อาจจะไม่ใช่งานที่ดีเยี่ยมอะไรมากมาย แต่ในแง่ของความบันเทิงแบบย่อยง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ Greenland ถือว่าทำได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่หนังอยู่ในแนวทางเดิมๆ ที่อาจจะดูซ้ำซาก ไม่ต่างไปจากหนังหายนะหลายๆ เรื่องก่อนหน้า
โดยเฉพาะ Deep Impact ที่ว่าด้วยดาวหางพุ่งเข้าชนโลก ทำให้เกิดเหตุการณ์มากมาย ทั้งความโกลาหลจากความพยายามหาที่ทางหลบภัย ทั้งความสงบของผู้คนบางกลุ่มที่ยอมรับกับโชคชะ ทั้งการเลือกที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง ตลอดจนการจลาจล ปล้นสะดมภ์ การสวดมนต์ขอพรต่างๆ นานา การเสียสละและความเห็นแก่ตัวของผู้คน
ซึ่งใน Greenland สิ่งต่างๆ ที่ว่ามานั้น ก็มีให้เห็นได้เกือบครบก็ว่าได้
หนังเป็นเรื่องของจอห์น แกร์ริตี (เจอราร์ด บัทเลอร์) วิศวกรโครงสร้าง ที่ความสัมพันธ์กับภรรยา – อัลลิสัน (โมรีนา แบ็คคาริน) กำลังมีปัญหา โดยทั้งคู่มีลูกชายวัย 7 ขวบที่เป็นป่วยเป็นเบาหวาน – นาธาน (โรเจอร์ เดล ฟลอยด์) ร่วมกัน แต่เมื่อดาวหางชื่อ คลาร์ก โผล่มาจากอีกระบบสุริยะหนึ่ง และจะพุ่งผ่านโลกไปยังดวงอาทิตย์ หากบางส่วนของมันจะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมาสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับโลก ครอบครัวของจอห์นได้ถูกรับเลือกจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ให้เป็นผู้ที่สามารถเข้าไปอยู่ในสถานที่หลบภัย ที่ทางการจัดหาเอาไว้ให้ โดยพวกเขาต้องเดินทางไปยังจุดนัดพบที่กำหนดไว้
แต่แล้วพวกเขากลับไม่สามารถเดินทางไปด้วยกันทั้งหมดได้ แถมจอห์นยังพลัดหลงกับอัลลิสันและลูกชาย ทำให้ต้องออกตามหาภรรยากับลูก เพื่อนำครอบครัวไปอยู่ในที่ปลอดภัยให้ได้ โดยเวลาเหลือน้อยลงทุกที
แน่นอนว่า หากเป็นคอหนังแนวนี้ เห็นแค่พล็อตก็คงมองไปถึงบทสรุปได้ชัดเจน ว่าจะไปลงเอยที่ไหน แต่บทสรุปของตัวละครคงไม่ใช่หลักใหญ่ใจความของหนังอย่าง Greenland หากเป็นเรื่องของเหตุการณ์ระหว่างทาง ที่ตัวละครต้องเจออุปสรรคมากมายต่างหาก ที่เป็นเรื่องน่าสนใจ เมื่อทำให้เกิดสถานการณ์น่าตื่นเต้นให้ได้ลุ้นเป็นระยะๆ ว่า พวกเขาจะหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าได้ยังไง แบบไหน ซึ่งก็มีทั้งอาศัยปฏิภาณไหวพริบของตัวเอง ทั้งจู่ๆ ก็มีตัวช่วยมาให้ จนผ่านสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาขัดขวางไปได้ ที่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าออกจะง่ายดายจนเกินไป
รวมไปถึงภาพของเหตุการณ์หายนะจะทำได้อลังการงานสร้างเพียงใด โดยเฉพาะในยุคที่คอหนังเห็นมาแล้วทั้ง Deep Impact, Armageddon, 2012 หรือ The Day After Tomorrow
กับความน่าตื่นเต้น หนังโยนสถานการณ์ต่างๆ ใส่ตัวละครอย่างต่อเนื่อง ให้คนดูได้เกาะติดไปตลอด โดยที่มีช่วงผ่อนเป็นพักๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกแน่น หรือล้าจนเกินไป ส่วนเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที ที่เป็นเงื่อนไขเพิ่มความกดดันให้กับผู้ชมและตัวละครมากขึ้น เอาเข้าจริงๆ ก็อย่างที่บอกเอาไว้ บทสรุปของหนังน่าจะคาดเดากันได้ ความบีบคั้นจากเวลาเลยไม่ส่งผลให้กับความรู้สึกของผู้ชมสักเท่าไหร่
ส่วนเรื่องสเปเชียล เอ็ฟเฟ็คท์ต่างๆ Greenland เป็นหนังทุนบางกว่างานที่เอ่ยชื่อมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกใจที่ฉายหายนะจะมีให้เห็นไม่มากนัก และก็ไม่ได้ออกมายิ่งใหญ่ หรือสมจริงนัก แต่หนังก็ไม่ได้พยายามเน้นงานด้านภาพมากมาย เพราะเวลาส่วนใหญ่เทไปให้กับการจัดการกับปัญหาต่างๆ ของตัวละครมากกว่า ซึ่งก็ออกมาอย่างที่ว่าเอาไว้ข้างต้น
ที่หนังพลาดอย่างแรงสำหรับการเป็นหนังหายนะแบบนี้ก็คือ ในแง่ของความซาบซึ้ง Greenland ทำได้ในระดับคะแนนกลางๆ ค่อนไปทางต่ำ เมื่อไม่สามารถทำให้ผู้ชม ‘รู้สึก’ กับเรื่องราว กับตัวละครได้มากนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะเหตุการณ์ทุกอย่างเดินหน้าไปเร็ว และหนังเปิดโอกาสให้คนดูได้รู้จักกับตัวละครบางรายไม่น้อยเกินไป โดยเฉพาะเดล พ่อของอัลลิสันที่รับบทโดยสก็อทท์ เกล็นน์ ที่เจ้าตัวเล่นได้ดี แต่เวลาและรายละเอียดของตัวละคร น้อยและไม่มากจนทำให้รู้สึกอะไรได้มากนัก
รอยรั่วของเรื่องก็มีมากมายเต็มไปหมด อย่าง การไม่สามารถพบเห็นดาวหางที่ใหญ่ขนาดนี้ก่อนหน้า การไม่รู้ว่าจะมีหายนะแบบนี้เกิดขึ้น แต่เตรียมสถานที่หลบภัยในประเทศต่างๆ เอาไว้เรียบร้อย รวมไปถึงมีแผนคัดกรองผู้คนอีกต่างหาก ที่ตลกก็คือดันไม่รู้ข้อมูลการเจ็บไข้ได้ป่วยซะอย่างนั้น ซึ่งทั้งหมดนั้นดูย้อนแย้งกันเหลือเกิน
แต่มองในภาพรวม Greenland ก็ถือว่าทำได้ไม่แย่สำหรับการเป็นงานเพื่อความบันเทิงที่ย่อยง่าย ที่ไม่มีทั้งความสดใหม่ ไม่มีไฮไลท์ให้จดจำเป็นพิเศษ แถมสัมผัสได้ถึงจุดอ่อนมากมาย ซึ่งก็ต้องให้เครดิตกับการเล่าเรื่องที่ช่วยหลบเลี่ยงปิดบังจุดอ่อนต่างๆ ได้ อย่างน้อยก็ในชั่วขณะที่ชม การมีโฟกัสชัดเจน ไม่พยายามทะเยอทะยานไปไหนต่อไหน จนเอาตัวรอดได้อย่างที่เห็น
แม้จะไม่ได้สวยงามอะไรเลยก็ตามที
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1313 ปักษ์แรกตุลาคม 2563















