INTERSTELLAR: สิ่งหนึ่งที่ Interstellar และ Gone Girl ของเดวิด ฟินเชอร์ ไม่ต่างกัน นั่นคือการเป็นหนังที่มีเนื้อในแตกต่างไปจากหน้าตาที่เห็นกันภายนอก ขณะที่ Gone Girl คืองานว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานของชีวิตแต่งงาน ภายใต้การเป็นหนังซ่อนเงื่อน ฆาตกรรม
ฉากหน้าของ Interstellar ที่เป็นงานผจญภัยในอวกาศ ก็มีเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกเก็บเอาไว้ข้างใน ที่ให้ได้เห็น พ่อที่ทิ้งลูกไปเพื่อหาทางออกให้อนาคตของพวกเขา พ่อที่บีบให้ลูกไปตายเอาดาบหน้า แทนที่จะต้องมาตายตกตามกัน แต่กับพ่อบางคนก็ไม่ยอมปล่อยลูกไปไหน ทั้งๆ ที่หายนะอยู่ตรงหน้า เพราะศักดิ์ศรี และความดื้อรั้น และนี่ก็คือ ส่วนที่เป็นเลือดเนื้อ จิตใจของหนัง ที่ทำให้คนดูเดินออกจากโรงได้ด้วยความซาบซึ้ง และประทับใจ
ขณะที่หน้าตาที่พาไปตะลุยอวกาศ ก็เล่าเรื่องได้สนุก มาพร้อมกับความหนักแน่น จริงจัง จากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถูกใส่เข้ามา ในแบบที่ไม่ได้เป็นการบรรยายทางวิชาการ (โดยส่วนตัว มองว่ากลมกลืนกว่า ฉากที่ลีโอนาร์โด อธิบายถึงการ “ฝัน” ของพวกเขาให้เอลเลน เพจฟัง ใน Inception ด้วยซ้ำ) และไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจก็ได้ ตราบเท่าที่เกาะเกี่ยวไปกับเรื่องได้แม่น แบบไม่ว่อกแว่กไปไหน
Interstellar อาจทำให้รู้สึกถึงหนังไซ-ไฟ หลายๆ เรื่อง อย่าง 2001 ของสแตนลีย์ คูบริค, Close Encounter of the Third Kind ของสตีเวน สปีลเบิร์ก, The Right Stuff ของเดวิด คอฟแมน รวมไปถึง Solaris แต่โนแลนจับทุกอย่างมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จนเป็นเนื้องานของตัวเอง ที่สัมผัสได้ถึงอิทธิพลที่หนังเรื่องต่างๆ เหล่านั้นส่งต่อมา
ซึ่งไม่ต่างไปจาก ตัวหนังที่มากันครบ เขย่าเข้ากันได้ ไม่ว่าจะเป็น งานด้านภาพที่ตื่นตา ดนตรีประกอบที่พาเรื่องที่มองไม่เห็น และความรู้สึกของคนดูไปกับหนัง การแสดงที่เยี่ยมยอด โดยเฉพาะ แม็ทธิว แม็คคอนาเฮย์ และนังหนู แม็คเคนซี ฟอย ที่เล่นเอาคนใจอ่อนน้ำตาแตกซ้ำๆ ซากๆ มีลุ้น มีเศร้าซึม ปลาบปลื้ม ปิติ
และท้ายที่สุดยังมี “ความหวัง” เสมอในหนังของโนแลน เฉกเดียวกับที่ตัวเขาเอง เป็นสำหรับวงการภาพยนตร์
โดย นพปฎล พลศิลป์
ให้กำลังใจด้วยการคลิกไลค์เพจสะเด่าส์ได้ง่ายๆ ที่นี่















