THE LIGHT BETWEEN OCEANS: เป็นหนังที่พล็อตน่าจะเอามาทำเป็นละครหลังข่าวบ้านเราอย่างที่สุด กับชีวิตคู่ของทหารผ่านศึกหมดอาลัยตายอยาก กับสาวบ้านๆ บนเกาะไกลโพ้น ที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน แต่เมื่อทั้งคู่เก็บเอาทารกที่มากับเรือ ซึ่งมีร่างไร้ชีวิตของผู้ชายอีกคนอยู่ด้วย จากชีวิตครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบ ก็เริ่มพลิกผัน เมื่อหนึ่งในพวกเขารู้ว่า ใครคือแม่ของเด็กที่แท้จริง ซึ่งนำไปสู่การพิสูจน์รักแท้ของกันและกันในเวลาต่อมา
หนังเล่าเรื่องได้ในแบบพยายามให้ผู้ชมซึมลึกไปกับตัวละครอย่างช้าๆ และดิ่งไปกับพวกเขาในท้ายที่สุด ซึ่งก็ถือว่า ทำได้สำเร็จ ซึ่งอาศัยทั้งการแสดงระดับเทพๆ ของทั้งไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์, อลิเซีย วิแคนเดอร์ และราเชล ไวสซ์ บวกกับการสร้างบรรยากาศ และโทนของหนังที่ห่อหุ้มทั้งตัวเรื่องและคนดูเอาไว้ได้สำเร็จ แม้ในหลายๆ ครั้งจะรู้สึกว่าประดิษฐ์ หรือใส่จริตมากไปหน่อย แต่ก็ไม่ทำหนังดูย้วยจนเกินเหตุ และกับการที่ไม่บีบคั้น หรือฟูมฟายจนเกินเหตุ ก็ทำให้หนังมีคลาสส์ ดูสวย แต่ไม่เวอร์วัง และทำให้คนดูซึมไปกับหนังได้สบายๆ
ที่น่าสนใจก็คือ ขณะที่ความรู้สึกส่วนใหญ่ น่าจะไปจมกับประเด็นการพิสูจน์ความรัก ความเสียสละของตัวละคร ซึ่งบางครั้งมันก็ต้องใช้ความสูญเสียเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่โดยส่วนตัวแล้ว กลับชอบวิธีคิด และการวางตัวละครของฟาสส์เบนเดอร์เป็นพิเศษ กับการใช้ชีวิตที่ไม่พยายามติดค้างอะไร ที่แสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นว่า อยากจะมาปล่อยชีวิตไว้ที่เกาะประภาคารไกลหูไกลตาผู้คน และนั่นคือเหคุผลว่าทำไมเขาถึงต้องตัดสินใจอย่างที่เป็นในท้ายที่สุด ทั้งๆ ที่บางครั้งมันง่ายมากที่จะปล่อยปละละเลยไป
ที่สุดแล้วความสวยงามในชีวิต บางทีไม่ได้อยู่ที่ความสมหวังในทุกสิ่งอย่าง แต่เป็นการยอมรับกับอะไรที่เป็นทุกอย่างสิ่ง และมีความสุขกับมันได้เท่านั้นก็พอ
และนั่นก็ทำให้ตัวเราสุกสว่าง ราวกับเป็นไฟประภาคารส่องทางให้กับเรือทั่วท้องทะเล
ควรชมหากชอบ: The Place Beyond the Pines, The Lovely Bones, Nocturnal Animals
โดย นพปฎล พลศิลป์















