ELLE: งานของพอล เวอร์โฮเวน ในฮอลลีวูด ไม่ว่าจะเป็นงานที่ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว ก็ล้วนมีบางอย่างที่แสดงให้ถึงความไม่ปกติในจิตใจของผู้คนเสมอ นอกเหนือไปจากการเป็นงานที่ทำให้เกิด Talh of the Town เป็นประจำ
กับ Elle ที่สร้างมาจากนิยายเรื่อง Oh เวอร์โฮเวนเล่าเรื่องของ มิเชล ม่ายสาวใหญ่ที่ทำงานในบริษัทเกมคอมพิวเตอร์ และถูกข่มขืนถึงในบ้าน แต่เธอกลับเลือกจะนิ่งเฉยปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติ ซึ่งไม่ต้องเสียงเวลานาน คนดูก็รู้ถึงสาเหตุในการเพิกเฉยของเธอ ซึ่งก็รวมไปถึงชีวิตที่ไม่ธรรมดาของมิเชิลด้วย
เธอกิ๊กกับสามีเพื่อนสนิทในออฟฟิศ และเธอกับเพื่อนเองก็มีบางอย่างที่ดูล้ำเส้น หรือหมิ่นเหม่กับการไปไกลกว่าการเป็นเพื่อนสนิท รวมไปถึงแอบปิ๊งหนุ่มข้างบ้าน ถึงขั้นแอบดูเขาพร้อมกับช่วยตัวเองไปด้วย หากกำลังมองว่ารสนิยมทางเพศของเธอไม่ธรรมดาก็คงไม่ผิด
ส่วนความสัมพันธ์ของมิเชลกับคนในครอบครัว ก็ดูไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นกับแม่ ที่ชอบกินเด็ก, พ่อที่เป็นฆาตกรสังหารหมู่, ลูกชายที่ดูไม่เอาไหน แต่กำลังจะเป็นพ่อคน โดยที่เธอเองก็ไม่แฮปปีกับแฟนของลูกสีกเท่าไหร่ ที่ร้ายไปกว่านั้นกับสามีที่หย่ากันไปแล้ว มิเชลก็ยังตามไปดูหน้าคู่ขาคนใหม่ของเขาถึงถิ่ง
ไม่ใช่แค่เรื่องเพศรส เรื่องความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตของมิเชลเอง ก็บิดเพี้ยนไม่ต่างกัน
และเมื่อถูกบุกเข้ามาข่มขืนเป็นครั้งที่สอง เธอก็รู้ว่าใครคือคนๆ นั้น แต่เลือกจะไม่แจ้งความ แถมยังอยากลอง หรือสนุกกับเซ็กส์แบบนี้อีก ที่ท้ายที่สุดก็ทำให้เกิดการสูญเสีย ซึ่งเป็นการสูญเสียที่ทำให้ชีวิตของมิเชลกลับมารีเซ็ท โดยเธอเองก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับคนที่จากไป ทั้งๆ ที่ก็รู้จักเขาดี ที่ร้ายไปกว่านั้น การกระทำของเขาที่มีต่อมิเชล ไม่ใช่มีแค่เธอกับผู้ชายคนนั้นที่รู้ แต่คนใกล้ตัวของเขาก็รู้ดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แถมยังเอ่ยปากขอบคุณเธอ ที่ให้ความสุขกับเขาในแบบนั้นได้อย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง
ชีวิตของมิเชล หรือคนเราดูเหมือนจะไม่ธรรมดา หนังท่าทางจะบอกอย่างนั้น เรื่องราวผิดเพี้ยน จิตใจพลิกผันกันทุกคน แต่จะในระดับไหน แสดงออกยังไง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และต่อให้หยุด หรือจบมันลงไปได้ ก็จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแทน เหมือนกับกินอาหารจานเก่าหมด ก็ต้องเริ่มด้วยจานใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจากที่ได้เห็นในหนัง ดูเหมือนมิเชลจะยอมรับอะไรหลายๆ อย่างได้ดีขึ้น ถือเป็นการปรับตัวที่ดี แต่บางทีเธอก็กำลังเริ่มต้นอะใรใหม่ๆ ให้กับชีวิต-เซ็กส์-ความสัมพันธ์ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
แน่นนอนว่าหนังดูจิตๆ หากการเล่าเรื่องก็ดูนิ่ง ลึกในแบบหนังยุโรป ที่ให้คนดูสัมผัสคิด ตีความกันเอาเอง ซึ่งคงไม่ต้องรสนิยมคอหนังส่วนใหญ่ แต่ถึงจะไม่อิ่มไปกับเรื่องได้ อย่างน้อยก็น่าจะสนุกไปกับการแสดงของอิซาเบลล์ อุปแปร์ ที่ร้ายได้ลึก เป็นธรรมชาติ ดูจริง แบบคนที่ร้ายๆ ทั้งหลาย ที่เรามองเห็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็กิน-อยู่กับเราๆ ในสังคมได้นี่แหละ
และทำให้ความร้ายกาจของแคเธอรีน ทราเมลล์ใน Basic Instinct เป็นเรื่องตลก รวมไปถึงทำให้หนังที่ดูนิ่ง เรียบเรื่อยเรื่องนี้ มีความปั่นป่วน พลุกพล่านอยู่ข้างในอย่างที่สุด
ควรชมหากชอบ: 9 1/2 Weeks, Basic Instinct, The Handmaiden
โดย นพปฎล พลศิลป์















