หลังมี ชัตเตอร์… กดติดวิญญาณ เป็นงานที่ถูกซื้อไปทำใหม่โดยฮอลลีวูดมาก่อนหน้า แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว หนังเมื่อปี 2559 ที่ฉันทวิชช์ ธนะเสวี กับ นิษฐา จิรยั่งยืน รับบทนำ ก็เป็นหนังเรื่องที่สองของบรรจง ปิสัญธนะกูล ที่ถูกซื้อไปทำใหม่ แตกต่างกันตรงที่หนนี้เป็นประเทศจีน โดยมีหลี่หงฉี และแองเจลา เบบี รับบทนำ และเปลี่ยนชื่อหนังเป็น I Remember ที่เมื่อถูกนำมาฉายในบ้านเรา ก็มีชื่อไทยที่ทำให้นึกถึงกันได้ว่า รักกันแค่วันเดย์
โครงเรื่องหลักๆ ของหนังยังไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อว่าด้วยความรักของชายหนุ่มที่ไม่มีใครสนใจหรือจดจำ ที่มีต่อสาวสวยประจำออฟฟิศ ซึ่งเป็นชู้รักหรือบ้านเล็กผู้บริหารหนุ่มของบริษัท ที่จู่ๆ คนที่ไม่เคยมีใครจำอย่างเขาก็มีโอกาสได้เป็นแฟนสาวที่มองเอาไว้ ในช่วงที่บริษัทไปเที่ยวต่างประเทศ หลังจากคำอธิษฐานขอเป็นแฟนเธอแค่วันเดียวก็ยังดี เมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้ฝ่ายหญิงความจำเสื่อมระยะสั้นเพียงแค่วันเดียว ทำให้เขาได้อยู่กับเธอสองต่อสองในฐานะคนรักตามที่เคยฝัน แม้เมื่อเวลาความทรงจำของเธอกลับคืนมา เธอจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งวันนี้ไม่ได้เลยก็ตามที
แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็มีหนึ่งวันที่ได้แค่เคยฝันถึงที่กลายมาเป็นความจริง
นอกจากโครงสร้างของเรื่อง ที่หนังฉบับใหม่เก็บเอาไว้เหมือนเดิม บทสนทนา หรือว่าฉากจำทั้งหลายที่เคยเห็นกันในหนังต้นฉบับก็ยังอยู่ ถ้าไม่ครบก็เกือบครบ ที่เปลี่ยนแปลงไปก็คงเป็นรายละเอียดที่มีทั้งเล็กน้อย และไม่เล็กน้อย เพื่อให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป
จากที่เป็นการไปเที่ยวญี่ปุ่น หนังที่กำกับโดย หนานซู จะพาตัวละครไปดูแสงเหนือ เล่นสกี และเที่ยวหมู่บ้านซานตาคลอสที่ฟินแลนด์กัน ที่จะว่าไปแล้วดูแปลกตา และทำให้หนังมีลูกเล่นบางอย่างที่ดูโรแมนติก และน่าประทับใจมากกว่าในเรื่องของสถานที่ โดยเฉพาะการเดินทางไปกับบรรดาซานตาคลอส และการได้ชมแสงเหนือที่จะว่าไปแล้ว ดูเป็นประสบการณ์ในแบบ ‘ครั้งหนึ่งในชีวิต’ กว่าเทศกาลเมืองหิมะที่ซับโปโร ด้วยความที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ ที่ด้วยระยะเวลาจำกัดในการเดินทาง และอุปสรรคด้านสภาพอากาศ ไม่ใช่ว่าจะไปแล้วได้เห็นกันแน่ๆ
ช่วยให้เป้าหมายในแบบความฝันที่กลายเป็นจริงของตัวละครฝ่ายหญิง ดูเป็นภารกิจสำคัญ หรือมีพลังในตัวมากกว่า ที่พอรวมกับสิ่งที่ทั้งคู่ได้พบระหว่างการเดินทางด้วยแล้ว ก็ช่วยให้เรื่องราวที่เป็นไปมีความพิเศษมากขึ้น
หลี่หงฉีและแองเจลา เบบี มีการแสดงรับ-ส่งที่เข้ากันได้ มีเคมีที่กลมกลืนกันเป็นอย่างดี ซึ่งก็ต้องให้เครดิตกับทีมพากย์ของไทยด้วยเช่นกัน ที่ไม่ทำให้เสียของหรือตะขิดตะขวงใจ จนอยากสัมผัสกับหนังที่เป็นเสียงจีนต้นฉบับเหมือนกันว่า การถ่ายทอดอารมณ์ผ่านน้ำเสียงของทั้งสองคนจะเป็นยังไง แต่เชื่อว่าจากการแสดงออกที่ได้เห็น ก็น่าจะสอบผ่านได้เช่นกัน
แต่ก็มีบางอย่างที่เป็นทั้งข้อดีข้อด้อยหากเปรียบเทียบกัน เมื่อหนังให้เวลาปูปูมหลังของตัวละครและความรู้สึกที่มีต่อกันน้อยไปนิด จนความเป็นไอ้ขี้แพ้ หรือคนที่ไม่มีใครมองเห็นของฝ่ายชายไม่แข็งแรงเท่า ส่วนพลังความรักที่ฝ่ายชายมีให้ฝ่ายหญิงบางเบากว่า รวมถึงทำให้เสน่ห์หรือความน่าสนใจของฝ่ายหญิงลดทอนลงไปด้วย แต่อย่างน้อยการที่หนังค่อยๆ เผยสิ่งที่เขาทำให้เธอในตอนท้ายก็ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น การกระทำก็ดูมีความเป็น ‘โรคจิต’ น้อยกว่าเพราะไม่ได้เกาะติดชีวิตของอีกฝ่ายในแบบที่ ‘ล้ำเส้น’ จนเกินเหตุ ซึ่งบทสนทนาในช่วงหนึ่ง ตัวละครฝ่ายหญิงก็พูดถึงสิ่งที่ฝ่ายชายทำกับเธอในทำนองนี้ด้วยเช่นกัน
ที่โดยส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นข้อดีมากกว่าข้อด้อย เพราะอย่างน้อยๆ ภาพลักษณ์ และการแสดงก็มาอุ้มไว้ได้ ที่เมื่อรวมกับความเป็นไปของตัวละคร หนังก็ไม่ถึงกับแห้งแล้งในเรื่องอารมณ์โรแมนซ์ เช่นเดียวกับการที่หนังตัดสถานการณ์ที่ใครๆ ก็มองไม่เห็นของชายหนุ่ม ซึ่งหลายๆ อย่างก็ดูเป็นการ์ตูนมากไปนิดจากงานต้นฉบับออกไป ก็ช่วยทำให้ตัวละครรายนี้มีตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น ส่วนการยกบางเหตุการณ์ออกไป หรือทำให้สั้นลง ก็ส่งผลให้ I Remember มีความกระชับมากขึ้น และไม่มีช่วงเวลาที่ให้ความรู้สึกยืดยาวมากไป
ซึ่งในความรู้สึกส่วนตัว หนังฉบับนี้ให้ความรู้สึกที่ดีมากกว่าต้นฉบับ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับกับความจริงที่ว่า I Remember เป็นการนำสิ่งที่มีคนทำเรียบร้อยแล้วมาปรุงแต่ง ในแบบที่เห็นจุดแข็งจุดอ่อนเรียบร้อย หากเปรียบเป็นการปีนเขาเอฟเวอเรสต์เช่นที่ตัวละครในหนังใช้ I Remember ก็เลือกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยงๆ แล้วมองหาเส้นทางใหม่ๆ ที่ปลอดภัยมากกว่าได้ตั้งแต่ต้น
และที่สำคัญ นี่ไม่ใช่หนัง ‘ต้นฉบับ’
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน 1322 ปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 2564
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่
[one_half][/one_half][one_half_last][/one_half_last]















