ANT-MAN: หนังเรื่องสุดท้ายในเฟสที่ 2 ของจักรวาลมาร์เวล ที่เป็นเหมือนการเริ่มต้นของหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่จะถูกนำไปสานต่อในเฟสที่ 3 ซึ่งเริ่มกันที่ Captain America: Civil War และถือว่าเป็นการปิดฉากเฟสที่ 2 ได้อย่างสวยสดงดงาม หลังจากที่ Avengers: Age of Ultron ดูจะเป็นงานตามสูตรมากไปสักหน่อย ถึงจะสนุกแต่ก็ไม่ทำให้รู้สึก “ว้าว!”
แต่กับเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโรตัวจิ๋วรายนี้ แม้จะไม่ถึงกับ “ว้าว!” คำโตๆ แต่หนังก็เดินหน้าสร้างความบันเทิงได้อย่างต่อเนื่อง การเล่าเรื่องกระชับ แต่ไม่ถึงกับรวบรัด นักแสดงทุกคนเข้ากันได้เหมาะเจาะกับบทที่ได้รับ ทำให้การแสดงรับ-ส่งลื่นไหล โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนนักแซงค์ของสก็อทท์ แลง พระเอกของเรื่องที่ต้องกลายร่างเป็นมนุษย์มด เล่นกันได้อย่างสนุกสนาน และในหลายๆ ฉาก ไมเคิล พีญ่า ก็มาแบบตัวขโมยซีน ที่ฉกความเด่นในฉากนั้นๆ ไปครองหน้าตาเฉย
เรื่องของเทคนิคพิเศษ ถือว่าทำได้สมจริง สมจัง เล่นกับการย่อ-ขยายขนาดร่างกายของตัวละครได้สนุก แต่ที่เด่นที่สุดก็คือ เรื่องของอารมณ์ขัน ที่มาแบบถูกที่ ถูกเวลา ไม่เลอะเทอะ มีคลาสส์ มีสไตล์ ใช้สิ่งต่างๆ ในเรื่องอย่างได้ผล ยิ่งในตอนท้ายที่ให้ตัวละครย่อส่วนสู้กันบนรถไฟเด็กเล่น นอกจากจะเรียกรอยยิ้มได้ ก็ยังมีนัยกวนๆ ในเชิงเสียดสีให้รู้สึกเหมือนกัน
ที่น่าสนใจก็คือ ท่วงท่าลีลาของอารมณ์ขันนั้น เห็นได้ชัดว่า แม้ตัวเอ็ดการ์ ไรท์ ผู้เขียนบทและผู้กำกับคนแรกของหนัง จะแยกทางกลางคันกับมาร์เวล แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงลายเซ็นของเขา โดยเฉพาะมุขเล่าเรื่องเศร้าของพ่อ-ลูกตระกูลพิม ที่หักดิบกันซึ่งๆ หน้าโดยแลงในเรื่อง ซึ่งทำให้นึกถึงหน้าของไซมอน เพ็กก์ ลอยมาแต่ไกล แล้วเมื่อได้นักแสดงที่รับ-ส่งเข้าขากันอย่างที่บอก Ant-Man ก็ตอบโจทย์ในเรื่องของความบันเทิงได้สำเร็จ เป็นหนังที่มาร์เวลใช้ปิดฉากเฟสที่ 2 ของจักรวาลตัวเองได้อย่างน่าประทับใจ ในแบบที่แสดงให้เห็นกันไปเลยว่า ต่อให้เป็นซูเปอร์ฮีโรตัวจิ๋วๆ แถมมาเดี่ยว ก็จัดเต็ม เล่นใหญ่ ที่ไม่ใช่แค่ไม่แพ้หนังรวมมิตรซูเปอร์ฮีโรทั้งหลาย แต่ยังทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำไป
เป็นหนังที่สนุกใหญ่ๆ ไซส์เกินตัว
โดย นพปฏล พลศิลป์
สามารถกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















