ENEMY: เพราะฉากจบของหนังแท้ๆ ที่ทำเอาคนดูที่คิดว่าตัวเอง “เอาอยู่” ถึงกับต้องนะจังงัง สตันท์กันไปจน End Credit จบ
ราวกับหนังเขย่าขวัญ-ซ่อนเงื่อน สไตล์ฝาแฝดที่ถูกแยกจากกัน และสืบเสาะจนเจอเมื่อโต หรือหนังอย่างพวกโคลนนิง อะไรทำนองนั้น ที่คนหนึ่งก็คือ อีกด้านของคนหนึ่ง หรือที่สุดแล้วทั้งสองคนอาจจะเป็นด้านตรงข้ามภายในตัวของคนๆ เดียวกัน ที่แต่ละด้านต่างก็มีชีวิตของตัวเอง หนังทำทุกอย่างตามแนวทางของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบ ภาพ การตัดต่อ โทนของหนังนั้นเอาอยู่ หลอนได้ใจ และการแสดงของเจค กิลเลนฮาลก็ Deep สุดๆ
หนังหยอดรายละเอียดต่างๆ มาเป็นจิ๊กซอว์ ให้คนดูได้ต่อ ติด เติม เต็มไปด้วยตัวเองเป็นระยะๆ ซึ่งที่สุดแล้วแม้จะไม่ถึงกับบอกได้ชัดเจน แต่หนังก็ให้ช่อง บอกทางเอาไว้ว่า เรื่องราวชีวิตของของตัวละครในเรื่องนั้น จริงๆ แล้วเป็นยังไง
แต่หนังไม่ได้มีแค่นั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ เดนิส วิลเลเนิฟ ยังวางสัญลักษณ์ที่พาหนังเรื่องนี้ไปได้ไกลกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแมงมุมและใยของมันที่ปรากฏให้เห็นในฉากสำคัญ แล้วก็ถูกเน้นย้ำอย่างชัดเจน รวมไปถึงเรื่องของเผด็จการที่มักจะใช้บางอย่างมาควบคุมประชาชน ที่ตัวละครของเจค กิลเลนฮาลใช้สอนในเรื่อง…
ซึ่งก็ทำให้นึกถึงโชว์ประหลาดๆ ที่เป็นฉากเปิดเรื่องขึ้นมาทันที แต่อะไรล่ะที่ควบคุมชีวิตของตัวละครในเรื่อง?
หนังมีอะไรให้ได้ใช้ตีความไปได้ไกล และกว้างกว่าที่เรื่องราวบอกอย่างชัดเจน ซึ่งบางทีอาจจะหมายถึงจิตใต้สำนึก หรือความทะยานอยากลึกๆ ในตัวตน อยู่ที่ผู้ชมจะหยิบชิ้นส่วนไหนขึ้นมาพิจารณา แต่อย่างน้อย หนังก็ชี้ทางเอาไว้เลาๆ ว่า เราควรจะหยิบรายละเอียดตรงไหนมาคิดถึง และสมควรชื่นชมการแสดงของกิลเลนฮาลไปพร้อมๆ กัน
บางทีประโยคที่อธิบายถึงหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด ก็คือประโยคที่มันใช้เปิดเรื่อง “ความโกลาหล ก็คือความเป็นระเบียบที่ยังไม่ได้มีการถอดรหัส”
นี่คือหนังที่ไม่ได้อยู่ที่ว่า เรื่องราวเป็นยังไง แต่อยู่ที่ว่า คุณคิดอย่างไร?
โดย นพปฎล พลศิลป์















