UNDER THE SILVER LAKE: หากปีที่แล้วมีหนังสยองดิ่งๆ อย่าง Hereditary เป็นหน้าเป็นตาสำหรับคอหนังที่ชอบความหลอนลึกในความคิด หลายปีก่อนก็มี It Follows ของผู้กำกับรายนี้เป็นเกียรติเป็นศรีในตำแหน่งเดียวกัน
ปีนี้เดวิด โรเบิร์ท มิทเชลล์ กลับมาพร้อมกับหนังที่พล็อตไม่ต่างไปจากงานสืบสวนสอบสวน หรือหนังซ่อนเงื่อน ที่ว่าด้วยหนุ่มที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นอันในชีวิต ที่ออกตามหาหญิงสาวที่เขาปิ๊งและได้ทำความรู้จักเพียงแค่คืนเดียวก่อนหน้าที่จะหายตัวไป ซึ่งทำให้เขาต้องตะลอนทัวร์ไปทั่วแอลเอ เพื่อเก็บเบาะแสต่างๆ ที่นำไปถึงเธอ ที่หมายความรวมไปถึงว่าต้องแกะปริศนาเหล่านั้นให้ออกด้วยเช่นกัน
หนังได้แอนดรูว์ การ์ฟิลด์มาเล่นเป็นหนุ่มคนนั้น ที่ขึ้นจอได้อย่างไร้สง่าราศีสมกับที่ตัวละครต้องเป็น แล้วก็เล่นได้ฮาเป็นพิเศษ แต่ที่เซอร์ไพรส์ก็คือ ภายใต้โครงเรื่องแบบหนังตามหาคนหาย Under the Silver Lake กลับกลายเป็นหนังเสียดสี จิกกัดสังคม, วงการบันเทิง, ทัศนคติของผู้คน และแวดวงการเมือง แบบจัดเต็ม เล่นไปไกล และแตะไปทั่ว จนเยอะไปหมด
และนั่นก็ทำให้หนังไม่ใช่งานที่สนุกนักสำหรับทุกคน เพราะนอกจากจะเล่าเรื่องด้วยบทสนทนา และการพาตัวละครไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คืบหน้าอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้หนังดูนิ่งแล้ว ปมประเด็นเสียดสีที่หนังเอามาเล่น ออกจะหลากหลายและกว่าไกลเกินไป จนหลายๆ ครั้งยากจะตามทันว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร แล้วในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับรู้สิ่งที่เขากำลังหยอกล้อแบบเอาเป็นเอาตายอีก ซึ่งไม่ต่างอะไรจากคนที่อยู่ในสภาพต้องเติมคำลงในช่องว่าง โดยที่ไม่รู้ว่าโจทย์คืออะไร
และทำให้เวลาสองชั่วโมงกว่าของหนังเหมือนกับการดำดิ่งลงไปในทะเลสาปสีเงิน ที่มีแสงวาบๆ เป็นระยะๆ แต่ก็น้อยกว่าความมืดมิด และไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรได้ถนัดชัดเจนเลยแม้แต่น้อย
โดย นพปฎล พลศิลป์
[one_half][/one_half][one_half_last][/one_half_last]















