การกลับมาครั้งนี้ของผัวเมียวอร์เรน – เอ็ดกับลอร์เรน แม้จะยังคงคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องที่มาจากเรื่องราวในชีวิตของทั้งคู่ ซึ่งเป็นนักล่าผี และว่ากันว่าเป็นเรื่องจริง มีแพทริก วิลสันกับวีร่า ฟาร์มิก้า มารับบทเหมือนเดิม แต่หลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไป
ผู้กำกับ ไม่ใช่เจมส์ วาน แต่เป็นปีเตอร์ ชาเวส ผู้กำกับ ‘The Curse of La Llorona’ (2019) หนึ่งหนังในจักรวาลภาพยนตร์ปีศาจของ ‘The Conjuring’ ซึ่งน่าจะเป็นหนังตอนแยกของ ‘The Conjuring’ ที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ของการเป็นงานสยองขวัญ ทั้งการเล่าเรื่อง เมื่อเทียบกับหนังชุด ‘Annabelle’ และ ‘The Nun’ ที่บท เรื่องราว ดูกระพร่องกระแพร่ง แถมหนักไปทางการเป็นหนังผีตุ้งแช่ ไม่ใช่งานหลอน ๆ บรรยากาศน่าขนลุก
หนังไม่ได้เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่แยกจากเนื้อหาหลักของหนังแบบที่เคยเป็น แต่เปิดด้วยเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน การไล่ผีที่สิงอยู่ในตัวของเดวิด แกล็ตเซล (จูเลียน ฮิลลาร์ด) เด็กชายวัย 8 ขวบ ของผัวเมียวอร์เรน ที่จบลงด้วยการที่อาร์นี จอห์นสัน (รูแอรี โอ’คอนเนอร์) แฟนหนุ่มของเด็บบี้ (ซาราห์ แคเธอรีน ฮุก) พี่สาวของเดวิด ท้าทายให้ปีศาจร้ายเลือกเขาแทนที่จะเป็นน้องของแฟนสาว และมันก็ทำแบบนั้นจริง ๆ
ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา อาร์นีกลายเป็นฆาตกรฆ่าบรูโน ซอลส์ (รอนนี จีน เบลวินส์) เจ้าของบ้านรับดูแลสุนัข โดยไม่รู้ตัว และถูกดำเนินคดี ซึ่งเอ็ดกับลอร์เรนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยให้ทนายของอาร์นีแก้ต่างว่า เขาทำไปเพราะถูกครอบงำโดยปีศาจ
ดูเหมือนว่า หนังน่าจะเป็นงานขึ้นโรงขึ้นศาล ผัวเมียวอร์เรนหาวิธีแก้ต่างให้อาร์นี เพื่อพิสูจน์ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ถูกผีสิงจริง ๆ ซึ่งแตกต่างไปจากหนัง 2 ภาคแรกแน่ ๆ และ ‘The Conjuring – The Devil Made Me Do It’ ก็แตกต่างจริง ๆ แต่เป็นไปในอีกทิศทาง มีความเป็นงานสืบสวน เล่นกับเรื่องนอกศาลที่ไม่ได้เกี่ยวพันตรง ๆ กับคดี เมื่อทั้งคู่ออกล่าคนปล่อยคำสาปใส่บ้านแกล็ตเซล ที่ถูกส่งต่อมาที่อาร์นีในฉากเปิดเรื่อง ซึ่งโยงใยไปถึงการหายตัวของเด็กสาวในอีกเมือง กับพวกลัทธิประหลาด ที่ใครบางคนพยายามปกปิดความจริงเอาไว้ ก่อนจะเผยออกมาในตอนท้ายที่คงไม่ถึงกับเซอร์ไพรส์มากมาย เพราะสายหนังทางนี้คงรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับตัวละครรายนี้ตั้งแต่แรกเห็นอยู่แล้ว
แต่คงรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน ที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจขึ้นมา แถมหนังยังละเลยเรื่องคดีความในศาลไปเฉย ๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ก็ไม่ถึงกับน่าตำหนิมากมายนัก เพราะเรื่องความบันเทิงแบบงานสยองขวัญหนังยังไปได้ บรรยากาศหลอน ๆ เหตุชวนระทึก จังหวะชวนช็อก ถูกใส่เป็นระยะ ๆ แบบวางจังหวะไว้ดี แต่ที่หายไปก็คือ เรื่องที่ทำให้ ‘รู้สึก’ เช่นที่เคยสัมผัสจากความสัมพันธ์ในครอบครัวของหนังสองภาคก่อน แม้พอมองออกว่าชาเวสพยายามใช้เรื่องทางโรแมนซ์ ความรักของเอ็ดกับวอร์เรน และอาร์นีกับเด็บบี ซึ่งนำเสนอคู่กันให้เป็นประโยชน์ แต่เพราะไม่สามารถลงลึกหรือจับใจพอ ‘The Conjuring – The Devil Made Me Do It’ เลยได้แค่กล้อมแกล้มสำหรับเรื่องความซาบซึ้ง มีให้รู้แต่ไม่ลึก เป็นหนัง ‘The Conjuring’ ที่ขาดพลังไปเยอะ เมื่อเทียบกับ 2 ภาคแรก แถมเป็นพลังที่ทำให้หนังชุดนี้ เป็น ‘มาก’ กว่าหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป
ที่บางที อาจจะทำให้หนังเป็นหนังหลักเรื่องสุดท้ายในจักรวาลนี้
(THE CONJURING – THE DEVIL MADE ME DO IT ทางเอชบีโอ โก)
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1336 ปักษ์หลังกันยายน 2564
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















