PREMIUM RUSH: เรื่องพื้นๆ ธรรมดาๆ ด้วยมุมมอง และปากคำของนักเล่าเรื่อง
ผู้กำกับ: เดวิด เค็ปป์ นักแสดง: โจเซฟ กอร์ดอน-ลิวอิทท์, ไมเคิล แชนนอน, ดาเนีย รามิเรซ, เจมี่ ชุง
มีผลงานมายาวนานในฐานะมือเขียนบท รวมไปถึงโดดมาทำหน้าที่ผู้กำกับเป็นครั้งคราว แต่เครดิตที่เดวิด เค็ปป์ได้รับ ก็คือการเป็นมือเขียนบทหนังที่การันตีได้ในเรื่องของความบันเทิง ไม่ใช่ในเรื่องของรางวัลการันตี โดยมีผลงานสร้างชื่ออย่าง Jurassic Park, Mission: Impossible ภาคแรก, The Lost World: Jurassic Park 2 หรือล่าสุดกับ Men in Black III ซึ่งเป็นผลงานที่เขาไม่มีเครดิต
ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนประสบความสำเร็จในอันดับหนังทำเงินเป็นอย่างดี
แต่ไม่ได้หมายความว่า พอโดดมากำกับ ทำหนังเอง ผลงานของเค็ปป์ที่ก็ยังไม่ใช่งานล่ารางวัลเหมือนเดิม จะประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ไม่แพ้งานที่เขาทำให้กับผู้กำกับคนอื่นๆ
หนังของเค็ปป์ไปได้ไม่สวยเลยทั้งในเรื่องคำชม และรายได้ ไม่ว่าจะเป็น Stir of Echo, Secret Window หรือ The Trigger Effect ทั้งๆ ที่หนังตอบรับความต้องการของผู้ชมได้ดีในเรื่องของความบันเทิง และกับ Premium Rush งานชิ้นล่าสุดที่เขาเชียนบท กำกับเอง ก็เป็นงานที่ทำได้ไม่ต่างไปจากหนังเรื่องก่อนๆ และจะว่าไปสมบูรณ์แบบมากกว่าในสภาพของการเป็นหนังแบบป็อปคอร์นด้วยซ้ำ
Premium Rush เป็นเรื่องของ ไวลีพนักงานส่งเอกสารที่ใช้จักรยานฟิกซ์เกียร์ที่ไม่มีเบรค ไม่มีฟรี ที่รัไปบงานส่งเอกสารจากลูกค้ารายหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องพักกับแฟนสาว ซึ่งเป็นตั๋วแลกเงิน เพื่อพาตัวลูกสาวของเธอจากเมืองจีนมาอเมริกา ทันทีที่รับงานเขาก็กลายเป็นเป้าตามล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งถูกมาเฟียเงินกู้ชาวจีนบังคับให้มาเอาตั๋วแลกเงินไปปลดหนี้ที่เขามีกับบ่อนพนัน ท้ายที่สุดเชื่อว่าคอหนังที่ตามดูงานแอ็คชั่นฮอลลีวู้ดสร้างเป็นประจำ น่าจะเดาเรื่องกันได้ไม่ยาก และเค็ปป์ก็ไม่ได้พยายามมาเหนือเมฆในส่วนโครงเรื่องหลัก
แต่ด้วยความที่เป็นนักเล่าเรื่องชั้นดี เค็ปป์สรรใช้เทคนิคในการเล่าเรื่องมาทำให้ Premium Rush กลายเป็นงานที่ดูสนุก น่าติดตาม ลุ้นในทุกๆ นาที ด้วยการเลือกจะเปิดเผยเรื่องราวทีละเล็ก ทีละน้อย จากมุมมองของตัวละครแต่ละคน ซึ่งต่างก็มีช่วงเหลื่อมของเวลา ที่มีทั้งการคลี่คลาย และสร้างปมของเรื่องไปพร้อมๆ กัน ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะไหลมารวมกันในช่วงสุดท้าย เพื่อพาคนดูไปสู่ไคลแม็กซ์ในตอนจบ ไม่ใช่แค่เพียงการเล่าเรื่องที่เอามุมมองของตัวละครแต่ละคน ที่เริ่มต้นในช่วงเวลา ในสถานการณ์ต่างๆ กันมาปะติดปะต่อกันแล้ว เค็ปป์ยังเอาสไตล์ทางด้านภาพมาช่วย ซึ่งเสริมทั้งความน่าตื่นเต้น ได้ทั้งในแง่ของอารมณ์ขัน โดยเฉพาะลูกเล่นที่แสดงความคิดของไวลีออกมาเป็นภาพ และการแสดงเส้นทางการเดินทางของตัวละคร ที่เป็นเสน่ห์สำหรับงานด้านภาพของเรื่องนี้
เนื้อหนังถือว่ามาครบ ทั้งความเป็นงานแอ็คชั่น ตื่นเต้น มีปมแบบงานสืบสวนสอบสวน อารมณ์ขัน รวมไปถึงเรื่องโรแมนซ์ระหว่างตัวละคร และท้ายที่สุดความเป็นงานดราม่า แม้จะบางเบา หากก็พอที่จะทำให้หนังมีอารมณ์ มีความอบอุ่น ให้รู้สึก มีทีมนักแสดงที่ดูน่าเชื่อกับบทที่ตัวเองเล่น บางคนอย่างไมเคิล แชนนอน อาจจะดูเป็นการ์ตูน หลุดโทนไปจากตัวละครอื่นๆ แต่ก็ทำให้หนังมีสีสันที่ฉูดฉาดในส่วนของตัวละคร เป็นบทในแบบสุดขั้วที่สามารถเรียกได้ทั้งเสียงหัวเราะ และความสะใจ
อย่างเดียวที่หนังขาด ก็คือความลึกของตัวละคร โดยเฉพาะไวลีที่เป็นศูนย์กลางของหนัง ซึ่งบทของเค็ปป์บอกเพียงแค่ว่า เป็นนักศึกษาหัวดี อนาคตไกล แต่เลือกที่จะมาทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสาร เพราะต้องการอิสระในชีวิต ฟังดูอาจจะเป็นเหตุเป็นผลที่พอรับได้ แต่กับการทำงานในแบบสุดขั้ว บทให้แรงขับสำหรับตัวละครตัวนี้ได้ไม่หนักแน่นพอสักเท่าไหร่ และอย่างหนึ่งที่หนังมากไปก็คือ บทสรุปในช่วงท้ายที่เป็นการรวมพลคนส่งเอกสาร ซึ่งดูเป็นฮอลลีวู้ดจ๋า เป็นอเมริกัน ฮีโร่ที่มากเกินเหตุ
ในเรื่องความลึกของตัวละคร พอให้อภัยกันได้ เพราะเห็นได้ชัดว่าที่หนังขายและใช้สร้างความบันเทิงก็คือ เรื่องของสถานการณ์ ไม่ใช่ความเป็นมาของตัวละคร ทึ่เค็ปป์ให้มาแค่มากพอใช้งาน เท่าที่คนดูนั้นควรจะได้รู้ ทำให้หนังไม่ยุ่งอีรุงตุงนัง
นี่คืองานโชว์ของนักเล่าเรื่อง ที่ทำให้เรื่องที่ไม่มีอะไรยากเกินเดา รวมไปถึงไม่มีเรื่องราวเหนือความคาดหมาย กลายเป็นความบันเทิงเต็มร้อย
ในมุมมอง จากปกคำของนักเล่าเรื่องชั้นดี ท่อง ก.ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก ให้ฟังก็ยังสนุก
จากบทวิจารณ์ในนิตยสารสีสัน โดย นพปฎล พลศิลป์ ฉบับที่ 4 ปีที่ 24 เดือน ธันวาคม 2556















