THE HUNGER GAMES: CATCHING FIRE: โดยโครงเรื่องกับการให้แคทนิสส์ เอเวอร์ดีน และพีตา เมลลาร์ค กลับเข้าไปเล่นเกมล่าชีวิตอีกครั้ง ดูเหมือนว่าหนังจะเป็นการทำ “ซ้ำ” ตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเรื่องราวนั้นสานต่อจากภาคแรกแบบติดๆ แล้วพาตัวเองก้าวไปไกลกว่าที่ภาคแรกเป็น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของหนังการเมือง, โรแมนติค
เรื่องราวความรักของเกล-แคทนิสส์-พีตา เรื่องของการเมืองระหว่างชนชั้น ถูกขันให้แน่นขึ้น เพิ่มมาด้วยปมการเมืองภายในของแคพิตอล และการวางแผนหักหลัง ชิงเหลี่ยม ก็คือจุดสำคัญที่ถูกส่งต่อไปยังหนัง 2 ภาคสุดท้าย ขณะที่การเล่นเกมในภาคนี้ ก็แตกต่างจากภาคแรก อาจจะไม่ใช่ที่ตัวเกม แต่เป็นความสัมพันธ์ของตัวละครที่เข้ามามีส่วนร่วมกับมัน แง่มุมในการเสียดสีการใช้สื่อ ยังคงมีให้เห็น โดยเฉพาะในช่วงของการโหมประโคมผู้เข้าแข่งขัน และการทัวร์ผู้ชนะ
มองว่านี่คือหนังที่สร้างจากหนังสือ ก็ต้องยกเครดิตให้กับเรื่องที่แข็งแรง น่าติดตาม และถ้ามองกันที่ตัวหนัง The Hunger Games: Catchin Fire เก็บส่วนสำคัญของหนังสือมาได้จนหมด กระทั่งอารมณ์ของตัวละคร ที่จะได้เห็นจากการแสดง และการเล่าเรื่องที่เก็บมาครบ ใส่ได้ทุกมุมของเรื่อง ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว
ขณะที่กลุ่มนักแสดง หน้าเก่าอย่าง จอช ฮัทเชอร์สัน เล่นได้มีเนื้อมีหนังมากกว่าที่เคยเห็น ส่วนของใหม่อย่างแซม คลาฟฟลิน และ จีนา มาโลน ก็มาพร้อมกับเสน่ห์ และความโดดเด่นในแบบที่ไม่ต้องมีเวลาในเรื่องให้กับตัวเองมากมาย เช่นเดียวกับตัวละครรายรอบตัวละครหลักในเกมคนอื่นๆ
แล้วกับตัวผู้กำกับที่เปลี่ยนไป ก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรให้กับหนังเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะโทนของหนังที่เป๊ะกับภาคแรกได้อย่างไม่มีหลุด
โดย นพปฎล พลศิลป์















