หลังกลับจากงานศพของมิซากิ – พี่สาว ยูริตัดสินใจที่จะไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นของพี่ เพื่อแจ้งข่าวการจากไปให้กับเพื่อนๆ ของพี่ได้รับรู้ แต่แทนที่จะทำอย่างที่ตั้งใจ เธอกลับสวมรอยเป็นพี่สาวซะเอง และได้พบกับโอตาซากะ นักเขียนเจ้าของนิยายเรื่องเดียวในชีวิต ที่เป็นรักแรกของเธอในช่วงม.ปลาย แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้น ยูริยังเขียนจดหมายส่งไปให้เขา โดยอ้างตัวว่าเป็นมิซากิ และไม่ยอมเปิดเผยที่อยู่ของตัวเองให้เขาได้รับรู้
ทำให้โอตาซากะตัดสินใจส่งจดหมายตอบกลับไปที่บ้านซึ่งระบุไว้ในหนังสือรุ่น ที่ทุกวันนี้อายูมิ – ลูกสาวของมิซากิ และลูกสาวของเธอใช้ชีวิตอยู่ แต่ที่ทำให้เรื่องราววุ่นวายมากยิ่งขึ้นก็คือ การที่สองสาวตัดสินใจตอบกลับโอตาซากะในนามของมิซากิ แถมยูริเองก็ใช้ที่อยู่ของอาจารย์ของแม่สามีเป็นที่รับส่งจดหมายกับโอตาซากะ ด้วยจดหมายในนามมิซากิที่มีถึงสองที่มา สองเรื่องราว ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางมาหา หลังเผยความจริงในใจว่า “ยังรักเธออยู่” โดยไม่รู้ว่ามิซากิตัวจริงนั้น ได้จากไปแล้ว
ด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ที่สื่อสารกันผ่านจดหมาย บวกกับเป็นเรื่องราวความรักในวัยเรียน ไม่พ้นที่จะทำให้นึกถึงงานสร้างชื่อของชุนจิ อิวาอิ อย่าง Love Letter ไม่ได้แน่ๆ และบรรยากาศรวมไปถึงโทนของหนังก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ยกเว้นแต่ว่า Last Letter มาพร้อมกับอารมณ์เศร้าที่แฝงอยู่ในเรื่องมากกว่า
แล้วกับเรื่องราวที่บอกเล่า ก็มาพร้อมกับชั้นเชิงที่เหมือนกับล่อหลอกผู้ชมในระดับหนึ่งกลายๆ เพราะจากที่เริ่มต้น หลายๆ คนน่าจะคิดว่าเป็นเรื่องของสองสาวพี่น้องมิซากิและยูริ หรือบางทีอาจจะเป็นอายูมิ ที่ไม่ยอมเปิดจดหมายฉบับสุดท้ายที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้อ่าน แต่เมื่อเรื่องราวเดินหน้าไปเรื่อยๆ ตัวละครที่กลายเป็นศูนย์กลางของหนัง ก็ค่อยๆ ถูกเปลี่ยนความสำคัญอย่างช้าๆ จากยูริที่ได้พบกับรักแรกของเธออีกครั้ง จากอายูมิที่ดูจะยังรับกับการจากไปของแม่ไม่ได้ กลับกลายเป็นชายหนุ่ม ที่ยังจมอยู่กับความรักในอดีตอย่างโอตาซากะ ที่ความรักซึ่งจบลงอย่างไม่สมหวังของเขากับมิซากิ ทำให้ไม่สามารถไปต่อได้ในฐานะนักเขียน แม้นิยายเรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิตของเขาที่มีที่มาจากเรื่องราวในอดีตของตัวเองกับมิซากิ จะเป็นงานระดับรางวัลก็ตามที
และการได้ติดต่อสื่อสารกับมิซากิ (ปลอม) ของเขา ก็ทำให้ตัวเองทั้งได้ทบทวนเรื่องราวเก่าๆ ทั้งได้สำรวจถึงสิ่งที่เป็นไปในชีวิตของผู้หญิงที่รักมาตั้งแต่ม.ปลายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
นอกจากการเปลี่ยนผ่านตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องที่ทำได้อย่างเนียนสนิท จนกว่าจะรู้ตัวว่า ท้ายที่สุดแล้วนี่คือเรื่องราวการค้นพบตัวเองและความจริงของชายหนุ่ม ที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญในชีวิตของคนที่ตัวเองให้ความสำคัญมาตลอดชีวิต การเล่าเรื่องของอิวาอิเองก็ค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นจริงจังให้กับเรื่องอย่างช้าๆ ในแบบที่ผู้ชมกว่าจะรู้ตัว Last Letter ก็ปรับโทนจากหนังเบาๆ ที่มีอารมณ์ขันแพรวพราว กลายไปเป็นงานดรามาที่มีความเข้มข้นมากกว่าไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ก็อาจจะมีปัญหา หรือว่ารอยสะดุดอยู่บ้างกับการสร้างตัวละคร ที่บางคนก็เหมือนกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยให้กับตัวละครหลัก พอหมดหน้าที่ก็หายจากจอไป ทั้งที่ด้วยลักษณะของตัวละครที่วางเอาไว้ ไม่น่าจะถูกละเลยง่ายๆ อย่างที่เห็น
บางปม บางประเด็นของหนังก็ไม่ต่างกัน เมื่อตัวละครดูจะมองโลกในแง่บวก หรือว่าปล่อยวางได้ง่ายเหลือเกิน จนกลายเป็นงานที่ Feel Good เกินไปก็ว่าได้ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความหนักแน่นที่หายไปเหล่านี้ ก็ทำให้หนังไม่สามารถปิดจบลงได้อย่างประทับใจเหมือนเช่นที่เคยเป็นในหนังเรื่องก่อนๆ ของอิวาอิ โดยเฉพาะ Love Letter ที่กลายมาเป็นคู่เปรียบโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่อย่างน้อยกับตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของหนัง อย่าง โอตาซา อิวาอิก็พาเขาไปอยู่ในที่ทางที่เหมาะสม อย่างเป็นเห็นเป็นผลในที่สุด หลังจากให้ตัวละครรายนี้จมอยู่กับความหวังที่ไม่สมหวัง จนกลายเป็นแผลรักฝังใจมาตลอดทั้งเรื่อง เขาก็ได้พบแสงสว่างในชีวิต จากการเดินทางกลับไปหาอดีตครั้งนี้ ที่ยังส่งผลไปยังผู้คนที่อยู่รายรอบ ไม่ว่าจะเป็นยูริที่รับรู้ถึงสถานภาพที่เป็นไปของตัวเอง และยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น ไม่เพริดหลงไปกับความสดใสจากในอดีต ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ควรจะหันมองกลับไปตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
อายูมิก็กล้าที่จะเปิดจดหมายฉบับสุดท้ายของแม่อ่าน ซึ่งน่าจะทำให้เธอเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ผ่านข้อความที่ย้ำว่าทุกสิ่งอย่างในชีวิตที่ผ่านไปคืออดีต ที่มีไว้ให้รำลึกถึง มากกว่าจะจมอยู่กับมัน จนเดินหน้าไปไหนไม่ได้
ซึ่งเป็นสิ่งที่โอตาซากะมองข้ามไป เช่นเดียวกับที่มองไม่เห็นความสำคัญของตัวเองในชีวิตของมิซากิ….
แม้จะไม่ได้ปิดฉากในแบบสุดประทับใจ แต่อย่างน้อย มันก็น่าจะทำให้หัวใจของใครหลายๆ คนอบอุ่น
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทนฉบับที่ 1300 ปักษ์หลังมีนาคม 2563















