเกิดแล้วกลายเป็นขาประจำบนหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ดี ท้ายที่สุดร็อบบีเลือกข้อสุดท้าย ปฏิเสธการไปออกทัวร์ที่ยาวนานและน่าเหนื่อย ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นชื่อสามัญประจำบ้านในอเมริกา ปีที่แล้วร็อบบีให้สัมภาษณ์ว่า “ผมตัดสินใจในปี 2000 ว่าจะไม่ไปโปรโมท ไม่ไปทำงาน หรือทำอะไรก็ตามที่นั่น แค่ไปแล้วก็ใช้ชีวิตพอ ไม่ต้องไปทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียหายแบบนั้น”
นี่คือศิลปินที่มีเพลงอันดับ 1 บนเกาะอังกฤษถึง 7 เพลง มีอัลบัมอันดับ 1 ถึง 12 ชุด ซึ่งจะว่าไปแล้วอัลบัมแทบทุกชุดของเขา รวมทั้งสองอัลบัมรวมฮิตล้วนขึ้นอันดับ 1 มีแค่งานในปี 2009 Reality Killed The Video Star เท่านั้นที่ขึ้นสูงสุดแค่อันดับ 2 แต่มีเพลงติดท็อป 100 ชาร์ตเพลงฮิตบิลล์บอร์ดแค่สองเพลง “Angels” อันดับที่ 53 กับ “Millennium” อันดับที่ 72 ซึ่งต่างเป็นงานที่ถูกนำไปออกซ้ำทั้งคู่
The Stone Roses: วงหลักในเทศกาลดนตรีโคเชลลาเมื่อปี 2013 ซึ่งพอจะบอกได้ว่า พวกเขาก็มีชื่อเสียงในอเมริกาเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงโชว์ของพวกเขามีคนเข้าไปชมน้อยมากจนน่าประหลาดใจ แถมยังมีรายงานออกมาด้วยว่า สามารถเดินไปที่หน้าเวที ผ่านสนามที่ว่างเปล่าได้อย่างสบายใจ ในช่วงพีคๆ เดอะ สโตน โรเซส มีอัลบัมถึง 4 ชุดขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ (ซึ่งหนึ่งในนั้นคืองานรวมฮิตกับอัลบัมชุดแรก) แถมขึ้นชาร์ตไม่ต่ำกว่า 3 หนระหว่างปี 1989 – 2009 ขณะที่ในอเมริกาอัลบัมแรกของพวกเขา The Stone Roses เข้าชาร์ตได้แค่อันดับ 86 ส่วนงานชุดต่อมา The Second Coming ทำได้ดีกว่าเมื่อไปถึงอันดับ 47
การบุกอเมริกาไม่สำเร็จของพวกเขาจะว่าไป ก็เป็นเรื่องการทำลายตัวเอง หรือไม่ก็เป็นความตั้งใจ โดยเอียน บราวน์ นักร้องของวงยืนกรานในตอนนั้นว่า “อเมริกายังไม่คู่ควรกับเรา” แถมยังระบุไว้ในสัญญาเลยว่า เดอะ สโตน โรเซสจะไม่ทัวร์อเมริกาจนกว่าพวกเขาจะสามารถดังจนมีคนเข้าชมการแสดงในเชีย สเตเดียมที่นิวยอร์คทุกที่นั่ง เลยไม่มีการทัวร์โปรโมทอัลบัมแรกที่นี่ ไซมอน สเปนซ์ ผู้เขียนหนังสือ The Stone Roses: War and Peace เคยเล่าไว้ว่า “ตอนอัลบัมที่สอง Second Coming ออกมา หลังงานชุดแรก 5 ปี วงไปที่แอลเอเพื่อโปรโมท ซึ่งการตอบรับออกมาแย่มาก พวกเขาอยากได้ความรักจากอเมริกา แต่กลายเป็นว่า ‘ช่างเถอะ ถ้าพวกแกไม่ชอบเรา’” ซึ่งก็เหมาะดี เพราะพวกเขาไม่ต้องการความชื่นชม
Elastica: ตอนแรกๆ วงของจัสทีน ฟริสช์แมนน์มีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่า เบลอร์ ของดามอน อัลบาร์นที่ตอนนั้นคบกับเธอด้วยซ้ำ “ฉันคิดว่าเป็นเรื่องทำใจยากสำหรับดามอน เมื่ออีลาสติกาเริ่มได้รับความสำเร็จในอเมริกา มันสนุกดีเพราะเราทั้งคู่คิดว่าตัวเองมีพัฒนาอย่างมากในเรื่องการนำเสนอบทบาททางเพศที่ดูคลาสสิก แต่พอมองย้อนกลับไป เขาคิดว่าวงของเขามีความสำคัญมากกว่า และในบางมุมมองฉันก็คิดแบบนั้นกับวงตัวเองเหมือนกัน” อย่างที่เรารู้กัน ท้ายที่สุดดามอนก็ได้รับการยอมรับในอเมริกา จาก Gorillaz! วงดนตรีที่แทนตัวสมาชิกด้วยตัวการ์ตูน
อีลาสติกาประสบความสำเร็จอย่างดีที่บ้านเกิด อัลบัมแรกเปิดตัวด้วยอันดับ 1 ในสัปดาห์แรกที่ออกขายเมื่อปี 1995 แถมเป็นหนึ่งในอัลบัมที่นิยามยุคบริท-ป็อป แล้วก็มีซิงเกิลติดชาร์ตบิลล์บอร์ด ฮ็อต 100 อีกสองเพลงในปีเดียวกันได้แก่ “Connection” กับ “Stutter” ในอันดับ 53 และ 67 ตามลำดับ แต่ก็ไปไม่ถึงไหน เมื่อไม่คิดอยากบุกที่นี่เหมือนๆ The Stone Roses แถมอัลบัมแรกกับ The Menace งานชุดที่สองก็ทิ้งช่วงห่างตั้ง 5 ปี วงแยกทางกันในปี 2001 ฟริสช์แมนน์เลิกทำเพลง กลายเป็นศิลปินด้านภาพที่นิว ยอร์ค ปีที่แล้วเธอบอกว่า “ฉันได้ไปทั่วโลก และมีภาพถ่ายของดาวเคราะห์ดวงนี้ในปี 95, 96 แถมเจอฮีโรของฉันตั้งเยอะ หนึ่งในบทเรียนที่มีค่ามากที่สุดก็คือ การได้รู้ว่าความสำเร็จไม่ได้มีคุณค่าหรือสีสันอะไร พวกเราอยู่ในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับคนดัง และโตมาด้วยความรู้สึกว่าการมีชื่อเสียงมันเจ๋งนะ”
The Libertines: มีซิงเกิลท็อปเทนในอังกฤษ 2 เพลง และอัลบัม The Libertines ของพวกเขาก็ขึ้นอันดับ 1 ในปี 2004 ซึ่งเป็นอัลบัมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอเมริกาของพวกเขาด้วย แต่ไปได้แค่อันดับ 111 เท่านั้นนะ เกิดอะไรขึ้นกับวงนี้เหรอ? ก็เพราะความเชื่อของพีท โดเฮอร์ตี ที่กลายมาเป็นความเชื่อของเดอะ ลิเบอร์ไทน์ส กับการรู้สึกถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัว และไม่พยายามยัดเยียดตัวเองให้กับคนอื่น และไม่อยากให้คนอื่นยัดเยียดตัวเองให้กับเรา ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ลิเบอร์ไทน์สไปไม่ถึงอเมริกา แต่ยังตกฮวบลงมาทันทีในบ้านเกิด
คลิฟฟ์ ริชาร์ด: ศิลปินคนสำคัญของเกาะอังกฤษ เจ้าของเพลงอันดับ 1 ในอังกฤษ 14 เพลง หรือ 68 เพลงสำหรับท็อปเทน แล้วก็มีอัลบัมท็อปเทน 44 ชุด ซึ่ง7 ชุดไปถึงอันดับ 1 เมื่อเทียบกับความสำเร็จในอเมริกา คลิฟฟ์มี 19 เพลงในชาร์ตบิลล์บอร์ดฮ็อต 100 ที่สามเพลงไปได้ไกลถึงท็อปเทน ซึ่งถือว่าไม่เลว หากไม่มองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดตลอดระยะเวลาการทำงานถึง 5 ทศวรรษ
ไม่น่าแปลกใจที่หากถามคนอเมริกัน ส่วนใหญ่จะถามกลับมาว่า “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?” และหากให้นิยามกันตรงๆ คลิฟฟ์ก็คือเอลวิส เพรสลีย์ฉบับอังกฤษ เพราะฉะนั้นพวกเขาจะให้ความสนใจทำไม เมื่ออเมริกันชนทั้งหลายมีเอลวิสอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยคลิฟฟ์ก็มีเพลงฮิตในอเมริกาอย่าง “Living Doll” ในปี 1959 ซึ่งติดอันดับที่ 30 ในชาร์ต แล้วก็มีอีก 2-3 เพลงในช่วงยุค 50-80 ที่เข้าถึงท็อป 40 แม้จะไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้เขาในอเมริกาอย่างจริงๆ จังๆ ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดตัวที่นี่ในช่วงแรกๆ คลิฟฟ์มาพร้อมภาพลักษณ์หนุ่มขบถ ใบหน้าบูดบึ้ง ก่อนที่จะค่อยๆ แสดงให้เห็นความนุ่มนวลมากขึ้นในเวลาต่อๆ มา แต่มันก็สายไปแล้ว และทำให้เขาไม่ต่างไปจากกรวยอันหนึ่งที่อยู่บนถนน เมื่อไม่สามารถขยับเดินไปไหนได้อีกต่อไป
โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง เก้าของดีจากเกาะอังกฤษที่วงการดนตรีอเมริกันไม่เข้าใจ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 27-29 พฤศจิกายน
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















