ANOMALISA: ไมเคิล สโตน เป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ และถูกเชิญมาที่ซินซิเนติ เพื่อบรรยายในงานสัมนาเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า แต่จะมีใครรู้ไหมว่า แม้จะรายรอบด้วยความสำเร็จ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ชีวิตของสโตนช่างเต็มไปด้วยความซ้ำซาก จำเจ และน่าเบื่อหน่าย กระทั่งกับการเดินทางมาพูดในครั้งนี้ก็เช่นกัน
จนได้พบกับลิซา หญิงสาวที่เดินทางจากต่างเมืองเพื่อมาฟังเขาบรรยาย สโตนกลับรู้สึกถึงความตื่นเต้น และสีสันใหม่ๆ ของชีวิต ที่ทำให้เขาถึงกลับตัดสินใจบางอย่าง ซึ่งที่สุดแล้ว… มันจะเป็นอย่างนั้นตลอดไปได้หรือเปล่า?
จะว่าไปแล้ว Anomalisa ก็คือหนังที่ว่าด้วยวิกฤตของวัยกลางคน ที่ชีวิตดูเนิบเนือยน่าเบื่อหน่าย ไม่รู้สึกอยากเข้าสังคมกับใคร เป็นชายผู้แปลกแยกและเปลี่ยวเหงา จนกระทั่งได้พบกับใครบางคนที่ทำให้ชีวิตกลับมามีสีสันอีกครั้ง บางคนที่ก็เป็นคนเหงา คนที่แปลกแยกจากคนอื่นๆ ไม่ต่างไปจากกัน
กับความรู้สึกแรกหลังได้ชมจบ ไม่เห็นจำเป็นเลยที่ต้องทำออกมาเป็นงานสต็อป-โมชัน เป็นหนังคนแสดงก็ไม่น่าจะต่างกัน และน่าจะส่งผลต่อความรู้สึกได้มากกว่าด้วยซ้ำ แต่เมื่อคิดทบทวนอีกที กับการเป็นงานสต็อป-โมชันอย่างนี้ ก็ทำให้สามารถยกระดับการเล่าเรื่องให้รู้สึกแหวก และสะกิดความรู้สึกได้มากขึ้น โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นความแตกต่างของชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย และชีวิตที่มีสีสันของสโตน โดยวันเก่าๆ ในเวลาเดิมๆ ของเขา ทุกอย่างล้วนไม่มีความแตกต่าง เสียงพูดที่ได้ยิน ล้วนเป็นเสียงของคนๆ เดียว ไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึก จนได้พบลิซา ที่เสียงพูดออกมาเป็นเสียงของเธอจริงๆ ซึ่งทำให้เขารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวเธอ ที่กลายมาเป็นตัวกระตุ้นพลังชีวิตของเขาอีกครั้ง และก็ทำให้การพบกันในครั้งนี้ เปลี่ยนแปลงชีวิตใครบางคน ให้กลับมามีความมั่นใจ มีพลังชีวิตขึ้นมาอีกหน แต่กับบางคนก็แตกต่างออกไป เมื่อยังติดอยู่ในวังวนเดิมๆ ของชีวิตที่แปลกแยกจากคนอื่น และที่สำคัญ ‘น่าเบื่อ’ ในความรู้สึกของตัวเอง
หนังใช้ประโยชน์จากการเป็นงานสต็อป-โมชัน สร้างความโดดเด่นตรงนี้ได้เป็นอย่างดี แม้บางฉากก็ต้องยอมรับว่าใช้ประโยชน์มากจนเกินพอดีเช่นกัน แต่ที่เด่นยิ่งกว่าก็คือ หนังทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่ต่างไปจากตัวละคร ขณะที่สโตนได้พบกับความแปลกใหม่ในชีวิตแบบเดิมจากลิซา ผู้ชมก็รู้สึกแปลกตาจากการเล่าเรื่องคุ้นๆ ด้วยสต็อป-โมชัน และเมื่อถึงท้ายที่สุด ก็ต้องตัดสินใจไม่ต่างไปจากตัวละครในเรื่อง ว่าจะกลับไปสู่โลกเดิมๆ หรือว่าใช้การพบกัน (หรือดูหนังเรื่องนี้) เป็นแรงขับเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตต่อไป
และยังแสดงให้เห็นว่า ความคมคาย, ไอเดีย, และรสนิยมทางความคิดสร้างสรรค์ที่แสนมหัศจรรย์ ของชาร์ลี คอฟแนม ไม่หายไปไหน แต่ยังคงมั่นคง แข็งแรง อย่างเช่นที่เคยเป็น และน่าจะคงอยู่ต่อไป
ความชมหากชอบ: Lost in Translation, Up in the Air
โดย นพปฎล พลศิลป์
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่















