เอเชียกับฮอลลีวูด กระแสคลื่นตะวันออกระลอกใหม่

SHARE THIS
  • 4
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    4
    Shares

ความสำเร็จของเอเชียฮอลลีวูดในช่วงเดือน-สองเดือนมานี้ หลายๆ คนคงนึกถึงชื่อผู้กำกับอย่าง จอห์น วู (John Woo), อัง ลี (Ang Lee) นักแสดงอย่าง เจ็ท ลี (Jet Lee), แจ็คกี ชาน (Jacky Chan) ที่ไปมีผลงานในฮอลลีวูด รวมถึงการเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขาที่รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของ Crouching Tiger, Hidden Dragon เสียงฮือฮาที่มีต่อ Hero ของจาง อี้ โหมว (Zhang Yimou)

ที่หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็เป็นเรื่องของขาลง วูกลับมาทำหนังที่จีน, อัง ลีมี Life of Pi เมื่อปี 2012 เป็นความสำเร็จสุดท้าย, แจ็คกี ชานหวนมาเล่นหนังที่บ้านเกิด เช่นเดียวกับเจ็ท ลีก่อนที่ฝ่ายหลังจะมีข่าวว่าเจ็บป่วยให้รับรู้กันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่ในปีนี้ เรื่องของเอเชียกับฮอลลีวูดกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ตั้งแต่เรื่องของตลาดหนังในจีนที่ทำรายได้รวมในไตรมาสแรกของปีนี้แซงหน้าตลาดอเมริกาเหนือไปแล้วเรียบร้อย หนังอเมริกันสัญชาติจีนที่เป็นการร่วมลงขันสร้างภาพยนตร์โดยบริษัทจากจีนมีให้เห็นมากขึ้น แล้วในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนังที่มีความเป็นเอเชียในตัวล้วนประสบความสำเร็จบนอันดับหนังทำเงินของสหรัฐอเมริกา เริ่มจากสุดสัปดาห์วันที่ 10-16 สิงหาคม ที่ The Meg เป็นแชมป์ประจำสัปดาห์ แล้วถัดมาอีก 7 วันก็เป็น Crazy Rich Asians หนังรอม-คอมที่ว่าด้วยความขัดแย้งของแม่ผัว-ลูกสะใภ้ในสังคมชาวจีนของสิงคโปร์ แถมหากย้อนไปดูก่อนหน้านั้น Mission: Impossible – Fallout ที่มีทุนจีนหนุนหลังก็เป็นแชมป์ติดต่อกันถึง 2 สัปดาห์ และในสุดสัปดาห์ล่าสุด (24-26สิงหาคม) หนังซ่อนเงื่อน Searching ก็มีตัวละครเอเชียน-อเมริกันเป็นศูนย์กลางของเรื่อง แม้จะไม่ใช่หนังรอม-คอม อย่าง Crazy Rich Asiansแต่การสร้างเสียงฮือฮาตั้งแต่ต้นปีในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ และได้เสียงวิจารณ์ที่ดีก่อนเข้าฉาย ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกมองว่า น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างได้ ในแบบที่ Crazy Rich Asians ทำให้เกิดขึ้นกับฮอลลีวูด

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ Searching เป็นเรื่องของพ่อที่พยายามแกะรอยลูกสาว ที่ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี หลังจากเธอหายตัวไป ที่จุดเด่นของหนังไม่ใช่แค่นำแสดงโดยนักแสดงเกาหลี-อเมริกัน จอห์น โช (John Cho – ที่รับบทซูลู ในหนัง Star Trek ฉบับใหม่) และตัวเรื่องเกิดขึ้นในครอบครัวเอเชียน-อเมริกัน หนังยังเล่าเรื่องผ่านเว็บไซต์, โซเชียล มีเดีย, สมาร์ทโฟน และจอคอมพิวเตอร์ ที่โชใช้ค้นหาชีวิตส่วนตัวของลูกสาว เพื่อหาคำตอบว่าเธอหายไปไหน?

“นี่เป็นงานระทึกขวัญในแบบคลาสสิก แต่ไม่ได้เล่าเรื่องตามแบบแผนที่เคยเป็น ทุกๆ ช็อตในหนังจะถูกนำเสนอจากมุมมองของอุปกรณ์ไฮเทค ที่เราใช้สื่อสารกันทุกๆ วัน” อนีช ชาแกนตี (Aneesh Chaganty) ผู้กำกับชาวอินเดีย-อเมริกัน วัย 27 ปี ที่เปิดซิงการทำหนังใหญ่ด้วยเรื่องนี้ พูดถึงหนังของตัวเอง และหากรู้ว่าเขาคืออดีตคนทำโฆษณาของกูเกิล ก็คงไม่แปลกใจมากนักกับการเล่าเรื่องด้วยมุมมองที่ว่าไว้ข้างต้น

“ตามประวัติศาสตร์ ไม่มีหนังเรื่องไหนทำอะไรแบบที่เราพยายามทำมาก่อน เราพยายามสร้างจอภาพยนตร์ออกมาจากจอที่พวกเราใช้และพกอยู่ในกระเป๋าทุกวัน” ชาแกนตีย้ำ “ผมคิดว่าตัวหนังพูดถึงเรื่องด้านลบของเทคโนโลยี มากพอๆ กับด้านดีๆ ของมันนะ”

ขณะที่ Crazy Rich Asians ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวคหบดีในสิงคโปร์ ถูกชูว่าเป็นหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกในรอบ 25 ปีที่ใช้นักแสดงเชื้อสายเอเชียทั้งหมด หลังจาก Joy Luck Club ครอบครัวเอเชียน-อเมริกันในเรื่อง Searching กลับไม่ได้ถูกนำเสนอเพื่อหวังผลอะไรบางอย่างเป็นพิเศษ

“มันไม่ใช่เรื่องจำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นคนเอเชียน-อเมริกัน ว่ากันตามจริงแล้ว อาจจะเป็นใครก็ได้ที่ถูกชักจูงในแบบนั้น” เดบรา เมสซิง (Debra Messing) เจ้าของบทเจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกสืบสวน ที่มาทำคดีลูกสาวโช ซึ่งเป็นตัวละครหลักผิวขาวเพียงคนเดียวในหนัง กล่าว

การแสดงต่อหน้าจอเปล่าๆ ถือเป็นความท้าทายสำหรับนักแสดง โดยชาแกนตีเผยว่า ขณะที่หนังใช้เวลาถ่ายทำเพียงแค่ 13 วัน แต่เมื่อถึงขั้นตอนในการตัดต่อ ต้องกินเวลาถึง 18 เดือน

“มีอะไรบ้าๆ บอๆ อย่าง การแสดงกับจอเปล่าๆ ต่อหน้ากล้องที่ถ่ายแบบโคลส อัพสุดๆ ด้วยความยาวของหนังทั้งเรื่อง โดยไม่มีใครอยู่ในห้อง” โช เล่า “ไม่มีภาพอะไรให้ดูเลย ไม่มีโอกาสให้ได้เดินไปมา หรือว่าได้ใช้ภาษาท่าทาง เลยเป็นเรื่องโคตรน่าทึ่งสำหรับผม ที่มันออกมาดีได้อย่างที่เห็น”

โซนีปล่อย Searching ฉายในวงจำกัดเพียง 9 โรงเท่านั้นในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และจากรายได้ในวันแรกๆ ที่ฉาย หนังทำเงินไปถึง 36,000 เหรียญ คิดเป็นรายได้ 4,000 เหรียญต่อโรง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ ก่อนที่หนังจะเปิดตัวในสุดสัปดาห์นี้ด้วยจำนวน 1,100 โรง ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อว่า หนังจะสานต่อคลื่นความสำเร็จของเอเชียในฮอลลีวูดต่อจาก Crazy Rich Asians (หรือจะนับย้อนไปถึง The Meg กับ Mission: Impossible – Fallout ด้วยก็ได้) ได้หรือเปล่า

แต่กับหนังรอม-คอมว่าด้วยความรักในครอบครัวเศรษฐีสิงคโปร์ Crazy Rich Asians เรื่องราวจะถูกสานต่อ แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่วอร์เนอร์ บราเธอร์สก็ถือสิทธิ์ในการนำนิยายชุดนี้ที่เป็นงานไตรภาคของเควิน ควาน (Kevin Kwan) อยู่ในมืออยู่แล้ว โดยอีกสองเรื่องที่เหลือก็คือ China Rich Girlfriend และ Rich People Problems แล้วอย่างลืมว่า ในตอนจบของ Crazy Rich Asians ก็ทิ้งเชื้อสำหรับสานต่อไว้ในกลางเครดิตท้ายเรื่อง รวมทั้งมีข่าวว่าวอร์เนอร์จะดึงสองผู้เขียนบท-ปีเตอร์ เชียเรลลี (Peter Chiarelli) กับ อเดล ลิม (Adele Lim) กลับมา เช่นเดียวกับนักแสดงชุดเดิม ส่วนผู้กำกับจอน เอ็ม. ชู (Jon M. Chu) ที่งานชุกมากก็อยากจะกลับมาทำหนังชุดนี้อีกครั้ง แต่ก็ต้องเป็นหลังปิดจ็อบหนังเพลง In the Heights ที่จะออกฉายในเดือนมิถุนายนปี 2020 ไปซะก่อน

ด้วยเรื่องราวที่มีเรียบร้อยแล้ว กับความสำเร็จที่ได้รับทั้งๆ ที่ใช้ทุนสร้างแค่ 30 ล้านเหรียญ ภาคต่อของ Crazy Rich Asians มีแน่ๆ ติดอยู่แค่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หนังจะสานต่อจากความสำเร็จที่เริ่มด้วยหนังภาคแรกได้ไหม

ถ้าทำได้ กระแสคลื่นเอเชียในฮอลลีวูดหนนี้ คงไม่กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งในเวลาอันรวดเร็วแน่นอน

โดย นพปฎล พลศิลป์ จากเรื่อง เอเชียกับฮอลลีวูด กระแสคลื่นตะวันออกระลอกใหม่ คอลัมน์ หรรษาวันจันทร์ – HAPPY MONDAY หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 27 สิงหาคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 4
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    4
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On