กับการเป็นผู้แต่งเพลง หรือร่วมแต่งเพลงฮิตอันดับ 1 ในอเมริกามากถึง 21 เพลง และ 18 เพลงในจำนวนนี้ ยังเป็นเพลงที่เขาร่วมโปรดิวซ์ หรือโปรดิวซ์ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่า ทำไมชื่อของแม็กซ์ มาร์ติน จึงเป็นชื่อที่บรรดาค่ายเพลงทั้งหลายต้องเรียกหา
นี่คือคนที่ไม่ใช่แค่รู้ว่าจะต้องแต่งเพลงยังไง ถึงจะชอนไชเข้าไปในหูแล้วไปเกาะกุมหัวจิตหัวใจของคนฟังจำนวนนับไม่ถ้วนทั่วโลกได้ แต่มาร์ตินยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในห้องบันทึกเสียงอีกด้วย เมื่อสามารถเปลี่ยนเพลงที่ดูดิบๆ ให้กลายเป็นเพลงที่ฟังฟรุ้งฟริ้ง สะกิดหู ได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น Roar หนึ่งในงานเพลงที่เขาอยู่เบื้องหลัง ซึ่งถูกเปิดชมในยูทูบกว่าพันล้านครั้ง
แล้วสำหรับคนที่สงสัยว่า เทย์เลอร์ สวิฟท์ เปลี่ยนจากนักร้องคันทรีกลายเป็นศิลปินร้อนในโลกของป็อปได้ยังไง ก็ลองหันไปดูอัลบั้มชุดแรก ที่สวิฟท์เริ่มทำงานข้ามแนวทางอย่าง Red จะพบว่านี่คืออัลบั้มแรกที่เธอทำงานกับมาร์ติน และสานต่อมาถึง 1989 อัลบั้มขายดีที่สุดของปีที่แล้ว โดยมี 6 เพลง จากอัลบั้มทั้งสองชุด ที่มาร์ตินร่วมแต่ง ชุดละ 3 เพลง ที่ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกา ซึ่งหนึ่งนั้นคือ ‘Shake It Off’ เพลงแห่งปี 2014 ส่วนอีกเพลงอย่าง ‘Style’ ก็ได้รับการตอบรับจากนักวิจารณ์ และเปิดทางเดินใหม่ให้สวิฟท์
ทั้งสองเพลงต่างมีลักษณะของเพลงป็อปชั้นเยี่ยม โดนทันที, ง่ายสำหรับก้าวข้ามกำแพงวัฒนธรรม และการแบ่งแยกทางเพศ, ไม่จำกัดยุคสมัย เป็นเพลงป็อปความยาวราวๆ 3 นาที ที่ศูนย์กลางของเพลงเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ หรืออยากมีความสัมพันธ์กับใครสักคน ซึ่งเป็นสิ่งที่มาร์ตินค้นพบ และเข้าใจมาตั้งแต่ความพยายามครั้งแรกตอนกลางยุค 90 ที่มีการทำงานชุดที่ 2 ให้กับวง Ace of Base เมื่อปี 1997 เป็นการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน ก่อนที่จะทำให้คนทั้งโลกประจักษ์จากงานที่ทำให้ The Backstreet Boys
ในปี 1998 เขาแต่งเพลงๆ หนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธจากบอยแบนด์กลุ่มที่ว่า ขณะที่เกิร์ลกรุ๊ปอย่าง TLC ก็ไม่เอา แต่ท้ายที่สุดก็ได้บันทึกเสียงกันที่สต็อคโฮล์ม โดยเด็กสาวอเมริกันวัย 17 ปีที่ชื่อบริทนีย์ สเพียร์ส เพลง ‘…Baby, One More Time’ ขายได้ถึง 10 ล้านก็อปปี้ และกลายเป็นหนึ่งในซิงเกิลขายดีตลอดกาล
แต่มาร์ตินก็ไม่ได้ปราศจากการถูกตำหนิ หลายๆ คนบอกว่า เพลงที่ประสบความสำเร็จในชาร์ทของเขา มีซาวนด์คล้ายๆ กัน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ เมื่อย้อนดูงานแดนซ์-ป็อป มีคีย์บอร์ดส์เป็นเครื่องดนตรีหลักในยุคแรกๆ ของเขา บรรดาเพลงฮิตๆ อย่าง ‘Show Me Love’ ของโรบิน, เพลงของ อาริอานา แกรนเดกับอิกกี อาซาเลีย ‘Problem’ และ ‘Since U Been Gone’ ของเคลลี คลาร์คสัน คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน แต่ในอีกมุมหนึ่งเพลงเหล่านี้ก็เป็น ความน่าพอใจทั้งที่รู้สึกผิด เป็นเพลงป็อปชั้นดี ที่คนยินดีจะฟัง
จะว่าไปแล้ว จุดแข็งของมาร์ตินอาจเป็นเรื่องที่เขาทำงานกับนักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์คนอื่นๆ ได้ไม่ยาก อย่างในอัลบั้มล่าสุดของแคตี เพอร์รี บางคนอาจจะอ่านข้อความในปกอัลบั้ม แล้วรู้สึกตะหงิดๆ กับที่เขียนไว้ว่า เพลงต่างๆ ในงานชุดนี้เป็นผลผลิตจากคณะกรรมการ ที่มีแม็กซ์ มาร์ติน ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ฝ่ายบริหาร ดูแลกำกับการทำงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงป็อปชาวอเมริกันคนหนึ่ง ที่ทำงานกับเขาอย่างใกล้ชิดมาตลอด นั่นก็คือ ลูคัสซ์ ‘ดร. ลูค’ ก็อทท์วอลด์
และกับการเขียนเพลงป็อป มาร์ตินย้ำเสมอว่า ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีศาสตร์ตายตัว ตัวอย่างก็คือ งานที่มาร์ตินทำร่วมกับ เลสลีย์ รอย ศิลปินสาวจาก บัลบริกแกน, ดับลิน, ไอร์แลนด์ ที่ถูกปั้นขึ้นมาเพื่อให้ ‘ดัง’ เมื่อปี 2008 แต่ไปไม่ถึงดวงดาวและหายไปจากวงการอย่างไร้ร่องรอยมาจนถึงทุกวันนี้
จากเรื่อง รู้จักกับเจ้าของบัลลังก์เพลงป็อปยุคใหม่ ที่ชื่อ แม็กซ์ มาร์ติน (จบ) โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 9 ตุลาคม 2558
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่















